เมื่อสองปีก่อน คณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของสกว. ถามผมหลายคำถาม ผมก็ตอบได้หลายคำถามครับ ยกเว้นคำถามที่เกี่ยวข้องข้อมูลเชิงวิชาการว่า มีฐานคิดอย่างไร ซึ่งผมก็จะตอบผู้ทรงคุณวุฒิไปว่า เรื่องนี้ขอเวลาผม และที่สำคัญทีมวิจัยของผมมีความเชี่ยวชาญเรื่องนี้ดี
ตอนนี้งานวิจัยชิ้นนี้ผ่านมาเกือบสองปีแล้วครับ (ที่ล้าช้าไม่ไช่อื่นใด นอกจากผมไม่มีเวลาให้เท่าไร) งานวิจัยเดินไปถึงครึ่งทางแล้วครับ ต่อมาผมเมื่อหลายวันก่อน ผมเกิดข้อสงสัยขึ้นมาในใจ จึงกลับไปอ่านเอกสารงานวิจัยที่เกี่ยวข้องใหม่อีกครั้ง ปรากฏผมก็เจอจุดที่ผมละเลยไปในระหว่างการทำวิจัย และไม่มีผู้ทรงคุณวุฒิใดทักท่วงในช่วงนำเสนอเลย ผมตั้งใจจะนำประเด็นที่ได้ไปแจ้งแก่ทีมวิจัยของผมในวันรุ่งขึ้น แต่ปรากฏว่า ตลอดวันติดงานประชุม เลยไม่ได้แจ้งไป
สุดท้ายบ่ายวันนั้นผมก็ได้รับสายโทรศัพท์มาสอบถามจากนักศึกษาปริญญาโท ลูกศิตษ์ ศ.ดร.สุวิไล เปรมศรีรัตน์ (หัวหน้าชุดโครงการของผม) คำถามที่น้องคนดังกล่าวถามผมเป็นสิ่งที่ผมเพิ่งค้นพบเมื่อคืน ฮาฮาฮา แต่บังเอิญกำลังติดประชุม จึงโบ้ยให้ไปถามทีมวิจัยอีกท่านหนึ่ง คือ อ.กามารุดดีน อิสายะ
เย็นวันนั้น อ.กามารุดดีน ก็โทรหาผม แต่ก็ยังไม่ได้คุยอะไรกันมาก เนื่องจากผมกำลังยุ่งอยู่ เมื่อวานเพิ่งได้คุยกัน และพบว่า นี้คือเรื่องแย่สำหรับผม เนื่องจากผมออกแบบการวิจัยได้ ผมดำเนินกิจกรรมต่างๆ ของการวิจัยได้ แต่เนื้อแท้ของการวิจัยผมเข้าไม่ถึง
งานวิจัยชิ้นนี้ ผมทำเองไม่ได้เลยครับ ต้องนั่งทำเป็นทีม ทำให้งานเดินช้ามาก
บทเรียนนี้ย้อนทำให้ผมย้อนนึกไปถึงคำพูดของ ดร.ชัยวัฒน์ สถาอนันต์ ที่จำในตอนที่ผมเสนอโครงการวิจัยเมื่อสองสามสัปดาห์ที่ผ่านมา คือ คุณต้องรู้จึงเรื่องนี้จึงจะทำงานวิจัยได้
ภูมิรู้ เป็นสิ่งสำคัญสำหรับนักวิจัยครับ และย้ำให้ผมรู้ว่า เราควรทำงานวิจัยที่ตรงกับความเชี่ยวชาญของเรา
ออ. แต่ถ้าจะถามว่า ทำไมผมคิดจะทำงานวิจัยเรื่องนี้ คำตอบคือ ผมมองว่า เรื่องนี้จำเป็นต้องมีคนทำ แล้วบังเอิญผมอยู่ในสภานภาพที่ต้องรับทำในตอนนั้น แต่ตอนนี้มันเป็นปัญหาสำหรับผมไปแล้วครับ
มาเยี่ยม คุณ จารุวัจน์
ความคิดเราไม่หยุดนิ่ง จริงยากนะครับ...
สวัสดีครับ อาจารย์
เป็นความท้าทายที่ผมมาคิดทีหลังว่า ไม่ค่อยคุ้มเท่าไร แต่ก้ต้องเดินหน้าต่อครับ เพราะสังคมและชุมชนในสามจังหวัดนี้