คาดว่าTopic เรื่อง การจัดการความรู้ (Knowledge Management-KM) คงเป็นสิ่งพูดหรือกล่าวกันมาหลายปีแล้ว แต่ผมเพิ่งได้รู้จักกับ หัวข้อเรื่องนี้ บอกตรงๆว่า ยังไม่เข้าใจความหมายและวิธีการดำเนินการจัดการความรู้ได้อย่างแท้จริง
เหตุผลข้างต้นทำให้รู้สึกว่า เป็นโชคดีของตัวเองที่เราสามารถ กลับมาเป็นเด็กที่ช่างสงสัยได้อีกครั้ง เมื่อเทียบกับสมาชิกท่านอื่นๆที่เข้ามาเขียนกันมานานพอสมควร
ดังนั้น การเข้ามาเขียนของผมคราวนี้ จึงเป็นการเขียน เพื่อการเรียนรู้ อย่างหนึ่ง ....ก็หวังว่าการ เข้ามาเขียนได้อาทิตย์ละครั้ง อย่างน้อย ปีหนึ่งผมคงได้อะไรๆจากในนี้พอสมควร
เป็นความรู้สึกของผมเองที่ ในระบบราชการ ข้าราชการที่ไปอบรมเรื่องต่างๆนอกหน่วยงานนั้น มีมากมาย(ทั้งตามคำสั่งผู้บังคับบัญชา หรือตามใจตัวเอง) จนบางครั้ง ผมอดคิดไม่ได้ว่า ข้าราชการบางคน อบรมมากกว่า เวลาที่ทำงานเสียอีก พอกลับมาจากการอบรมแล้ว สิ่งที่เป็น ความรู้ ที่ได้มา ก็ไม่มีเวลาได้มานำมาใช้ ก็กลับไปอบรมกันต่อ ของเก่าก็ทับถม ของใหม่ก็วิ่งเข้ามา
ผมว่า มันคล้ายๆ กับ ความรู้ที่ได้เป็นรอยเท้าที่เหยียบบนพื้นทรายมองให้เห็นเป็นรอยเท้า แล้วก็โดนคลื่นทะเลพัดให้จางหายไปตามกาลเวลา
ผมจำคำกล่าวของอาจารย์ที่สอนผมไว้ว่า การจะรู้อะไรก็ตาม ต้องลงมือปฏิบัติ ถึงจะเรียกว่า รู้จริง
พอได้ความรู้ แม้ว่าจะเอาความรู้มาสาธิตมาอธิบายให้ใครต่อใครได้ฟังกัน พอสักพัก มันก็เลือนหายไปกับคลื่นทะเล เช่นเดิม เพราะเรายังไม่มีกระบวนการที่ทำให้ความรู้นี้ มันคงทนนอกเหนือจากที่เราได้ทำไป
ผมพยายามหา กระบวนการอะไรที่ทำให้ เราจัดการความรู้ เหล่านั้น ไม่ให้สูญหาย ไม่ให้เรารู้สึกว่า เราได้มาแล้วก็จางหายไป นำมาใช้ได้อย่างต่อเนื่อง ผมยังตอบคำถามนี้ไม่ได้ เพราะผมยังเป็นเด็ก(ที่ไม่ใช่อายุ) ผมคงต้องใช้เวลาในการเป็นเด็กช่าง สงสัยไปสักพักหนึ่ง
ก็หวังว่า ในอนาคต รอยเท้าที่เหยียบบนพื้นทรายนั้นจะหนักแน่นพอที่จะทำให้ รอยเท้าที่ประทับไว้นั้นยังคงฝังอยู่ในพื้นทรายต่อไปแม้ว่า กาลเวลาจะนำพาคลื่นทะเลพัดเข้ามาหาก็ตาม