หกสิบปีของชีวิตเราอยู่ในแผ่นดินพระมหากษัตริย์พระองค์เดียว

               วันนี้ วันอาทิตย์ ที่ ๓๐ กันยายน พ.ศ. ๒๕๕๐ เป็นวันสุดท้ายของการเป็นข้าราชการ ของผู้ที่ถือกำเนิดใน ปี พ.ศ. ๒๔๘๙-๒๔๙๐ ก่อนจะกลายเป็นข้าราชการบำนาญ

              ปีนี้บุคคลที่ผมรู้จักถึงวาระเกษียณหลายท่าน ในระดับครูบาอาจารย์ที่สอนหนังสือผม ในระดับ ม.ศ. ๓ โรงเรียนโพธิ์คีรีราชศึกษาซึ่งเป็นท่านสุดท้าย คือ อาจารย์วีรศักดิ์ นุ่นประดิษฐ์  ในระดับ ปวช. วิทยาลัยเทคนิคหาดใหญ่ก็เป็นท่านสุดท้ายเช่นกัน คือ อาจารย์อารีย์ สุวรรณโรจน์  ในระดับรุ่นพี่ที่ทำงานวิทยาลัยเทคนิคชุมพร ก็มีอาจารย์สุปรีย์ พิชัยยุทธ์ อาจารย์สมศักดิ์ กำลังใบ และรุ่นพี่ที่ทำงานปัจจุบัน คุณสนั่น แก้วคำ ขอให้ทุกท่านที่ถึงวาระเกษียณจงมีแต่ความสุข..........สาธุ

              ผมได้ไปร่วมงานแสดงมุฑิตาจิตแก่ท่านผู้เกษียณอายุของกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งเฉพาะหน่วยงานกลางรวมแล้ว ๕๐ ท่านในการกล่าวรำลึกของท่านผู้เกษียณท่านหนึ่ง ท่านได้กล่าวเป็นเรื่องราวทั้ง ๖๐ ปีของพวกท่านออกมา ทุกคนนิ่งสงบฟังอย่างตั้งใจ แม้ว่าข้อความจะยาวมาก ขนาดกระดาษ เอ๔ สองหน้าเต็ม ๆ และจบลงด้วยเสียงปรบมือดังสนั่น ผมเห็นว่ามีประโยชน์จึงได้บันทึกไว้ ดังนี้.....

                               หกสิบปี(แรก)ของเรา 

                    หกสิบปีของชีวิตเราอยู่ในแผ่นดินพระมหากษัตริย์พระองค์เดียว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช พระเจ้าแผ่นดินพระองค์นี้ทรงเป็นพลังของแผ่นดินในหกสิบปีของชีวิตเราที่มีการเปลี่ยนแปลงนานานับประการ

              เราเกิดมาเมื่อสงครามโลกสงบลง...เติบโตมาในครอบครัวขยาย นอกจากพ่อแม่แล้ว ครอบครัวเรามี...ปู่ ย่า ตา ยาย ลุง ป้า น้า อา ลูกพี่ลูกน้อง ในบ้านเดียวกันหรือหมู่บ้านเดียวกัน เราได้รับความรัก การดูแลขัดเกลา และการสั่งสอนจากบุพการีหลายคน

             ชีวิตเด็กของเราไม่มีความสะดวกทางวัตถุ ถ้าเราเกิดบ้านนอกเราก็ต้องไปอาบน้ำที่บ่อน้ำของหมู่บ้านหรือขนน้ำตักน้ำมาใช้ แกว่งสารส้มให้สะอาด ถ้าเราอยู่ในเมืองก็ต้องตื่นมารองน้ำก๊อกกลางคืนเพราะน้ำประปาไหลกระปริดกระปรอย เรากินน้ำฝน ล้างตุ่มน้ำให้สะอาดทุกหน้าฝน รอให้ฝนตกไปแล้วสักหนึ่งเดือน จึงเก็บน้ำฝนไว้ใช้ พ่อแม่เราสอนให้เรารู้จักคุณค่าของน้ำ ไม่เทน้ำทิ้ง

             ในชนบทเราใช้ตะเกียงน้ำมันก๊าด น้ำมันมะพร้าว เวลามีงานก็ใช้ตะเกียงลานเจ้าพายุ ในเมืองไฟฟ้าก็ติด ๆ ดับ ๆ และไฟตกหัวค่ำ ต้องใช้หม้อแปลงไฟและมีเทียนไขติดบ้าน อาหารการกินของเรายังเป็นข้าว หมูพื้นเมือง ไก่พื้นเมือง ปลาก็ยังจับตามแหล่งน้ำได้ รวมทั้งสัตว์ทั้งหลายที่จับกินได้ ผักเก็บเอาได้จากหัวไร่ปลายนาหรือปลูกเอง ในน้ำยังมีปลาในนายังมีข้าว ชีวิตเราในวัยเด็กจึงไม่มีอาหารขยะให้กินเหมือนรุ่นหลานเรา

             เราถูกสอนให้รู้จักแม่โพสพซึ่งเป็นตัวแทนของชาวนา เราไม่กินข้าวกินกับข้าวแล้วเหลือทิ้งเหลือขว้าง เราถูกสอนให้รักษาธรรมชาติ ป่าไม้ทรัพยากรธรรมชาติ โดยเคารพเจ้าที่เจ้าทางเจ้าป่าเจ้าเขา พ่อแม่สอนให้เรามีความรับผิดชอบ มีหน้าที่ มีวินัย มีระเบียบ ลูกหลานต้องช่วยทำงานบ้าน ช่วยทำมาค้าขาย รู้จักค่าของเงิน จะได้เงินพิเศษก็ต้องช่วยทำงานพิเศษ

            ทั้งหลายทั้งปวงนี้เมื่อถึงรุ่นลูกรุ่นหลานเราดูจะหายไป เราคงไม่โทษลูกหลาน แต่ต้องมาดูตัวเราในฐานะเป็นพ่อแม่ เป็นปู่ย่าตายาย เป็นครูอาจารย์ ว่าเราสอนลูกหลาน สอนลูกศิษย์กันอย่างไร เราอาจต้องกลับไปเรียนรู้จากอดีตเพื่อสร้างอนาคต (Back to the Future)