มิตรธรรม..
ในที่สุดก็ป่วย..ไม่สบายแล้ว บางทีมานึกๆ นี่อาจจะเป็นกรรมอะไรสักอย่างที่เราได้เข้าไปร่วมรับกับการคนอื่นๆที่เข้ามาปรึกษาเรื่องชีวิตกับเราก็ได้ เพราะมันจะเป็นอย่างนั้นเสมอ ความเจ็บป่วยทำให้ร่างกายไม่อาจใช้งานได้ตามที่สมควรจะเป็นได้ แต่ความเจ็บป่วยกายยังไม่หนักหนาสาหัสเท่าการที่เราป่วยใจไปด้วย
มีตัวอย่างของคนที่ป่วยใจ ผู้ป่วยคนหนึ่งไปหาหมอที่คลินิกตามปกติที่ต้องไปตรวจสุขภาพ ในวันนั้นหมอตรวจผู้ป่วย แล้วสังเกตอาการผู้ป่วยว่ามีอาการตัวเหลืองซีด หมอบอกว่า คุณอาจจะเป็นโรคไตก็ได้ ยังไงให้ลองไปตรวจที่โรงพยาบาลดูอีกที ปรากฏว่า พอผู้ป่วยกลับมาถึงบ้าน ในวันนั้นก็ไม่ยอมทานอาหาร ไม่พูดไม่จากับใคร นอนไม่หลับทั้งคืนพอตอนเช้าก็ลุกไม่ได้ สายๆมาก็เสียชีวิตไปบนที่นอนนั่นเอง
นี่เป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้นกับคนในชุมชนหนึ่งที่เรารู้จัก ฟังเรื่องราวแล้วก็ชวนให้คิดจริงๆนะ ว่าคนเรานี้ เมื่อคิดอย่างขาดสติแล้ว มันมัวเมา มันไม่รู้จักอะไรเลย เป็นอุปทานเอาเองทั้งนั้น จากความคิดของตน จนป่วยเพราะความคิด ตายก็เพราะความคิด..นี่คนเราอ่อนแอถึงเพียงนั้นเลยทีเดียว
นึกถึงเรื่องนี้ทีไรแล้วก็ได้สติทุกครั้ง ความคิดเป็นธรรมชาติที่เราทุกคนนั้นมีความคิด แต่เราจะรู้คิดไหมเท่านั้น รู้คิดคือมีสติเท่าทัน ไม่มีหลักการอะไรจะบอกได้สำหรับผู้เริ่มแรกที่จะเรียนรู้ชีวิตอย่างพวกเรานอกจาก การรู้สติ เห็นการคิด การดำเนินไปของความคิดที่ต่อเนื่องจนลงมาสู่ใจ แล้วแสดงออกมาทางกาย มันเร็วมาก
ทันความคิด ก็เป็นเบื้องแรกที่จะให้เราได้เห็นทางเข้าของมัน เราก็ดักมันก่อนที่จะไปต่อสู่ใจ
เวลาที่ประสาทสัมผัสไปรับเอาสิ่งต่างๆเข้ามา ทางกาย ตา หู จมูก ใจ มันก็เกิดการตีความหมายโดยสมอง เกิดความรู้สึกว่าต้องอย่างนั้น ต้องอย่างนี้ในใจ เมื่อเหตุการณ์คือสิ่งแวดล้อมมันไม่เป็นไปตามนั้นก็ทุกข์มาก มันไม่ถูกใจไปเสียหมด
มิตรธรรม การฝึกสตินั้นดียิ่ง เพราะเราจะรู้ตัวว่ามีอะไรมากระทบบ้าง แม้เล็กน้อยเพียงลมที่พัดเบาๆ ก็รู้ตัว เราจะรู้ว่าจะมีขั้นตอนการตีความหมายต่อไป แต่เราไม่สนใจ เพราะเราฝึกมาให้มีสติเพียงพอ นั่นมันจะไม่ลงมาที่ใจเองโดยไม่มีการควบคุมบังคับ มันไม่ทุกข์เอาเสียอย่างนั้น มิตรธรรมของฉันสำหรับวันนี้ คงเล่าไว้ในเพียงเท่านี้ก่อน ...ขอจงรักษาสติอยู่เสมอ