ก่อนปี พ.ศ.๒๕๓๒ ความทันสมัยแห่งการใช้สื่อเทคโนโลยีเพื่อการสื่อสารยังไม่กว้างขวาง ครอบคลุมทุกพื้นที่ และหากนับถอยหลังไปอีก ๓๐ ปี การสื่อสารและการคมนาคมยังไม่สะดวกสบาย สื่อที่จะส่งความรู้สึก ความเป็นอยู่ และเป็นไปของคนในสังคม โดยเฉพาะสังคมชนบทก็คือ จดหมาย หรือเร็วสุดก็โทรเลข จดหมายดูจะเป็นสื่อที่มีความหมายของความปกติแห่งชีวิตคน สามารถที่จะเล่าเรื่องราวที่เกี่ยวกับคนหนึ่ง หรือหลายคน หรือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นให้กับผู้รับจดหมายได้รับรู้ หรือบรรยายความรู้สึก คิดถึง รัก และห่วงใยที่มีต่อผู้รับ และเขียนได้ไม่จำกัดหน้า ส่วนโทรเลขเป็นสื่อที่ส่งสัญญาณให้ผู้รับทั้งความรู้สึกที่เป็นบวก และความรู้สึกที่เป็นลบ ใช้ข้อความสั้น ได้ใจความที่สุด กิจการไปรษณีย์ในอดีตจึงเป็นสัญลักษณ์แห่งการสื่อสารของรัฐที่ดีที่สุดในยุคนั้นและมีที่ตั้งอยู่เฉพาะในตัวอำเภอเท่านั้น หากเป็นชนบทห่างไกล ผู้ใหญ่บ้านหรือผู้นำชุมชนที่ได้รับมอบหมาย เมื่อมาประชุมประจำเดือนที่อำเภอก็จะแวะรับจดหมาย ณ ที่ทำการไปรษณีย์เพื่อนำไปประกาศให้ประชาชนในหมู่บ้านของตนได้ทราบ และมารับที่บ้านของผู้ใหญ่บ้าน ทุกคนในหมู่บ้านก็จะได้ยินเสียงประชาสัมพันธ์ ก็จะรู้กันทั้งหมู่บ้านว่าใครได้รับจดหมายบ้าง และจะรู้ความถี่-ห่างของคนที่มีชื่อบ่อยที่สุด ก็สามารถวิเคราะห์ได้ เป็นวิถีชีวิตเรียบง่ายของชาวชนบท บนพื้นฐานแห่งความพออยู่ พอกิน เปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา การสื่อสารที่ทันสมัยที่สุดในยุคปัจจุบันและโลกอนาคตใกล้ตัวที่สุดก็คือโทรศัพท์ และมีการพัฒนาระบบการสื่อสารที่ทันสมัย ล้ำยุคยิ่งขึ้นไปอีก ชีวิตคนจึงอยู่บนพื้นฐานของความฟุ่มเฟือย ความอยากมี อยากได้ สัมพันธภาพของคนที่สื่อสารถึงกัน แค่กดหมายเลขโทรศัพท์ก็สามารถคุยกันได้ หากมุมมองแค่การสื่อสาร รับรู้ ได้ยินเสียง ก็เพียงพอแล้ว หากแต่มองลึกไปถึง การใช้ภาษาไทยสำหรับการเขียน โดยเฉพาะการเขียนเล่าเรื่องราว ความรู้สึกทั้งหลาย จดหมายเป็นสนามปฏิบัติการการเขียนที่เป็นจริงที่สุด ใครที่เขียนแล้วคนอ่าน อ่านได้เข้าใจ รับรู้ คนอ่านจะเป็นผู้บอก เพราะตอบกลับเป็นจดหมายเช่นกัน การเขียนถูก-ผิด อักษรอ่านง่าย สวยงาม บ่งบอกให้รู้ถึงว่า เป็นบุคคลแห่งการเรียนรู้ หรือเป็นบุคคลเรียนรู้น้อย แต่สิ่งที่ได้รับมีคุณค่าอย่างหาที่สุดมิได้ คือ ทักษะการเขียน เมื่อการสื่อสารเปลี่ยนไป การเรียนการสอนวิชาภาษาไทย โดยเฉพาะทักษะการเขียน จึงจำกัดอยู่ในห้องเรียน ไม่มีสนามปฏิบัติการการเขียนนอกห้องเรียนที่เป็นชีวิตจริงของคน วิถีชีวิตคนก็เปลี่ยนไป
จดหมาย ความหมายในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.๒๕๔๒ ว่า (น.) หนังสือที่มีไปถึงกัน (www.royin.go.th/) จากความหมายจะพบว่า เป็นการเขียนหนังสือ จากผู้ส่งถึงผู้รับ เพื่อเล่าเรื่อง อธิบาย บรรยาย ฯลฯ ให้เข้าใจระหว่างกัน การเขียนจดหมายเป็นการบูรณาการองค์ความรู้ของวิชาภาษาไทย โดยเฉพาะการใช้คำ –วลี –ประโยค การสื่อสารผ่านจดหมาย เป็นวิธีการที่นิยมใช้เพื่อสื่อสารแทนคำพูด เมื่อผู้รับสารและผู้ส่งสารอยู่ห่างไกลกัน หรือมีความจำเป็นบางประการ ที่ทำให้ไม่สามารถพูดจากันได้ นอกจากนี้จดหมายยังใช้เป็นสื่อสัมพันธ์ระหว่างบุคคลที่ไม่รู้จัก และจดหมายอาจใช้เป็นเอกสารสำคัญสำหรับอ้างเป็นหลักฐานได้ด้วย การเขียนจดหมายแบ่งออกเป็น ๓ ประเภท ดังนี้ ๑) จดหมายส่วนตัว เป็นจดหมายที่เขียนถึงกันในวงญาติสนิทมิตรสหาย หรือถึงครูอาจารย์ เพื่อส่งข่าวคราว ไต่ถามทุกข์สุข แสดงความรักและความระลึกถึงที่มีต่อกันหรือเล่าเรื่องราวเหตุการณ์ที่น่ารู้น่าสนใจให้ฟัง ตลอดจนขอความช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ต้องเขียนตัวอักษรให้เรียบร้อย อ่านง่าย สิ่งที่ไม่ควรลืม คือการแสดงน้ำใจถึงญาติมิตร ๒) จดหมายธุรกิจ เป็นจดหมายที่บุคคลเขียนติดต่อกับบุคคลอื่น หรือบริษัท ห้างร้าน องค์กรเพื่อแจ้งกิจธุระ เช่นนัดหมายขอความช่วยเหลือ ขอสมัครงาน ขอคำแนะนำเพื่อประโยชน์ในด้านการงานต่างๆ เกี่ยวกับการพาณิชยกิจ และการเงิน ระหว่างบริษัท ห้างร้านและองค์กรต่างๆเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ที่เป็นการงาน ผู้เขียนจะต้องเขียนให้ชัดเจน และละเอียด ๓) จดหมายราชการ ทางราชการเรียกว่าหนังสือราชการเป็นจดหมายที่ติดต่อกันเป็นทางราชการจากส่วนราชการหนึ่ง ไปยังบุคคล หน่วยงานทั้งภาครัฐและภาคเอกชน ข้อความในหนังสือถือว่าเป็นหลักฐานทางราชการและมีสภาพผูกมัดถาวรในราชการ (www.thaigoodview.com) ซึ่งในความหมาย-การใช้และภาษาจดหมายแต่ละประเภทก็แตกต่างและเข้าใจกันโดยทั่วไป การเขียน ในความหมายจากเว็บไซด์ www.thaigoodview.com หมายถึง การแสดงความรู้ ความคิด ความรู้สึก และความต้องการ ของผู้ส่งสารออกไปเป็นลายลักษณ์อักษร เพื่อให้ผู้รับสารสามารถอ่านเข้าใจ ได้รับทราบความรู้ ความคิด ความรู้สึก และความต้องการเหล่านั้น การถ่ายทอดโดยวิธีการบอกเล่าปากต่อปาก หรือที่เรียกว่า “มุขปาฐะ” อาจทำให้สารตกหล่นหรือคลาดเคลื่อนได้ง่าย ลายลักษณ์อักษรหรือที่ตัวหนังสือ ที่แท้จริงคือเครื่องหมายที่ใช้แทนคำพูดนั่นเอง ในการเขียนภาษาไทย มีแบบแผนที่ต้องการรักษา มีถ้อยคำสำนวนที่ต้องใช้เฉพาะ และต้องเขียนให้แจ่มแจ้ง เพราะผู้อ่านไม่สามารถไต่ถามผู้เขียนได้เมื่ออ่านไม่เข้าใจ ผู้ที่จะเขียนให้ได้ดีต้องใช้ถ้อยคำให้เหมาะกับผู้รับสาร โดยพิจารณาว่าผู้รับสารสามารถรับสารที่ส่งมาได้มากน้อยเพียงใด รูปแบบการเขียนแบ่งออกเป็น ๒ จำพวก ได้แก่ งานเขียนร้อยกรองและงานเขียนร้อยแก้ว งานเขียนที่ต้องใช้มากในสังคมคือ งานเขียนร้อยแก้ว
จากคำนิยาม “จดหมาย” และ “การเขียน” ข้างต้นดังกล่าว เราสามารถค้นพบคุณค่าและความสำคัญของทั้ง ๒ คำ ได้เป็นอย่างดี ในที่นี้จะกล่าวถึง “ จดหมายส่วนตัว ” ที่แสดงให้เห็นถึงความผูกพันของคนที่มีต่อกัน เพราะจดหมายส่วนตัว เป็นการบูรณาการชีวิตคนที่หยั่งลึกถึงคุณค่าและความสำคัญของความเป็นคน จดหมายส่วนตัวเป็นการพัฒนาทักษะการเขียนพื้นฐานของชีวิต เป็นการแสดงให้เห็นถึงทักษะการใช้ภาษาไทยแบบองค์รวม และเชื่อมโยงไปถึงสรรพวิชาอื่นๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การเสริมสร้างคุณธรรม ความดี ความงามทั้งหลายที่เป็นรูปแบบการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์อย่างคาดไม่ถึง วรรณกรรมไทยเรื่องหนึ่งที่เรารู้จักกันกันเป็นอย่างดี คือ “จดหมายจางวางหร่ำ” พระนิพนธ์ของ น.ม.ส. (พระราชวรวงศ์เธอพระองค์เจ้ารัชนีแจ่มจรัส กรมหมื่นพิทยาลงกรณ์ ความย่อ ...จางวางหร่ำเศรษฐีจังหวัดฉะเชิงเทราเขียนจดหมายถึง นายสนธิ์บุตรชายที่ไปศึกษาอยู่ในประเทศอังกฤษ รวม ๗ ฉบับ จะสั่งสอนในเรื่องต่างๆ โดยเน้นเรื่องการเรียนเป็นสำคัญให้ตั้งใจเรียน ใฝ่หาความรู้ให้เต็มความสามารถ พยายามเรียนรู้สิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อตนเองให้มากที่สุด เรียนวิชาที่สัมพันธ์กับงานซึ่งจะต้องทำเพื่อประกอบอาชีพในอนาคต ให้รู้จักประหยัด ใช้เงินเฉพาะที่เกี่ยวกับการเรียนเท่านั้น ไม่ให้ทำใจกว้างเลี้ยงเพื่อน เพราะยังหาเงินด้วยตนเองไม่ได้ เมื่อเรียนจบแล้วให้รีบกลับมาทำงาน และเมื่อนายสนธิ์กลับมาทำงานในเมืองไทยแล้ว จางวางหร่ำก็ได้สอนวิธีการทำงาน ให้เป็นผู้ฟังมากกว่าพูด ให้รู้จักดูคนให้รอบคอบและเอื้อเฟื้อซึ่งกันและกัน นอกจากนี้ยังสอนการเลือกคู่ครอง ตอนสุดท้ายได้ปรารภเรื่องเงินหนึ่งหมื่นบาทที่เหลือจากการทำบุญอายุครบ ๖๐ ปี ว่าจะนำเงินไปใช้ต่อเพื่อนมนุษย์ ( www.warit.ac.th.) จากความย่อจดหมายจางวางหร่ำ ดังกล่าว จะเห็นว่า ความรักความผูกพันระหว่างบิดากับบุตร อย่างแน่นแฟ้น และจดหมายทั้ง ๗ ฉบับ เป็นสื่อที่ให้ นายสนธิ์ เป็นคนดี ตั้งใจเรียน สำเร็จการศึกษา มีงานทำที่มั่นคง มีชีวิตที่เป็นสุข ด้วยจางวางหร่ำถอดหัวใจแห่งความรัก ความห่วงใยผ่านทางจดหมาย ซึ่งโดยทั่วไปวิถีไทยเมื่อนับถอยหลัง บิดามารดาก็สื่อสารผ่านจดหมายถึงบุตรที่อยู่ไกลบ้าน เช่น มาศึกษา มาทำงาน ต่างจังหวัด หรือในกรุงเทพฯ การเขียนก็สร้างทักษะการใช้ภาษาไปในตัว เราคงไม่ปฏิเสธว่าบุคคลที่สำเร็จการศึกษาระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานแล้ว ไม่ได้ศึกษาต่อและสู่โลกแห่งอาชีพเกษตรกร หรือผู้ใช้แรงงาน การไม่ได้เขียนนานๆ นอกจากจะทำให้ลายมือที่เคยเขียนได้ดี รับคำชมจากครู ก็เปลี่ยนไป ภาษาอักษรที่เขียนถูก ก็ผิดเพี้ยนไป ด้วยไม่ค่อยได้ใช้ อารมณ์และความรู้สึกที่จะส่งผ่านก็ขาดหายไป จึงกล่าวได้ว่า การเขียนจดหมายเป็นพื้นฐานแห่งชีวิตที่ไม่หยุดนิ่งของคนทุกกลุ่มวัย ทุกระดับการศึกษา ทุกชนชั้น มีหนังสืออนุสรณ์งานพระราชทานเพลิงศพ รศ.เกษม สุดหอม อดีตข้าราชการครูมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ พิษณุโลก ได้นำจดหมายที่ท่านได้เขียนถึงภรรยาอันเป็นที่รัก ในขณะที่ท่านได้ทุนไปศึกษาต่อ ณ ต่างประเทศ หลายฉบับ ความย่อบางฉบับ... “ ๑๒ สิงหาคม ๒๕๐๑ เหนียนที่รัก พี่ต้องเลื่อนกำหนดเดินทางไปอีก ๑ วัน เป็นออกจากประเทศไทยวันที่ ๑๘ ตี ๑ แวะฮ่องกง มนิลา ฮอนโนลูลู ซานฟรานซิสโก และวอชิงตัน ตามลำดับ ตั๋วและหนังสือเดินทางเข้าประเทศต่างๆ ทำไว้เรียบร้อยแล้ว ยังเหลือเงินไทยอีก ๑๐๐ กว่าบาท เก็บไว้สำหรับขากลับบ้าน มิฉะนั้นจะกลับอุบลไม่ได้เลยนะ บอกลูกทุกคนว่าพี่คิดถึงมาก ขอให้พยายามหมั่นเรียน อย่าให้สอบตกได้ ต้อมตัวร้อนหายหรือยัง ต้อมกับตู้คงคิดถึงพ่อมาก หมั่นดูแลลูกให้อ่านหนังสือในยามว่างด้วย เงินเดือนของพี่ควรเก็บไว้บ้างสำหรับให้โต้งใช้ในปีหน้า มิฉะนั้นจะเดือดร้อนกันอีก อย่าเป็นห่วงพี่ คิดถึงแต่ลูกและสุขภาพของเหนียนเองให้ดีก็แล้วกัน...ห่วงลูกและสุขภาพของเหนียนให้จงหนัก อย่างห่วงพี่ เงินเดือนพี่ ๒ ปี เหนียนจะทำอย่างไรก็เชิญ แต่ต้องเก็บไว้ให้โต้งลงไปกรุงเทพฯก้อนหนึ่ง โต้ง ต้อย ตุ้ม และตู้ ต้องขยันมากๆ จะได้ไปนอกอย่างพี่บ้าง แล้วจะเขียนมาทีหลัง ขอให้ทุกคนอยู่สุขสบายดี ..รักมาก..พี่” (อนุสรณ์งานพระราชทานเพลิงศพฯ,๒๕๔๖) จากความจดหมายดังกล่าว ผู้อ่านสามารถหยั่งรู้ถึงความรู้สึก มองเห็นภาพได้อย่างชัดเจน เป็นการสื่อความรัก ความห่วงใยที่มีต่อภรรยาและบุตรอันเป็นที่รัก และจากชีวิตจริงของท่านและภรรยา รักคงมั่นยืนยาวนาน มีบุตรรวม ๙ คน ทุกคนเป็นคนดี มีความรู้ ประกอบอาชีพมั่นคง แสดงให้เห็นความอบอุ่นของครอบครัว แม้ผู้หนึ่งจะต้องไกลบ้าน ไกลคนรัก ก็ไม่ได้ทำให้คนในครอบครัวต้องหวั่นไหวต่อสังคมชั่วร้าย
ตัวอย่าง ๒ เรื่องข้างต้น ...สังคมปัจจุบันอาจไม่มีให้เห็น ด้วยโลกมีการเปลี่ยนแปลงด้านเทคโนโลยีการสื่อสารนานาชนิด..การติดต่อระหว่างกัน เป็นโทรศัพท์ เป็นจดหมายอิเลคทรอนิคส์( E-mail) มากกว่าการเขียนจดหมายด้วยกระดาษ ส่งไปรษณีย์ การเข้าถึงสื่อโทรศัพท์ของประชาชนทุกระดับชั้นดูจะกระจายไปทุกชุมชน ทุกสังคม การพูดคุยกันทางโทรศัพท์ พูดสั้นกระทัดรัดด้วยมีภาระค่าใช้จ่ายตามมา คุณงามความดีจึงไม่ได้ถูกถ่ายทอดอย่างลึกซึ่ง ไม่มีลายลักษณ์อักษรที่จะอ่านย้ำทวน พูดแล้วจบเลย ทักษะการเขียนขั้นพื้นฐานขาดหายไปจากคนไทย ส่วนจดหมายอิเลคทรอนิคส์ มีจำกัดใช้เฉพาะสังคมเมือง และผู้มีการศึกษา เรียนรู้เข้าถึงสื่อได้เท่านั้น ประการสำคัญทำให้เรามีความผูกพันระหว่างกันลดน้อยลง ไม่มีสื่อที่ดีที่จะคอยกำกับคุณงามความดีที่คนหนึ่งพึงมีต่อคนหนึ่ง และ ณ วันนี้ คนไทยเขียนน้อยลง ทำอย่างไรจึงจะให้คนไทย “ถอยหลังเข้าคลอง” รับสิ่งดีๆ ที่คนไทยรุ่นก่อน เป็นแบบอย่างที่ดี คนไทยก็จะเก่งเขียน ก่อนเขียนได้ก็ต้องเก่งอ่าน เก่งคิด เก่งพูด เก่งปฏิบัติ เก่งเรียน เก่งค้นคว้า ...เป็นคนไทยที่สามารถบูรณาการชีวิตได้อย่างสมบูรณ์ สังคมที่ว่ามีปัญหามากก็อาจจะจมอยู่ใต้ทะเลลึก หรือมอดไหม้ไปกับเปลวเพลิง หรือลอยออกไปไกลโลก...ก็เป็นได้
สวัสดียามเช้าค่ะคุณครูจอหงวน..
ขอบคุณ หวังว่าคงไปพบกันที่นั่นนะคะ
ขอขอบคุณครับครูอ้อยสำหรับคำแนะนำดีๆ ..ผมเปิดดูแล้วครับ น่าสนใจมากสำหรับครูและผู้ใคร่รู้ทุกคน gotoknow เป็นบ้านแห่งความรักในความรู้จริงๆ