วิกฤตการณ์โลกร้อน...โลกนี้เปลี่ยนไป ตอน 2 ต่อเลยนะครับ
การปลดปล่อยก๊าซต่าง ๆ โดยเฉพาะก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์(carbon dioxide) ขึ้นสู่ขั้นบรรยากาศ จากการเผาไหม้เชื้อเพลิงจากน้ำมัน ถ่านหิน ก๊าซธรรมชาติเพื่อใช้ในการคมนาคม โรงงานอุตสาหกรรม ตลอดจนถึงการเผ่าป่าฯลฯ จนทำให้ชั้นบรรยากาศหนาชื้น รังสีอินฟาเรดไม่สามารถสะท้อนออกนอกโลกได้เหมือนเดิม เกิดภาวะเรือนกระจกอุณหภูมิของโลกสูงขึ้นเรื่อย ๆ นังตั้งแต่นั้นมา
สำหรับดินแดนที่อ่อนไหวต่อผลกระทบโลกร้อนมากที่สุด คือ ธารน้ำแข็งที่ขั้วโลกเหนือและขั้วโลกใต้ที่นักวิทยาศาสตร์ตรวจพบความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ในดินแดนเยือกแข็งทั้งสองแห่งนี้ที่เกิดขึ้นเร็วกว่าที่ใคร ๆ คาดไว้ สาเหตุที่ผืนน้ำแข็ฌงละลายเร็ว เพราะมันเป็นเพียงแผ่นน้ำแข็งที่ลอยอยู่เหนือมหาสมุทร ประการที่สองเมื่อน้ำแข็งหนึ่งละลายไปความแตกต่างระหว่างปริมาณความร้อนจากดวงอาทิตย์ที่มันดูดซับไว้ก็จะมีมากขึ้น นักวิทยาศาสตร์เรียกสภาวะบรรยากาศโลกว่าเป็น ระบบนอบไลเนียร์ ที่หมายถึงการเปลี่ยนแปลงที่ไม่เกิดขึ้นแบบค่อยเป็นค่อยไป เพราะบางครั้งการเปลี่ยนแปลงก็สามารถเกิดได้แบบก้าวกระโดดฉับพลัน เช่นที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วในอดีด นักวิทยาศาสตร์ได้อธิบายว่าสภาพอากาศของโลกนั้นพอจะเทียบได้กับเครื่องจักรขนาดใหญ่ ทำหน้าที่กระจายความร้อนจากเขตศูนย์สูตรและเขตร้อนออกไปยังขั้วโลกทั้งสอง พื่นที่ระหว่างเส้นทรอปิคออฟแคนเซอร์และทรอปิคออกแคปริคอน จะดูดซับความร้อนเอาไว้มาก เนื่องจากได้รับรังสีจากดวงอาทิตย์ที่ส่องมาโดยตรงตลอดทั้งปี ขณะเดียวกันรังสีจากดวงอาทิตย์กลับส่องไปถึงเขตขั้วโลกเหนือและขั้วโลกใต้เพียงเล็กน้อย แต่ละขั้วโลกจะผลัดกันรับแสงอาทิตย์โดยตรงอยู่ราวครึ่งปี ขณะท่อีกขั้วโลกหนึ่งจะอยู่ในความมืดมิด อุณหภูมิโดยเฉลี่ยของโลกอยู่ที่ประมาณ 58 อาศาฟาเรนไฮต์ หากอุณหภูมิเฉลี่ยเพิ่มขึ้น 5 องศา อุณหภูมิที่เขตศูนย์สูตรจะเพิ่มขึ้นเพียง 1-2 องศาเท่านั้น แต่ที่ขั้วโลกเหนือจะเพิ่มมากขึ้นถึง 12 องศา
ต่อตอน 3 ตอนจบ