ธปท.หนุนคลังปฏิรูปภาษี-ขึ้น VAT อุดรูรัฐถังแตก

ในช่วงกว่าทศวรรษที่ผ่านมา ระดับหนี้ของภาครัฐมีแนวโน้มที่จะขยายตัวเพิ่มขึ้น ส่วนหนึ่งเป็นผลพวงมาจากวิกฤตการณ์ทางการเงินในอดีตที่รัฐบาลจะต้องเข้าไปรับผิดชอบความเสียหายที่เกิดขึ้น และอีกส่วนหนึ่งเกิดจากการดำเนินนโยบายการคลัง เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงเวลาที่ประเทศเกิดวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจ นอกจากนี้โครงสร้างระบบเศรษฐกิจ การเงิน สังคม และการเมือง รวมถึงกฎหมายที่กำลังเปลี่ยนแปลงไปส่งผลกระทบโดยตรงต่อโครงสร้างรายได้ รายจ่ายของรัฐบาล ถือว่าเป็นปัจจัยความเสี่ยงที่จะมีผลต่อความเปราะบางทางการคลังในอนาคตฉะนั้นในงานสัมมนาวิชาการประจำปี 2550 ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จึงได้มีการบรรจุหัวข้อ การประเมินความเปราะบางทางการคลังของไทย : ความเสี่ยงต่อการดำเนินนโยบายในอนาคต” เอาไว้ด้วย และในงานนี้ได้กำหนดให้นายทรงธรรม เป็นตัวแทนนำเสนองานวิจัยชิ้นนี้ เริ่มจากการศึกษาในประเด็นนี้ พบว่าทางการควรให้ความสนใจกับความเสี่ยงต่อความยั่งยืนทางการคลัง เพราะในขณะนี้เริ่มมีสัญญาณที่บ่งชี้ให้เห็นว่าโครงสร้างทางการคลังมีความไม่สมดุล โดยดูจากโครงสร้างการจัดเก็บรายได้ของภาครัฐ ซึ่งมีแนวโน้มลดลง สาเหตุเกิดจากการทำข้อตกลงทางการค้า และการให้สิทธิลดหย่อนภาษีในรูปแบบต่าง ๆ ทำให้โครงสร้างรายได้ไม่สอดคล้องกับโครงสร้างรายจ่ายของรัฐ ที่นับวันจะขยายตัวเพิ่มขึ้นตามระดับของการพัฒนาเศรษฐกิจ ทั้งนี้รัฐธรรมนูญฉบับปี 2550 จะให้ความสำคัญกับเรื่องสวัสดิการสังคมมากขึ้นกว่ารัฐธรรมนูญปี 2540 อย่างเช่น เรื่องการศึกษาขั้นพื้นฐาน การบริการสาธารณสุข การคุ้มครองเด็กและเยาวชนที่ได้รับความไม่เป็นธรรม และภาครัฐจะต้องจัดให้มีกำลังทหาร อาวุธ และเทคโนโลยีที่ทันสมัย เพื่อรักษาเอกราชและความมั่นคงอย่างเพียงพอ ในเรื่องนี้คงต้องดูว่าแค่ไหนเรียกว่าทันสมัย” และแค่ไหนเรียกว่า “พอเพียง” สะท้อนให้เห็นว่า ทิศทางรายจ่ายของรัฐต้องเพิ่มขึ้นอีก  การให้สิทธิกับประชาชนมาก เอื้อให้มีการทำนโยบายประชานิยมได้ง่ายขึ้น เพราะผู้ที่มีหน้าที่จัดทำงบประมาณมักจะใช้เป็นข้ออ้างว่ารัฐธรรมนูญเขียนไว้ให้ต้องทำ และนโยบายประชานิยมทำแล้วเลิกยาก ดังนั้นแนวโน้มรายจ่ายภาครัฐคงจะต้องเพิ่มขึ้นต่อไป” นายทรงธรรมกล่าว นอกจากนี้ภาคการคลังยังมีความเสี่ยง จากการดำเนินโครงการประชานิยมในช่วงที่ผ่านมา และคาดว่า จะกลายมาเป็นภาระกับรัฐบาลในอนาคต ได้แก่ โครงการบ้านเอื้ออาทร, หนี้สิน ขสมก., หนี้ของ อ.ต.ก., โครงการศูนย์ราชการแห่งใหม่, โครงการแอร์พอร์ตลิงก์ โครงการทางด่วนบางพลี-สุขสวัสดิ์ คาดว่าจะทำให้ภาครัฐมีหนี้สาธารณะเพิ่มขึ้นอีก 1% ของ GDP”ความเสี่ยงจากภาระเพิ่มเติมของรัฐลดลงไปมาก หลังนโยบายประชานิยมถูกลดความสำคัญลง แต่อาจมีมากกว่านี้ หากรัฐบาลใหม่ที่จะเข้ามาในสมัยหน้าดำเนินนโยบายประชานิยมที่สร้างความเสี่ยงให้รัฐอีก” นายทรงธรรมระบุและถ้าไปดูที่กฎหมายเงินคงคลัง ได้เปิดช่องให้นำเงินคงคลังมาใช้ก่อนได้ อาทิ ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับค่ารักษา พยาบาล เบี้ยหวัด บำเหน็จบำนาญ เงินเดือน รวมแล้วปีละ 3,000-4,000 ล้านบาท แต่ในช่วงปี 2547-2548 รายการดังกล่าวเพิ่มขึ้นเป็น 30,000-40,000 ล้านบาท แถมยังมีการหมกหนี้ไว้ตามหน่วยงานต่าง ๆ อีก ดังนั้น    ในปีงบประมาณ 2549 รัฐบาลชุดใหม่ได้จัดงบฯ ไปล้างหนี้สูงถึง 85,549 ล้านบาท ปี 2551 อีก 59,740 ล้านบาท เป็นต้น สรุปแล้วการรักษาความยั่งยืนทางการคลัง มีความจำเป็นจะต้องเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดเก็บภาษีให้เหมาะสม และหากจำเป็นอาจต้องปรับเพิ่มภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) รวมถึงปฏิรูปการลดหย่อนภาษีบางประเภท เช่น ภาษี LTF และเพิ่มความระมัดระวังภาระการคลังในงบประมาณและนอกงบประมาณ เพื่อลดความเสี่ยงและความเปราะบางของภาครัฐประชาชาติธุรกิจ  8  ต.ค.  50