อาจมีคนสังเกตเห็นว่าในการประชุมต่าง ๆ ที่ผมเข้าร่วม ผมมักจะทำ 2 อย่าง
(1) ฟังมากกว่าพูด
( 2) เข้าร่วมการประชุมอยู่ตลอด ไม่ใช่แค่ไปร่วมงานเปิดการประชุม
การเข้าร่วมประชุมของผมไม่มีวัตถุประสงค์เชิงพิธีกรรม แต่ต้องการไปเรียนรู้สาระ เมื่อต้องการเรียนรู้สาระก็ต้องไปร่วมในฐานะ "ผู้ไม่รู้" และเป็น "ผู้อยากรู้" หรือมีคำถามในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการประชุม
ก่อนไปประชุม ผมก็จะรวบรวมคำถามไว้ในใจ หรือบางทีถึงกับจดไว้ใน PDA ระหว่างประชุมผมก็ทบทวนคำถามและตรวจสอบว่าสาระในการประชุมตอบคำถามของผมได้ไหม ทำให้หลาย ๆ ครั้งผมจับได้ว่าผู้จัดการประชุมไม่ได้สนใจสาระ แต่สนใจรูปแบบเพราะเน้นการพีอาร์เท่านั้น ไม่ได้ต้องการผลกระทบอะไรจริงจัง
ถ้าผมจับได้ว่าการประชุมมีเป้าหมายลึก ๆ แค่นั้น และอยู่ร่วมต่อก็คงจะไม่ได้อะไรมาก ผมก็จะกลับก่อนการประชุมเลิก
ผมไปร่วมประชุมแบบฟังมากกว่าพูด เพราะต้องการใช้สมาธิฟังแล้วจับประเด็นระหว่างคำระหว่างประโยคหรือระหว่างบรรทัด ว่าตัว "ระบบ" ภาพเชื่อมโยง ภาพ "ระบบซ้อนระบบ" ของเรื่องนั้นเป็นอย่างไร และคิดต่อว่ามี "ช่องว่าง" ในการดำเนินการเรื่องนั้นให้เกิดผลต่อบ้านเมืองอยู่ตรงไหน
ส่วนใหญ่ "เสียงก้อง" (echo) ที่ได้มาระหว่างที่ผมนั่งฟังก็คือ มีหลายหน่วยงาน หลายกลุ่ม ทำเรื่องนั้นอยู่ และทำแบบ
- ไม่จริงจัง ทำแบบเอาหน้า เอาผลงาน
- แย่งกันทำ แข่งขันแบบปัดแข้งปัดขากัน
- ไม่รู้จริง เพราะไม่เรียนรู้จากคนอื่น
ผมจะเอา "เสียงก้อง" เหล่านี้มา "เคี้ยวเอื้อง" ความคิดต่ออีกนาน ๆ ผลออกมาเป็นแนวความคิดในการทำงานเพื่อสังคมมากมาย ทำอีกสิบชาติก็ไม่หมด
ผมบอกตัวเองว่า ผมเป็นคนมั่งคั่ง มีกินไปจนชาติหน้าอีกหลายชาติ คือมั่งคั่งแนวความคิด
ผมบอกตัวเองอีกทีว่า บ้า!
วิจารณ์ พานิช
3 ต.ค.50
บ้าไฝ่หาความรู้ดีกกว่าบ้าอย่างอื่นครับ
ขอนำแนวคิดอาจารย์หมอมาเสริมแต่งปัญญาอันอ่อนด้อย
สังคม KM ที่ผ่านมาแม้จะมีพิธีกรรม แม้จะมีภาพ แม้จะมีคราบแต่ก็ไม่น่าเกลียดเท่าใดนัก