ใหม่ๆ จากการทำงานก็เผอิญโชคดีที่พี่นนใช้เรื่อง KM ในกระบวนการพัฒนาในงานส่งเสริมสุขภาพช่องปากผู้สูงอายุ ... พอยิ่งทำก็ยิ่งรู้สึกว่า การใช้ KM ทำให้งานสนุกขึ้น และได้เครือข่าย ได้ญาติทั่วประเทศเลยนะคะ ไปไหนก็มีพ่อกับแม่ทั่วประเทศด้วย
หมออ้อยเจ้าเก่า มาเล่าให้ฟังค่ะคราวนี้ สวยสไตล์สาวเอ๊าะในกลุ่มผู้สูงอายุ มา ลปรร. กับป้าๆ ชาวกองทันตฯ จ้า
- จากเด็กวัยก่อนเรียน และเด็กวัยเรียน ก็ก้าวข้ามมาวัยทำงาน และสูงอายุเลยนะคะ เติบโตรวดเดียวกันเลย
- วันนี้บอกว่า ให้เล่าถึงกระบวนการทำงานที่ใช้ KM
- แต่อยากเล่าให้เห็นภาพก่อนว่า วิถีการเติบโตของงานสูงอายุนี่เป็นยังไง
- และต้องบอกว่า ตอนแรกๆ พูดถึง KM ก็งง แต่ว่าอย่างที่พี่หมีบอก คือ ทำไปรู้ไป และเรียนรู้
- ใหม่ๆ จากการทำงานก็เผอิญโชคดีที่พี่นนใช้เรื่อง KM ในกระบวนการพัฒนาในงานส่งเสริมสุขภาพช่องปากผู้สูงอายุ ... พอยิ่งทำก็ยิ่งรู้สึกว่า การใช้ KM ทำให้งานสนุกขึ้น และได้เครือข่าย ได้ญาติทั่วประเทศเลยนะคะ ไปไหนก็มีพ่อกับแม่ทั่วประเทศด้วย
- ตรงเรื่องของการใช้ KM ในการส่งเสริมสุขภาพช่องปากผู้สูงอายุนี่ ขอเล่าท้าวความไปนิดหนึ่งว่า
- งานสูงอายุมี 3 ส่วน คือ ส่วนของส่งเสริมสุขภาพช่องปาก ส่งเสริมป้องกันด้วยตัวเอง ตัวผู้สูงอายุเอง และเมื่อผู้สูงอายุเป็นกลุ่มเสี่ยงที่ดูแลตัวเองไม่ไหวแล้วก็จะเป็นกระบวนการป้องกัน และรักษาควบคุมโรคโดยบุคลากร
- และเมื่อหลุดจากจุดนี้ไป คือ เมื่อป้องกันรักษาโดยบุคลากรไม่ไหวแล้ว โดนถอนฟันไปแล้ว ก็จะเข้าสู่เรื่องของการฟื้นฟู
- เพราะฉะนั้น โครงการสูงอายุนี้ จะมีอยู่ 3 โครงใหญ่ๆ คือ เรื่องฟื้นฟูเป็นเรื่องของฟันเทียมซึ่งจะไม่พูดถึง และก็เรื่องของโครงการนี่ คือ เรื่องของการป้องกัน รักษาเพื่อควบคุมโรคก็จะไม่พูดถึงวันนี้ แต่จะพูดถึงเรื่องของการส่งเสริม และป้องกันด้วยตัวผู้สูงอายุเอง
- เรื่องของการส่งเสริมและป้องกันด้วยตัวเอง ถามว่า ไปทำยังไง ... เรามุ่งไปที่ผู้สูงอายุในชมรมสูงอายุเพราะเรามองว่าผู้สูงอายุกลุ่มนี้ น่าจะรับรู้ เรียนรู้ และยังสามารถช่วยเหลือตัวเองได้อยู่
- แต่ว่า การไปทำงานผู้สูงอายุนี้ ไปสอน หรือไปทำอะไรแบบเด็กคงไม่ได้ เพราะว่าท่านก็อายุมากกว่าเราตั้งเยอะ และก็มีประสบการณ์ก็เยอะ ถึงแม้จะไม่รู้เรื่องสุขภาพดีเท่าเรา อาจจะนะคะ แต่ว่าในด้านอื่น ท่านก็สามารถให้คำแนะนำ และพูดคุยแลกเปลี่ยนกันได้
- เพราะฉะนั้นการไปทำงานในชมรมผู้สูงอายุนี้ เราก็คุยกันก่อนว่า กระบวนการนี้เราหาศูนย์อนามัยที่อาสาสมัครก่อน ว่า คิดว่ามีชมรมผู้สูงอายุที่พร้อมในพื้นที่ แล้วก็เลือกเข้ามา คือ ศูนย์ฯ ไปคุยกับจังหวัด จังหวัดก็ไปคุยกับ รพ. หรือว่า PCU ที่เขามีชมรมสูงอายุดูแลอยู่ และเลือกชมรมสูงอายุเข้ามา คิดว่าชมรมสูงอายุนั้น มีกิจกรรมอย่างอื่นอยู่ แต่ว่ายังไม่มีกิจกรรมเรื่องสุขภาพช่องปาก
- พอเลือกมาแล้ว คนที่ไปทำงานร่วมกับชมรมผู้สูงอายุนี่คือ เจ้าหน้าที่ใน รพ. หรือว่า PCU ซึ่งดูแลชมรมสูงอายุนั้นอยู่ ซึ่งไม่ใช่ทันตบุคลากรอย่างเดียว จะเป็นเจ้าหน้าที่สายของงานส่งเสริมฯ ด้วย ... และเวลาลงไปนี่เขาก็ใช้กระบวนการ KM โดยเขาไปให้ผู้สูงอายุเล่าว่า ผู้สูงอายุคิดว่า ถามไปสัก 2-3 คำถาม ถามผู้สูงอายุในชมรม ว่า ผู้สูงอายุคิดว่า สุขภาพช่องปากดีในผู้สูงอายุมีลักษณะเป็นยังไง และก็ดูแลสุขภาพช่องปากตัวเองทำอย่างไร และคิดว่า จะมีกิจกรรมอะไรที่ช่วยให้ตัวเอง และเพื่อนๆ ในชมรมฯ มีสุขภาพช่องปากที่ดีขึ้น
- ... เพราะฉะนั้นผู้สูงอายุก็ช่วยกันแลกเปลี่ยน และเขาก็เสนอกิจกรรมขึ้นมา เป็นกิจกรรมที่มาจากเขาคิดเอง
- บทบาทของเจ้าหน้าที่ PCU หรือ รพ. จะเป็นบทบาทสนับสนุนว่าเขาจะจัดกิจกรรมอะไร ต้องการความรู้ หรือสื่ออะไร หรือว่าอาจจะมีงบประมาณเล็กน้อย เช่น อาจจะเป็นข้าวเที่ยง หรือว่า แปรงสีฟันยาสีฟัน หรือว่าเป็นรางวัล ตรงนั้นก็คือ เป็นผู้สนับสนุน
- และศูนย์อนามัย หรือว่าจังหวัด ก็จัดเวทีให้สำหรับจังหวัด และคนในพื้นที่คุยกัน ทีนี้ ถามว่า พอได้กิจกรรมอย่างนี้แล้ว แต่ละชมรมได้กิจกรรมมาไม่เหมือนกัน เพราะว่าผู้สูงอายุก็คิดไม่เหมือนกัน
- ... บางชมรมเป็นการประกวดผู้สูงอายุสุขภาพฟันดี
- ... บางชมรมมีการแปรงฟันในผู้สูงอายุ นัดกัน D-Day แปรงฟัน และมีการตามไปเยี่ยมที่บ้านว่าแปรงจริงหรือเปล่า
- ... ผู้สูงอายุบางแห่งสามารถจัดทำเป็นแบบฟอร์มช่วย รพ. Screen ผู้สูงอายุด้วยกันเอง ก่อนส่งไป รพ. ว่าคนไหนที่มีความเสี่ยงที่จะต้องไปรับการรักษา
- อันนี้ก็ผ่านจากกระบวนการคิดตรงที่เขาได้คุยกัน โดยที่มีเจ้าหน้าที่ร่วมพูดคุยด้วย
- หลังจากที่แต่ละที่ได้มีกิจกรรมของตัวเอง เจ้าหน้าที่แต่ละที่ก็สงสัยเหมือนกันว่า ที่อื่นนี่ เพราะว่าชมรมทำ 32 ชมรม ที่อื่นเขาทำกันยังไง
- เราก็จัดเวทีให้ ส่วนกลางก็มีหน้าที่จัดเวทีให้ เวทีครั้งแรก ที่ รร.เอบีน่า ทำไปแล้วประมาณเกือบปีก็จัด ให้เจ้าหน้าที่มาคุยกัน ... เจ้าหน้าที่จะมีตั้งแต่ระดับ สสจ. ซึ่งทำหน้าที่ในลักษณะของบทบาทการสนับสนุนจัดเวที เจ้าหน้าที่ของ รพ. และ PCU ซึ่งเป็นผู้ลงไปคลุกวงในกับชมรมสูงอายุก็มาคุยแลกเปลี่ยนกัน ในครั้งแรกใช้การคุยแบบ Storytelling คือ นั่งเป็นวงประมาณไม่เกิน 13-14 คน เอาคละเขต และคุยกัน แลกเปลี่ยนกันว่า ตัวเองไปทำอะไรมา และทำให้เกิดกิจกรรมในชมรม เขาก็เล่า
- ตอนแรกๆ ก็ KM เข้ามาใหม่ๆ แต่ละคนก็เล่ากันแบบเขินๆ เล่าไปก็ไม่รู้ว่าถูกหรือเปล่า แต่เผอิญว่ามี Fa มืออาชีพอยู่ ก็คือเป็นคุณอำนวย ก็พยายามแคะ กระตุ้นให้เขาเล่า อันนี้คือ ครั้งแรก คือ คนทำมาล้อมวงกันเล่าเรื่อง
- พอเล่าเรื่องเสร็จแล้ว คนที่เป็น Fa จะมี Note taker อีกคนหนึ่ง เป็นคนจด หรือคุณลิขิต เขาก็จดสรุปออกมาว่า ... ที่นี่นะ พอทำเสร็จออกมาแล้ว ได้ เกิดกิจกรรมได้ มีปัจจัยสนับสนุนอะไรบ้าง
- สมมติว่า อาจมีว่า มีทีมงาน ที่ไม่ใช่เฉพาะทันตบุคลากรมีทีมงานที่เป็นส่งเสริมด้วย ที่เข้าไปรู้จักชมรมดี หรือว่าอาจจะมีชมรมที่เข้มแข็ง ผู้นำชมรมเอาด้วย ชุมชนเอาด้วย เขาก็สรุปออกมา
- ... อันนี้เป็นครั้งแรก ก็ได้ปัจจัยออกมาว่า ในแต่ละที่ของการทำงานมีปัจจัยอะไรสนับสนุนให้เกิดความสำเร็จ อันนี้เป็นรอบแรกของกระบวนคนทำงานมาคุยกัน ใช้ Storytelling
- หลังจากนั้นผ่านไปประมาณเกือบปี มาอีกรอบหนึ่ง คราวนี้เราระบุว่า เอาคนที่ทำงานจริงๆ มาด้วย เอาให้ตรงคนตรงงาน ... คราวนี้เขาเตรียมมาพร้อมเลยค่ะ เตรียมมาเป็นอัลบั้มเลยค่ะ พร้อมจะเล่าเรื่อง คราวนี้มีความชำนาญมากขึ้น เขาเริ่มสนุกกับงานค่ะ เขาเตรียมพร้อมรูปถ่าย รูปอัลบั้มมานะคะ ให้เวลาน้อยโกรธอีกค่ะ งอน ก็คือเขาเล่าเรื่องและเขาสรุป
- คนที่อยู่ในกลุ่มเนื่องจากเคยผ่านกระบวนการนี้มาแล้ว เขาจะช่วยกันสรุป และช่วยกันแคะประเด็นออกมาได้
- คราวนี้ถามว่า มาครั้งที่สองนี่ นอกจาก Storytelling แล้ว เกิดอะไรขึ้น ตอนแรกเป็น Storytelling แล้วมีการแลกเปลี่ยนกันว่า ชั้นรู้ว่าคุณทำกิจกรรมโน้น กิจกรรมนี้นะ คนอื่นก็รู้ว่าเราทำกิจกรรมนี้ และมีปัจจัยอะไรที่ช่วยสนับสนุน ... แต่พอมารอบ 2 นอกจากจะได้รู้ความก้าวหน้าของกิจกรรมแล้ว เขาเอาปัจจัยแต่ละปัจจัยมาเข้าตาราง และดูว่า มันเป็นระดับของปัจจัย
- ยกตัวอย่างว่า เขาบอกว่า ปัจจัยแห่งความสำเร็จ คือ การเลือกพื้นที่ เขาก็เอาจัดระดับว่า จะเลือกพื้นที่อย่างไร งานจึงจะสำเร็จ อย่างน้อย ถ้าได้ระดับ 1 ก็คือ คัดเลือกพื้นที่ตามความสมัครใจ ถ้าเป็นระดับ 2 ก็คือ คัดเลือกพื้นที่โดยใช้ข้อมูลผู้สูงอายุร่วมด้วย ได้ระดับ 3 คือ ใช้ข้อมูลผู้สูงอายุ และความพร้อมของบุคลากรร่วมด้วย เขาจะเริ่มจัดระดับ และจะประเมินตัวเองว่า ตอนนี้เขาอยู่ที่ระดับไหน
- สมมติว่าประเด็นเดียวนะคะ คือการเลือกพื้นที่ จังหวัด ก. นี่เขาใช้หลักเกณฑ์ว่า เลือกตามความสมัครใจของพื้นที่ และเผอิญกิจกรรมอาจจะไม่ work เท่าไร แต่มีจังหวัด ข เขาเลือกพื้นที่โดยใช้ข้อมูลของบุคลากร และข้อมูลของผู้สูงอายุในพื้นที่ร่วมด้วย ปรากฎว่า กิจกรรมเขาไปไกลมาก อย่างนี้เป็นต้น
- จังหวัด ก. ก็จะเริ่มมองแล้วว่า อย่างนี้เราน่าจะไปดูงานที่จังหวัด ข. ไหม เริ่มได้เครือข่าย เริ่มได้ความคิดว่า เราควรจะไปปรับพื้นที่ยังไง ควรจะเลือกใหม่ไหม คือ การเลือกพื้นที่ ไม่ใช่จะเอาแค่พื้นที่อยาก แต่ก็ต้องมีข้อมูลพื้นฐานไปด้วย
- อันนี้ก็เป็นการใช้กระบวนการของ KM เป็นการพัฒนางาน พัฒนาตัวเอง ว่า จริงๆ แล้วมันควรจะต้องมีข้อมูลอย่างอื่นไหม ที่จะช่วยให้ตัวเองให้การเลือกแบบนี้ดีขึ้น
- เพราะฉะนั้นตรงนี้เขาก็จะเริ่มแลกเบอร์กันละค่ะ เขาก็จะบอกว่า เอานี่ แล้วจะจัดไปดูงานด้วยนะ ในขณะนี้
- ตรงนี้จะเห็นว่า พอทำงานไป ใช้ตรงนี้แล้ว มันก็เกิดการพัฒนา เกิดความสนุก ได้เครือข่าย แล้วก็มองเห็นชัดขึ้นว่า ทิศทางของงานจะก้าวไปทางไหน
- และก็พอหลังจากที่พูดคุยกันเสร็จ ตรงนี้เขาเรียกว่า ตารางอิสรภาพ คือ เอาปัจจัยที่ได้จากการสกัดจาก Storytelling มาเขียนเข้าตาราง แล้วก็เกิดการให้คะแนน ประเมินว่า ตอนนี้ตัวเองอยู่แค่ไหน และปีหน้าถ้าตัวเองอยากทำไปถึงระดับไหน ก็จะเกิดการพัฒนาไป
- หลังจากการทำตารางอิสรภาพตรงนี้แล้ว หลังกระบวนการทุกครั้งของการทำ KM จะเป็นการ AAR
- ตรงนี้จะมีมืออาชีพไปช่วย คือ พี่ดาว พี่สุณี พี่พวง พี่สุรัตน์ ก็จะถามหลังจากที่ทำแล้ว ก็ถามความรู้สึกของคนที่มา
- คนที่มาก็จะรู้สึกว่า เขาก็จะตอบ ตอนนั้นนั่งเรียงกัน เขาก็จะให้คนอายุน้อยพูดก่อน ก็ถือว่า อายุน้อยด้วยนะคะ เพราะว่าพูดต้นๆ ถามว่า รู้สึกเป็นยังไงที่ได้มาครั้งนี้ เพราะฉะนั้น ตรงนี้เราก็จะได้ข้อมูลกลับมาว่า เขารู้สึกอย่างไรกับกระบวนการ KM
- จากรอบแรกที่ให้เล่าเรื่องเฉยๆ และยังไม่เข้าใจเท่าไร งงๆ แต่พอมารอบที่สอง เขาพูดเลยว่า กระบวนการนี้มีประโยชน์จริงๆ และเขารู้เลยว่าเขาจะต้องพัฒนาจุดไหน
- และผลพลอยได้อีกอย่างหนึ่งคือ ปกติเวลาเราทำงานก็จะมีเครือข่ายที่ใกล้ชิด ก็คือ สำนักส่งเสริมฯ ของส่วนผู้สูงอายุ ที่มาร่วมกับเราตลอด เขาก็รู้สึกว่า มันได้ประโยชน์
- ปรากฎว่า พอเขาไปประชุมเครือข่ายของเขาบ้างที่จัดกับเครือข่ายของสำนักส่งเสริม ส่วนผู้สูงอายุ เขาก็ได้เอากระบวนการนี้ไปทำ และเขามาปรึกษาพี่นนก่อน และตัวเองก็ได้เข้าไปอยู่ในกระบวนการนั้น
- ... คือ เขาพลิกโฉมรูปแบบ เพราะว่าปกติที่เขาเชิญเครือข่ายของเขามา เขาก็จะพูด พูด อย่างเดียว เป็น One-way communication แต่พอครั้งที่สอง ที่พอเขาเริ่มใช้กระบวนการนี้ คือ กลายเป็นเหมือนบรรยากาศมันคนละเรื่องเลย มันกันเองมากมาก และปรากฎว่า คนที่มาก็ Happy มาก และเขาบอกว่า คราวหน้าที่ประชุมอย่างนี้อีก สำหรับที่งานสำนักส่งเสริม ก็รู้สึกว่ามันขยายวงนะ
- และอยากจะบอกว่า ถ้ายังไม่ได้ลอง ก็ลองเถอะค่ะ สนุกมาก ขอบคุณค่ะ
หมออ้อยยืนนั่ง (แถมนั่งยัน นอนยัน ด้วย) ว่า KM ไม่ลองไม่รู้ คะ
รวมเรื่อง Share & Shine ชาวกองทันตฯ