เล่าเรื่องสิงคาลกสูตร ๖

ความเป็นเหตุเป็นผล หรือความเชื่อมโยงกันของ กรรมกิเลส กับ อคติิ นี้ ผู้เขียนเห็นว่าอาจขยายแนวคิดออกเป็นกรอบความคิดเชิงปรัชญาสังคมได้รูปแบบหนึ่ง... แต่เพื่อมิให้เรื่องราวนอกหัวข้อจนเกินไป จะเล่าสั้นๆ พอเป็นแนวทางให้ผู้สนใจนำไปคิดต่อ คล้ายๆ แวะพักข้างทาง ก่อนที่จะดำเนินเรื่องราวในสิงคาลกสูตรต่อไป....

ประการแรก กรรมกิเลสก็คือ การกระทำชั่วพื้นฐานของคนนั่นเอง ส่วนสาเหตุของการกระทำชั่วพื้นฐานก็คืออคติหรือความลำเอียงนี้เอง....

และเมื่อใช้ภาษาทั่วไป ความลำเอียงหรือความอคติ ก็คือความไม่ยุติธรรมนั่นเอง นั่นก็คือ การกระทำชั่วพื้นฐานเกิดจากความไม่ยุติธรรม...

......

ในอัคคัญญสูตร ตอนหนึ่งบอกว่า... แรกเริ่มเดิมทีนั้น มีข้าวสาลีเกิดเอง ใครหิวเมื่อไหร่ก็ไปเก็บกินได้.... ต่อมาเริ่มมีการสั่งสมข้าวสาลี ทำนองว่า เก็บเย็นเผื่อเช้่าด้วยและขยายไปจนเก็บไว้กินครั้งละหลายๆ วัน... เมื่อคนเก็บสะสมกันมาก ข้าวสาลีก็เกิดไม่ทัน จึงมีการแบ่งปั่นพื้นที่หรือเขตกันขึ้นมา.... ต่อมาก็เริ่มมีผู้ลักขโมยของคนอื่น เริ่มมีการดุด่า ทำร้าย ทุบตีผู้ลักขโมย และเริ่มมีการโกหกมดเท็จเกิดขึ้น.....เมื่อเหตุการณ์ทำนองนี้เกิดขึ้นซ้ำซาก จึงมีการประชุมและตั้งผู้ปกครองเพื่อดูแลนาข้าวสาลี เรียกกันว่า กษัตริย์ (ผู้เฝ้านา).... เริ่มมีผู้ปกครอง เริ่มมีกฎหมาย เริ่มมีการลงโทษ....

(อัคคัญญสูตร อยู่ในพระไตรปิฏกเล่มที่ ๑๑ เล่มเดียวกับสิงคาลกสูตร ผู้สนใจลองค้นหาอ่านในเน็ตได้ไม่ยาก)

เฉพาะเนื้อหาที่ยกมาโดยย่อ เพื่อแสดงให้เห็นได้ว่า กรรมกิเลสพื้นฐานเริ่มจากอคติหรือความลำเอียงของคนนี้เอง เช่น...

  • พอใจสะสมข้าวสาลีเพิ่มขึ้น จัดเป็นฉันทาคต
  • ลักขโมยข้าวสาลีผู้อื่น จัดเป็นฉันทาคติ
  • เกิดการดุด่า และทำร้ายทุบตีโจร จัดเป็นโทสาคติ 
  • พูดโกหกหลอกลวงว่าไม่ได้ลักขโมย จัดเป็นภยาคติ
  • ฯลฯ

นั่นคือ ความลำเอียงของคนก่อให้เกิดความไม่ยุติธรรมเกิดขึ้น เมื่อความไม่ยุติธรรมเกิดขึ้น ก็ต้องสร้างนักปกครองขึ้นมาเพื่อจะได้เป็นผู้ธำรงไว้ซึ่งความยุติธรรม โดยคนในสังคมยินดีจะแบ่งข้าวสาลีบางส่วนให้แก่ผู้ปกครอง (คล้ายภาษี) เพื่อแลกกับควาไม่ลำเอียงหรือความไม่ยุติธรรม... ประมาณนี้

.......

ปัญหาโลกร้อนปัจจุบัน ก็อาจมองสาเหตุพื้นฐานว่ามาจากกรรมกิเลสและอคติได้เช่นเดียวกัน กล่าวคือ ประเทศมหาอำนาจปล่อยก๊าซมีเทนเป็นต้นจำนวนมาก บริโภคทรัพยากรธรรมชาติมากกว่าประเทศด้อยอำนาจ จัดเป็นความลำเอียงของประเทศมหาอำนาจ....

และเพราะความลำเอียงทำนองนี้เอง ทำให้เกิดมีสงครามสั่งสอนประเทศด้อยอำนาจ (ปาณาติบาต)... มีการเข้าไปกอบโกยทรัพยากรธรรมชาติในแนวทางที่ไม่ชอบจากประเทศด้อยอำนาจ (อทินนาทาน)... และมีการแถลงข่าวปกปิดความจริง (มุสาวาท).... ซึ่งเหล่านี้ จัดเป็นกรรมกิเลส

องค์การระหว่างประเทศ เช่น สหประชาชาติ การค้าโลก ฯลฯ ก็คือสิ่งที่มนุษย์คิดค้นขึ้นมาเพื่อแก้ปัญหาความลำเอียงหรือความไม่ยุติธรรมในสังคมโลกนั่นเอง.....

ผู้เขียนจะทิ้งประเด็นนี้ไว้ แสดงให้เห็นแต่เพียงว่า ปํญหาสังคมจริงๆ มีพื้นฐานมาจาก อคติที่เป็นสาเหตุแห่งกรรมกิเลสพื้นฐานนี้เอง...

.......

อนึ่ง สำหรับวินัยของพระภิกษุี อาบัติปาราชิก ซึ่งภิกษุใดต้องอาบัติปาราชิกก็จะขาดจากความเป็นพระภิกษุ มี ๔ ข้อ กล่าวคือ...

  • การเสพเมถุน
  • ลักทรัพย์
  • ฆ่ามนุษย์
  • อวดอุตริมนุษยธรรม

มื่อพิจารณาแล้ว ปาราชิก ๔ เหล่านี้ก็คือ กรรมกิเลส ๔ นั่นเอง... เพียงมีกรอบความหมายแคบกว้างแตกต่างกันเท่านั้น กล่าวคือ การเสพเมถุน (กาเมสุมิจฉาจาร) ลักทรัพย์ (อทินนาทาน) ฆ่ามนุษย์ (ปาณาติบาต) และ อวดอุตริมนุษยธรรม (มุสาวาท)...ประมาณนี้

............

ผู้เขียนจะพักเรื่อง กรรมกิเลส และ อคติ ไว้เพียงแค่นี้ เพื่อขึ้นสู่แนวทางแล้วดำเนินเรื่องสิงคาลกสูตรต่อไป...