“คลัง” ชง ครม.คลอดกฎหมายใหม่แทน “ระเบียบพัสดุปี 2535” ให้อำนาจหน่วยราชการจัดซื้อ-จัดจ้าง ไม่มีกำหนดวงเงิน อ้างเพื่อกัน “การเมือง” แทรก พร้อมลดวิธีเหลือเพียง 3 จาก 6 แบบ เอกชนขอคุย “แอ้ด” เผย ห่างเหินไปนาน ชี้การเมืองยังเป็นปัจจัยเสี่ยงเศรษฐกิจปี 51 “ธปท.” หารือรัฐบาลใหม่ แก้ขาดทุนสะสม 7 หมื่นล้านนายรังสรรค์ ศรีวรศาสตร์ รองอธิบดีกรมบัญชีกลาง เปิดเผยว่า ในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันที่ 9 ตุลาคม 2550 คาดว่านายฉลองภพ สุสังกร์กาญจน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง จะเสนอให้ ครม.พิจารณาร่างพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ ที่กรมบัญชีกลางได้ยกร่างฯ ขึ้น และ รมว.การคลังเห็นชอบแล้ว โดยจะนำมาบังคับใช้แทนระเบียบพัสดุปี 2535 ซึ่งจะทำให้การจัดซื้อจัดจ้าง เกิดความคล่องตัวและโปร่งใสมากขึ้นนายรังสรรค์กล่าวว่า ร่างกฎหมายใหม่ได้แก้ไขให้อำนาจการสั่งซื้อสั่งจ่ายเป็นอำนาจของผู้บริหารหน่วยงานมากขึ้น โดยกำหนดให้หัวหน้าส่วนราชการนั้น ๆ มีอำนาจในการอนุมัติการจัดซื้อจัดจ้างตามวิธีการที่ระบุ ในร่างกฎหมายนี้ได้ทันที ซึ่งไม่มีการกำหนดวงเงิน แต่กฎหมายเดิมจะกำหนดให้ระดับวงเงินการจัดซื้อจัดจ้างตั้งแต่ 100 ล้านบาทขึ้นไป ต้องเป็นอำนาจของรัฐมนตรี ทำให้มีการแทรกแซงจากนักการเมืองได้ “ยังมีการแก้ไขขั้นตอนวิธีการจัดซื้อจัดจ้างจาก 6 วิธี เหลือ 3 วิธี คือ 1.วิธีประกาศเชิญชวนทั่วไป ซึ่งใช้ในกรณีมีผู้ขายสินค้าในตลาด หลายราย 2.วิธีการคัดเลือก ใช้ในกรณีเป็นสินค้าที่มีคุณสมบัติพิเศษ และมีผู้ค้าเพียงไม่กี่ราย โดยจะเชิญชวนผู้ค้าอย่างน้อย 3 ราย แต่วิธีนี้จะใช้ในกรณีที่ดำเนินการตามวิธีที่ 1 แล้วไม่ได้ผล และ 3.วิธีเฉพาะเจาะจง ใช้ในกรณีที่สินค้ามีความพิเศษมาก และมีผู้ค้าน้อยรายหรือเพียงรายเดียว แต่ต้องมีเงื่อนไขว่าดำเนินการตามวิธีที่ 1 และ 2 ไม่ได้ผล” นายรังสรรค์กล่าวนายรังสรรค์กล่าวด้วยว่า คาดว่าในที่ประชุม ครม. ยังจะพิจารณาข้อเสนอของกรมบัญชีกลาง ที่จะให้ ผ่อนปรนเกณฑ์ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการประมูลด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. 2549(อี-ออคชั่น) เพื่อให้หน่วยงานที่จะประกวดราคาด้วยอี-อ๊อกชั่น มีอำนาจแต่งตั้งคณะกรรมการดำเนินการประกวดราคา ได้ด้วยตนเอง จากเดิมที่ต้องเลือกแล้วต้องเสนอมาให้กรมบัญชีกลางเป็นผู้แต่งตั้งให้ เนื่องจากเกรงจะมีการตั้งพรรคพวกตัวเอง ทั้งนี้ได้เสนอให้ ครม.เห็นชอบผ่อนปรนเกณฑ์ดังกล่าวออกไปจนถึงเดือน ก.ย.51 และจะพิจารณาว่าการดำเนินการคล่องตัวขึ้นหรือไม่ หากได้ผลก็จะมีการปรับแก้ระเบียบต่อไปนายสันติ วิลาสศักดานนท์ ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า ในการประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ได้แก่ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.), สภาหอการค้าไทย และสมาคมธนาคารไทย ในวันที่ 8 ต.ค.นี้ ส.อ.ท.จะเสนอความคิดเห็นในที่ประชุม กกร. เรื่องการไปพบ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรี ในการประชุมคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน (กรอ.) เพื่อสอบถามถึงความคืบหน้าในเรื่องของการหาพื้นที่ใหม่ในเซาเทิร์น ซีบอร์ด เพื่อรองรับอุตสาหกรรมแทนพื้นที่นิคมอุตสาหกรรม มาบตาพุด จังหวัดระยอง ที่ใกล้จะเต็มแล้ว รวมถึงการลงทุนและปัญหาน้ำในภาคตะวันออกด้วย “ที่อยากจะพบนายกฯ เพราะเอกชนไม่ได้หารือร่วมกับภาครัฐมานานแล้ว และภาคเอกชนเองก็มีเรื่องที่ต้องการสอบถามความคืบหน้า ในโครงการต่าง ๆ จากภาครัฐด้วย” นายสันติกล่าวและว่า ที่ประชุม กกร. จะมีการรายงานความคืบหน้าของโครงการกองทุนช่วยเหลือเอสเอ็มอี (กองทุนเอสเอ็มอี) วงเงิน 5,000 ล้านบาท โดยเบื้องต้นสมาคมธนาคารไทยรายงานว่าได้อนุมัติเงินไปแล้ว 64 ราย มูลค่าประมาณ 307 ล้านบาท และอยู่ระหว่างดำเนินการอีก 136 ราย มูลค่า 573 ล้านบาท “กองทุนเอสเอ็มอีอนุมัติสินเชื่อไปแล้วกว่า 1,000 ล้านบาท ส่วนใหญ่อยู่ในระหว่างการดำเนินงาน ซึ่งที่ผ่านมาสมาคมธนาคารก็ได้ผ่อนคลายความเข้มงวดการให้สินเชื่อแล้ว เชื่อว่าน่าจะอนุมัติมากขึ้นแน่ เพราะกองทุนมีกำหนดถึงสิ้นเดือน ธ.ค.นี้เท่านั้น” นายสันติกล่าวนายธนิต โสรัตน์ รองเลขาธิการสายงานเศรษฐกิจ ส.อ.ท.กล่าวว่า ปัจจัยเสี่ยงที่มีผลต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยในปี 2551 คือ ความเชื่อมั่นทางการเมือง และนโยบายของรัฐบาลชุดใหม่ต่อการแก้ปัญหาทางเศรษฐกิจ ซึ่งจะเป็นปัญหาที่ท้าทาย นอกจากนี้ต้องจับตาการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก ภาวะน้ำมันแพง และความกังวลต่อปัญหาสินทรัพย์อสังหาด้อยคุณภาพในสหรัฐ (ซับไพรม์) ว่าจะขยายตัวต่อการบริโภคของประชาชนสหรัฐหรือไม่ “ความไม่มีเสถียรภาพของรัฐบาลชุดใหม่และภาคการเมืองที่ไม่นิ่ง จะส่งผลต่อความไม่ต่อเนื่องของนโยบายรัฐบาลใหม่ เช่น การเร่งรัดโครงการเมกะโปรเจ็กต์ต่าง ๆ ได้แก่ รถไฟฟ้า, โครงการขยายนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด, โครงการส่งเสริมการลงทุนในต่างประเทศ, มาตรการลดความผันผวนของค่าเงินบาท รวมทั้งมาตรการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของรัฐบาลชุดปัจจุบันที่ทำร่วมกับภาคเอกชนอาจหยุดชะงัก โดยหลายโครงการยังไม่เห็นผลที่ชัดเจน ขณะที่เวลาของรัฐบาลชุดปัจจุบันเหลือเพียงอีก 3 เดือน ซึ่งไม่ใช่เวลามากนักในการแก้ปัญหาที่เป็นเศรษฐกิจระยะยาว” นายธนิตกล่าวด้านนางธาริษา วัฒนเกส ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า ธปท.อาจต้องหารือกับรัฐบาลชุดหน้า เพื่อแก้ไขปัญหาการล้างขาดทุนสะสมในงบการเงินของ ธปท. หรือเลือกปล่อยให้บัญชีมีผลการขาดทุนตามเดิม “รัฐบาลชุดนี้เป็นชุดชั่วคราวจึงคุยไม่ได้ ต้องรอรัฐบาลใหม่ ซึ่งตอนนี้ก็ปล่อยให้ขาดทุนแบบนี้ไปเรื่อย ๆ ซึ่งจริง ๆ แล้วต้องทำการเพิ่มทุน” นางธาริษาระบุนางสุชาดา กิระกุล ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายนโยบายการเงิน ธปท.ระบุว่า ธปท. มีแนวทางในการล้างขาดทุน 2 แนวทาง คือ การให้รัฐบาลเพิ่มทุนโดยใช้งบประมาณแผ่นดิน หรือออกพระราชกฤษฎีกา (พ.ร.ก.) ล้างขาดทุนสะสมให้ “ถ้าแบงก์ชาติมีกำไร ก็สามารถนำมาชดเชยการขาดทุนให้ลดระดับได้ ประกอบกับตอนนี้ก็ไม่มีกฎหมายมาล้างขาดทุน หรืออาจจะต้องรอให้รัฐบาลเพิ่มทุนให้” นางสุชาดาระบุนางอัจนา ไวความดี รองผู้ว่าการ ด้านเสถียรภาพการเงิน ธปท.กล่าวว่า ธปท.ไม่สามารถคาดการณ์ได้ว่าปีนี้จะมีผลประกอบการขาดทุนต่อเนื่องจากปีก่อนอีกหรือไม่ เพราะขึ้นอยู่กับทิศทางค่าเงินบาท ณ สิ้นปี โดยหากเศรษฐกิจสหรัฐขยายตัวในอัตราชะลอลงหรือไม่ดี ก็จะส่งผลให้ดอลลาร์อ่อนค่า กระทบต่อการแข็งค่าเงินบาท และมีผลต่อการขาดทุนผลประกอบการสุทธิของ ธปท.รายงานข่าวจาก ธปท.แจ้งว่า ผลประกอบการล่าสุดในปี 2549 ธปท.ขาดทุนสุทธิ 102,287 ล้านบาท ส่งผลให้เงินกองทุนติดลบ 69,765 ล้านบาท การขาดทุนดังกล่าวส่วนใหญ่เป็นการขาดทุนด้านอัตราแลกเปลี่ยน และต้นทุนจากการออกพันธบัตรเพื่อดูดซับสภาพคล่อง แม้ ธปท.จะมีรายได้จากการนำเงินทุนสำรองระหว่างประเทศไปลงทุนก็ตาม แต่ไม่เพียงพอต่อการล้างขาดทุนสะสมดังกล่าว “ช่วงปี 2540 ธปท.ขาดทุนอัตราแลกเปลี่ยน จากการเข้าไปดูแลค่าเงินที่ถูกโจมตี จากนั้นขาดทุนสะสมต่อเนื่องมานานถึง 5 ปี จนกลางปี 2545 กลับมามีกำไรและเงินกองทุนเป็นบวก” รายงานระบุนักเศรษฐศาสตร์รายหนึ่งกล่าวว่า เมื่อ ธปท. ไม่มีผลกำไรสุทธิในปีนี้ ก็จะไม่สามารถส่งเงินไปยังกระทรวงการคลัง เพื่อชำระเงินต้น สำหรับพันธบัตรที่ออกเพื่อชดเชยความเสียหายของกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน (กรส.) ได้ต่อเนื่อง 3 ปี นับตั้งแต่ปี 2548 ธปท.ที่มีผลการดำเนินงานขาดทุนสุทธิจำนวน 1,742 ล้านล้านบาท โดยตามกฎหมายบัญญัติว่า ธปท.ต้องส่งผลกำไรจากการดำเนินงานในสัดส่วน 90% ของกำไรไปยังกระทรวงการคลัง <p style="margin: 0in 0in 0pt; text-align: right" class="MsoNormal" align="right">ไทยโพสต์ 8 ต.ค. 50</p>
ชง 'จัดซื้อ-จัดจ้าง' ไร้เพดาน
ชง 'จัดซื้อ-จัดจ้าง' ไร้เพดาน
ความเห็น
ยังไม่มีความเห็น