การไหว้มันช่วยกำจัดความอวดดื้อถือดี หยิ่งจองหองของเราเอง
เมื่อวันก่อนๆ ร่วมรับประทานอาหารกันในกลุ่มผู้คุ้นเคยกัน แล้วก็มีการจุดประเด็นสนทนาขึ้นในวงอาหาร คือการไหว้ คนไทยเรามีวัฒนธรรมการไหว้ที่งดงามและดีงาม ไหว้กันตามอายุหรือที่เรียกันทั่วไปว่าอาวุโสเป็นหลัก และมีเสียงแว่วตามสายลมอ่อนๆ มาว่าเราบางคนไม่ค่อยจะไหว้ใครเขาสักเท่าไร
ท่าน น. ซึ่งดูเหมือนจะเป็นบุคคลเป้าหมายจึงแสดงความเห็นว่า แม้คนอายุมากกว่าแต่ทำตัวไม่น่าไหว้ผมก็ไม่ไหว้ ผมเลือกไหว้ตามมงคลชีวิตข้อที่ว่า บูชาบุคคลที่ควรบูชา เคารพบุคคลที่ควรเคารพ (หลายท่านในวงอาหารเห็นด้วยในข้ออ้าง) และท่านยังกล่าวอีกว่า บางโอกาสบางสถานที่ก็ไม่ควรไหว้ เช่นขณะกำลังทานอาหาร หรือขณะทำกิจส่วนตัวล้างหน้าแปรงฟันเป็นต้น การเคารพบางครั้งไม่แสดงออกก็ได้ เราเก็บความรู้สึกชื่นชมเคารพไว้ในใจ หรือการเห็นกันอยู่ประจำทุกวัน ผมก็เห็นว่าไม่จำเป็นต้องไหว้กันทุกครั้ง ถ้านานๆ เจอกันทีอย่างงี้ผมก็ไหว้ ผมไม่ได้กระด้างกระเดื่อง แต่การไหว้ควรให้ออกจากใจจริงๆ มิใช่ไหว้แบบเจ้านายลูกน้องที่แฝงการประจบสอพลอ
ท่าน ป. พูดว่า การไหว้นะมีดีอยู่ในตัวมัน ใครไหว้คนนั้นก็ดี คนที่ถูกไหว้เขาจะดีเหมาะสมต่อการไหว้แค่ไหนเพียงไรเรื่องของเขา แต่เมื่อเราไหว้ความดีเกิดกับตัวเรา พอจะไหว้ได้ก็ไหว้เถอ การไหว้มันช่วยกำจัดความอวดดื้อถือดี หยิ่งจองหองของเราเอง
ท่าน ว. พูดต่อว่าเออ ลูกพี่ก็พูดถูก ทุกคนก็มีเหตุผลของตนเองและก็น่าฟังทั้งนั้น
ในวันนั้นมีหลากหลายความเห็นแต่จำได้ไม่หมด เก็บมาเล่าสู่ฟังเท่านี้ละกัน ส า วั ด ดี
การไหว้เป็นวัฒนะธรรมที่ดีงาม
แต่สมัยนี้บางคนไม่ชอบให้ไหว้ พอไหว้ก็โกรธเพราะรู้สึกว่าตนแก่ไป,
ดูเป็นพิธีการมากไป
บางทีลูกน้องอายุมาก แต่ต่ำแหน่งต่ำกว่าเจ้านาย เขาก็ต้องไหว้เจ้านาย
ดังนั้นเราจึงต้องเลือกที่จะไหว้ใคร ใครไม่ควรไปไหว้
คน...คน...วุ่นวายจัง
คราวที่แล้ว สงสัย
เราจะต้องเลือกที่จะไหว้ใคร ใครไม่ควรไปไหว้
อาทิตย์ที่แล้วไปช่วยงานที่มหาวิทยาลัยอาจารย์ท่านหนึ่งอายุราว 58 แล้วเข้ามาไหว้เรียกคำแทนตัวเองว่าหนูอีก รีบไหว้ตอบกลับไปไม่ทั่วไม่ทัน รู้สึกว่าท่านให้เกียรติเรามากๆ ทำให้ตั้งใจทำงานมากขึ้นกว่าที่ตั้งใจเอาไว้ จนงานสำเร็จได้รวดเร็วกว่ากำหนด ออกมาเป็นที่พอใจของทีมงาน นั้นเพราะอาจารย์ท่านนั้นแท้ๆ