จากแนวคิดที่ว่า ความเหลื่อมล้ำต่ำสูงของคนจนและคนรวยที่มีโอกาสทางการศึกษาไม่เท่าเทียมกัน คนฐานะดีส่งลูกเข้าเรียนโรงเรียนดีมีมาตรฐานในขณะที่คนฐานะยากจนไม่มีโอกาสเลือก เมื่อลูก ๆ ต่างเรียนจบออกมา พื้นฐานความรู้และประสบการณ์ย่อมไม่เท่ากัน โอกาสศึกษาต่อและการเลือกทำงานเพื่อสร้างรายได้ย่อมมีขีดจำกัด ดังนั้น ถ้าเราทำบายพาสให้โอกาสทุกคนได้มีโอกาสเรียนในโรงเรียนดี มีมาตรฐานใกล้บ้าน เท่า ๆ กัน ช่องว่างระหว่างความจนกับความรวยจะลดลง
แนวทางทำงานให้บรรลุผลสำเร็จภายในระยะเวลา 4 ปี จึงให้โอกาสชุมชนในแต่ละอำเภอเลือกโรงเรียนที่ตนพึงพอใจที่จะพัฒนาร่วมกันกับกระทรวงศึกษาธิการเพื่อบุตรหลานของตนเป็นการนำร่องเพียงโรงเรียนเดียว เมื่อรวมกันทั้งประเทศ โรงเรียนในฝันก็มีจำนวนถึง 921 โรงเรียน ครูสามหมื่นกว่าคนและนักเรียนแปดแสนกว่าคนเมื่อแรกเข้าร่วมโครงการ
เป้าหมายปลายทางตั้งไว้ว่า โรงเรียน ครู ชุมชนและผู้ปกครองจะร่วมมือกันผลิตนักเรียนออกมาให้มีคุณลักษณะตามเป้าหมายของหลักสูตร แต่ต้องมีลักษณะเด่นในด้าน การใฝ่รู้ใฝ่เรียน สามารถแสวงหาความรู้ได้ด้วยตนเอง มีความสามารถด้านการติดต่อสื่อสารและใช้เทคโนโลยีในชีวิตประจำวัน ตลอดจนคิดวิเคราะห์แก้ปัญหาได้อย่างเป็นระบบ ในขณะเดียวกันก็ไม่ลืมความเป็นไทยและดำรงชีวิตได้อย่างเป็นสุขผลสำเร็จที่ได้รับของโรงเรียนแต่ละโรงต้องยกความดีนี้ให้กับผู้บริหารสถานศึกษา คณะครูอาจารย์คณะกรรมการสถานศึกษาและผู้อุปถัมภ์ ซึ่งร่วมกันแบกรับภาระอันยิ่งใหญ่ในการแสวงหาทรัพยากร ในทุก ๆ ด้านมาพัฒนาโรงเรียน ขณะที่มีหลายโรงเรียนเช่นกันที่ต้องแบกรับภาระหนี้สินที่ใช้จ่ายไปกับการพัฒนาคุณภาพโรงเรียนจำนวนนับล้านบาท แม้ว่าจะมีการระดมทรัพยากรทั้งจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ตลอดจนผู้มีจิตศรัทธา เข้ามามีส่วนร่วมบริจาคเงินและทรัพย์สินให้กับโรงเรียนให้กับโรงเรียนโดยตรงจำนวนรวมทั้งสิ้น 1,104ล้านบาท แต่ก็ยังไม่เพียงพอ เพราะการพัฒนาโรงเรียนแต่ละโรงให้เป็นโรงเรียนชั้นนำระดับแนวหน้าคงไม่สามารถทำได้ในวงเงินที่รัฐจัดให้เพียงอย่างเดียว แต่ในขณะเดียวกันก็มีมากมายหลายโรงเรียนที่มีผู้อุปถัมภ์ที่เสียสละ ทุ่มเทสรรพกำลังให้อย่างต่อเนื่อง เช่น บมจ.ธนาคารกรุงไทย บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) กลุ่มบริษัทยูนิไทย บริษัทไมเนอร์จำกัด บริษัทบ้านปูจำกัด ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เครือเจริญโภคภัณฑ์ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย มูลนิธิไทยรัฐ มูลนิธิดำรงชัยธรรม องค์การบริหารส่วนจังหวัด องค์การบริหารส่วนตำบล เป็นต้น ซึ่งนับเป็นก้าวแรกของการมีส่วนร่วมสนับสนุนทางการศึกษาอย่างจริงจังและเป็นรูปธรรมที่สุดในประวัติศาสตร์การศึกษาไทย
ก้าวต่อไปของโรงเรียนในฝันในปี 2550 คือ การพัฒนาคุณภาพของนักเรียน โดยตั้งเป้าหมายยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนทุกกลุ่มสาระการเรียนรู้ให้สูงขึ้นกว่าเดิมไม่ต่ำกว่าร้อยละ 10 และการเร่งเสริมสร้างความเข้มแข็งการมีส่วนร่วมพัฒนาคุณภาพโรงเรียนให้ครบทุกด้านโดยการใช้โรงเรียนเป็นฐาน (School Based Management) ให้สามารถยืนหยัดอยู่ได้ด้วยตนเอง และพร้อมเป็นต้นแบบในความเป็นเลิศการเป็นโรงเรียนนิติบุคคลอย่างสมบูรณ์แบบต่อไป โดยมีภารกิจที่จะต้องช่วยพัฒนาโรงเรียนเครือข่ายระดับประถมศึกษา จำนวน 4,605 โรงเรียน โรงเรียนในฝัน 1 โรงรับผิดชอบพัฒนาโรงเรียนประถมศึกษา 5 โรงเรียน และเป็นพี่เลี้ยงพัฒนาโรงเรียนรุ่นหลังที่เข้ามาใหม่อีกจำนวน 879 โรงเรียน รวมเป็นโรงเรียนที่เข้าสู่ระบบกระบวนการพัฒนาที่หลากหลาย จำนวนทั้งสิ้น 6,405 โรงเรียน
จะเห็นได้ว่า ภารกิจของโรงเรียนในฝันนั้นมีมากมายไม่นับที่สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามอบหมายให้อีกต่างหาก ซึ่ง ณ วันนี้โรงเรียนในฝันเหล่านั้นกลายเป็นโรงเรียนดีใกล้บ้านเรา ที่ทุก ๆ ท่านต่างมีส่วนร่วมกันรับผิดชอบได้แตกหน่อออกผลมาให้ชื่นใจกันบ้างแล้ว โรงเรียนเหล่านี้เป็นของชุมชนแต่เป็นสิ่งที่บรรจงปั้นอย่างงดงามทรงคุณค่าให้เป็นของขวัญให้กับเด็กและเยาวชนไทยทั้งประเทศ โดยการรวมพลังน้ำใจจากความเสียสละ ความอดทน ความสมัครสมานสามัคคี และสำคัญที่สุดความมีส่วนร่วมจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชนและภาคประชาชนแล้วเปิดเทอมนี้ท่านจะส่งลูก หลาน ของท่านไปเข้าโรงเรียนไหน เมื่อมีโรงเรียนดี อยู่ใกล้บ้านท่านแล้ว
กรุงโรมไม่ได้สร้างวันเดียวฉันใด การพัฒนาโรงเรียนดีใกล้บ้านสักโรงเรียน คงต้องใช้เวลาการเข้าไปมีส่วนร่วมให้ข้อเสนอแนะ ให้กำลังความคิดและที่สำคัญให้กำลังใจแก่ผู้บริหารในฐานะผู้นำความเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ในครั้งนี้