อีพะโล้ภาค 2

วันนี้ว่าจะเล่าเรื่องอีดำ แต่พอเปิดบันทึกเรื่องอีพะโล้ พบความเห็นของน้องจิ เลยต้องกลับมาเล่าอีพะโล้ภาค ๒ ซะก่อนเพื่อสนับสนุนปุยฝ้ายของน้องจิเขา  ……….เข้าเรื่องเลยนะ  คืองี้ ปีนี้อีพะโล้มันออกลูกประมาณ สัก ๘  ตัวได้กระมัง  และค่าที่มันเป็นหมามีระเบียบวินัยและรักโรงเรียนเป็นที่ยิ่งดังได้กล่าวไว้ในตอนก่อนแล้ว   ดังนั้นพอลูกมันเริ่มเดินได้เตาะแตะ บรรดาผู้อยู่ใกล้เคียงและผู้รับรู้ชื่อเสียงของอีพะโล้ต่างก็อยากได้ลูกของมันและพยายามขโมยของมันไปทุกวัน  …………เกิดเหตุบรรดาครูและนักการภารโรงประชุมสภาแล้วลงความเห็นว่าควรจะเก็บลูกของอีพะโล้ครอกนี้ไว้สักหนึ่งตัวเพื่อสืบทายาทหรือสกุลของมัน  และเล็งเห็นว่าปีนี้อีพะโล้ก็แก่มากมากแล้ว  ข้อนี้มีหลักฐานยืนยัน ในฤดูกาลผสมพันธุ์รอบนี้ไม่มีหมาหนุ่มตัวไหนเหลียวมองอีพะโล้เลย  มันหันไปสนใจอีดำหมาวัยกำดัดซึ่งกำลังแตกเนื้อสาวซิง ๆ  ทำให้ในปีนี้อีพะโล้ท้องว่างไปหนึ่งสมัย…………..การที่จะออกกฎกับนักเรียนว่าใครอย่าเอาลูกอีพะโล้ไปนะ ……..ห้ามยากมากเหมือนเอากล้วยออกจากปากลิงยังไงยังงั้นแหละ …….. และแล้วที่ประชุมสภาก็มีมติเป็นเอกฉันท์ว่าเอาลูกอีพะโล้ไปไว้บ้านยายทุเรียนตาเริง นักการภารโรงซึ่งอยู่หลังบ้านของฉัน  …..ใครๆ ก็มาดูแลมันในยามว่างและยามเย็นรวมทั้งเพื่อนำอีพะโล้ให้ไปพบกับลูกของมันด้วย  ….หมาที่โรงเรียนฉันมันแปลกนะมันแบ่งเขตกันชัดเจนถ้าข้าไม่ยอมเอ็งอย่าแหยม อีพะโล้ก็อีพะโล้เถอะ ซ่าส์ แค่ไหนก็ต้องยอมเจ้าถิ่นเหมือนกัน.( มันต้องอาศัยคนพาไปหาลูก)………ลูกมันอยู่บ้านยายทุเรียนได้สัก ๑ เดือน  ยายทุเรียนก็อุ้มอีปุย หรืออีปุกปุย  ลูกของอีพะโล้มาบ้านครูดวงจันทร์ซึ่งอยู่หน้าบ้านฉัน  พร้อมกับขอร้องให้ครูดวงจันทร์เลี้ยงดูอีปุยต่อไปเนื่องด้วยตนไม่มีเงินพอที่จะซื้อนมให้มันกิน ( งงงงง?????? )  อีปุยก็ได้มาอยู่บ้านครูดวงตั้งแต่บัดนั้น เขาเอามันเข้าไปเลี้ยงในบ้านค่าที่มันตัวยังเล็กนักและเกรงว่ามันจะหนาวฝนตายซะก่อน  ……..ฝ่ายอีพะโล้เขาไม่ให้เข้าบ้านเนื่องด้วยกลิ่นพะโล้ของมันและมันคงไม่น่ารักเท่าอีปุย……………ทุกเช้าเวลาตี ๕  ฉันจะได้ยินเสียงครูดวงจันทร์พูดเรื่องอีปุยโดยไม่มีใครถามแต่จะมีคนคุยต่อไปในเรื่องของมัน ……….เวลาตี ๕ ของทุกวัน อีพะโล้จะมาเคาะประตูบ้านเพื่อขอให้นมลูก เสร็จแล้วก็ไปปฏิบัติภาระกิจของมันที่โรงเรียน สาย ๆ หน่อยก็จะมาอีกเหมือนกับว่าอยากจะอยู่กับลูก  ….ครูดวงแกก็เอาอีปุยไปโรงเรียนด้วยตามมติสภาฯ  เพื่อฝึกให้มันรู้จักโรงเรียน นักเรียนและได้อยู่กับแม่ของมันตามโครงการแม่ลูกอ่อนในสถานที่ทำงานประมาณนั้นแหละ ตกเย็นก็เอามันกลับบ้าน ……บางวันอีพะโล้มาหาลูกช้า อีปุยก็จะขึ้นกระได ( เด็ก ๆ ต้องเรียกกระได ) ไปเคาะประตูห้องนอนครูดวงให้เปิดบ้านให้ เพื่อมันจะได้ออกมาคอยแม่ของมันและทำธุระเกี่ยวกับท้องไส้ของมันเอง ……………อยู่มาวันหนึ่งประมาณ ๓  ทุ่ม ฉันได้ยินยายทุเรียนมาร้องเรียกครูดวงที่หน้าบ้านนัยว่าเอาอีปุยมาส่ง แกบอกครูดวงว่าเปิดประตูบ้านออกมาเห็นมันนอนอยู่ที่หน้าบ้านไล่ให้มันกลับบ้านมันก็ทำนอนเฉย ๆ ชวนมันกลับบ้านบอกว่าจะมาส่งมันก็ไม่สนใจ สงสัยมันจะงอนครูดวงละมั้ง  ครูดวงทำอะไรให้มันโกรธหรือเปล่า.??????……………ครูดวงรับมันเข้าบ้าน………….วันนี้อีปุย  เอ้ๆ แอ่น ๆ ไม่ยอมเข้าบ้าน  จนใกล้ค่ำครูดวงเปิดบ้านร้องเรียกมันปรากฏว่ามันกำลังคลอเคลียอยู่กับอีพะโล้แม่ของมัน  และทำเดินคลอเคลียเพื่อเข้าบ้านทั้งแม่ทั้งลูก  ทันใดนั้นเสียงครูดวงตวาดแว้ด!!!  " หยุดเลย ๆ  ทั้งแม่ทั้งลูก แค่ลูกมึงตัวเดียวก็พอแล้วอีพะโล้มึงไม่ต้องเข้า   บ้านมันคับแคบ “  ………………..อีพะโล้หยุดมองดูครูดวงและอีปุยที่เข้าบ้านไปพร้อมกับปิดประตู  …………..ทำให้นึกถึงเรื่องอีเขียวของคุณมานพ   ถนอมศรี ที่เพิ่งอ่านไปเมื่อวันก่อน  ……………..เป็นไงคะที่มาที่ไปของปุยฝ้าย  …….ยังไม่เคยได้ยินใครเรียกอีปุยว่าปุยฝ้ายเลย  แสดงว่าเด็กนักเรียนอาจตั้งชื่อให้มันใหม่โดยที่ครูพรรณาตกไทยรัฐ เดลินิวส์ มติชน  ข่าวสด ข่าวแห้ง  แน่ ๆ เลยใช่ไหมน้องจิ    ดังนั้นคุณสมควรเรียกมันว่า อีปุย………….หรือปุยฝ้ายดี  …………เลือกเอานะคะ ………….