มองคนละมุม

         ช่วงนี้เป็นช่วงที่ผมสารวนอยู่กับการจัดของ ไม่น่าเชื่ออยู่อุทัยฯมาแค่ 4 ปี เข้าของทำไมเยอะจัดก็ไม่รู้ เฉพาะหนังสือปาเข้าไป 5 ลังจัดของไปก็หยิบหนังสือขึ้นมาอ่านไป ไปพบหนังสือเล่มหนึ่งในนั้นมีบทความที่สะท้อนถึงเด็กนักเรียนจะมีความรู้ก็เฉพาะสิ่งที่ครูสอนเท่านั้น และเรื่องนี้ผมเคยทดลองด้วยตัวเอง จึงอยากจะนำมาเล่าให้ฟัง

         ในช่วงที่ผมยังเป็นละอ่อน ลุยงานอยู่ในภาคอีสาน หน้าที่ของผมคือ ดูแลครูแลครูอาสาสมัครการศึกษานอกโรงเรียน ซึ่งมีอยู่ 40 กว่าคน ตำแหน่งนี้เป็นการจ้างรายปี และประเมินผลการทำงานทุกปี ปีนั้นผมได้รับมอบหมายให้เป็นผู้ประเมินเบื้องต้น โดยวิธีใดก็ได้ ผมเลือกการตอบแบบสอบถามประเภทอัตนัยเพราะอยากรู้แนวคิดของเขา ข้อสอบออกข้อเดียว จงอธิบายถึงประโยชน์ของความขี้เกียจ   ให้เวลาเพียง ชั่วโมงเดียว หมดเวลาไม่มีใครส่งสักคน ต่อให้อีก 30 นาทีหมดเวลาทุกคนส่ง นำคำตอบมาพิจารณาแล้วแบ่งออกเป็น 4 กอง กองแรกเกือบ 20 คน อธิบายว่าขี้เกียจไม่มีประโยชน์ ขี้เกียจมีแต่โทษ โทษของขี้เกียจมีดังนี้ แล้วก็อธิบายเป็นคุ้งเป็นแคว อีกกลุ่มหนึ่งจำนวนใกล้เคียงกัน ตอบคล้ายกันโดยตอบว่าความขยันเท่านั้นที่เป็นประโยชน์  แล้วอธิบายถึงประโยชน์ของความขยันมาซะเยอะเลย 2 คน ตอบว่าไม่เข้าใจคำถามจึงตอบไม่ได้ มีเพียง 2 คน เท่านั่น ที่ตอบว่า ความขี้เกียจยังประโยชน์ให้กับมวลมนุษย์อย่างมหาศาล ด้วยความขี้เกียจทำให้มนุษย์ประดิษฐ์คิดค้นนวตกรรมใหม่ ๆ เข้ามาทดแทน เช่นขี้เกียจเดิน ก็สร้างรถ สร้างเรือ ขี้เกียจขึ้นบรรไดก็สร้างลิฟท์ เป็นต้น เขาอธิบายประโยชน์ของความขี้เกียจมามากผมอ่านแล้วก็พอใจ

          สอบเสร็จผมถามว่าข้อสอบง่าย ๆ ทำไมถึงทำไม่ได้ คำตอบส่วนใหญ่จะคล้ายกัน คือ  เพราะครูไม่เคยสอน