ในห่วงแห่งจักรวาลนี้มีสิ่งหนี่งสมมติว่า ยักษ์ที่ไร้ชื่อ รูปลักษณะของมันที่ปรากฎ คือมีตา ๒ ข้าง ข้างหนึ่งสว่างจรัสเจิดจ้า อีกข้างหนึ่งนั้นริบหรี่ มีปาก ๑๒ ปาก มีฟันไม่มาก ปากละประมาณ ๓๐ ซี่ เที่ยวกินสัตว์ทั่วทั้งปัฐพี ยักษ์ตนนี้มีนามว่าอะไร ใครรู้ช่วยตอบด้วย พร้อมคำอธิบายก็จะดีม๊าก มาก
เห็นอยู่หมวด ข้อคิดชีวิต ปรัชญา ศาสนา ผมก็นึกถึงหลักธรรมต่างๆ นานา พยายามคิดถึงหลักธรรมที่ประกอบด้วยตัวเลขเหล่านี้ จนสุดท้ายคิดไม่ออกครับ ก็เลยต้องใช้ Google เป็นเครื่องมือ คำตอบคมมากครับ ง่ายๆ เพียงแต่ปัญญาของผมต่ำต้อยเกินที่จะคิดออก ... ขอขอบคุณสำหรับคำถามดีๆ นะครับ
อ้อ คำตอบในหนังสือธรรมจักษุ อธิบายไว้ละเอียดยิบเลยครับ
ขอบคุณครับ คุณต้นกล้าที่ช่วยแนะนำแหล่งคำตอบให้
เดียวผมจะตามไปดู
ผมอ่านคำถามไม่ถี่ถ้วน ก็เลยเข้าใจว่าอาจารย์ทราบคำตอบแล้ว … ยังไงถ้าอาจารย์หาไม่เจอจริงๆ ก็มาโพสต์บอกนะครับ เดี๋ยวผมเอาลิงค์มาให้
ขอบคุณอีกครั้งครับ คุณต้นกล้า ในความพยายามของคุณและที่จะกรุณานำลิงค์มาให้ เพิ่มความรวดเร็วขึ้นไม่ต้องไปค้นหาเองให้เสียเวลามากขึ้น
มันคือหน้ากาลหรืเกียรติมุข เป็นเรื่องเล่าว่า มีสองตาตาหนึ่งสว่างตาหนึ่งมืด ก็คือ มีกลางวันและกลางคืน มี12ปาก ก็หมายถึงมี 12 เดือน แต่ละปากมีฟัน30ซี่ ก็หมายถึงในหนึ่งเดือนมี30วัน ตัวนี้จะกลืนกินทุกสิ่งทุกอย่างแม้กระทั้งตัวของมันเอง ตัวที่ว่านี้คือ กาลเวลาครับ
ขอบคุณครับ คุณมันแกว
ผมอยากรู้ครับจึงได้ถาม และท่านได้ทำให้กระผมสมความอยากอีกหนึ่งครั้ง และความอยากก็ยังมีต่อๆ ไปอีก ทั้งอยากได้ อยากมี อยากเป็น อยากเอา อยากสุข มันกลับหาแต่เรื่องจะทุกข์ใส่ตัว
หากกระจกไม่มีฝุ่นละอองมันจะจับได้ยังงัย
โดย...นาวาเอก(พิเศษ) วุฒิ อ่อนสมกิจ
พิมพ์ลงในนิตยสาร “ธรรมจักษุ”
พระกาลตามคติโบราณเป็นเทวรูปองค์หนึ่ง ลักษณะมี 4 กร ทรงนกแสกเป็นพาหนะ ชาวบ้านถือกันว่า ถ้านกแสกร้องแซ้ก บินถาข้ามหลังคาเรือนของใครในเวลาดึก เป็นสัญญาณบอกให้รู้ล่วงหน้าว่า คนที่นอนป่วยอยู่ในเรือนนั้น จะต้องตายในไม่ช้า แสดงว่า เวลานกแสกบินผ่านมาก็เป็นรางว่าพระกาลท่านเสด็จมาเพื่อจะคร่าเอาชีวิตคนเจ็บไป คนทั้งหลายจึงกลัวนกแสกร้องในเวลากลางคืน
คติทางพระพุทธศาสนา กล่าวถึงพระกาลองค์นี้ลักษณะเป็นปริศนาธรรมว่า "มียักษ์อยู่ตนหนึ่ง มีตาอยู่ 2 ข้าง ข้างหนึ่งสว่าง อีกข้างหนึ่งริบหรี่ มีปากอยู่ 12 ปาก มีฟันไม่มาก แต่ละปากมี 30 ซี่ กินสัตว์ทั่วทั่งปฐพี ยักษ์ตนนี้คือใคร?" ท่านถอดใจความไว้ว่า ยักษ์ตนนี้ก็คือพระกาล ซึ่งหมายถึงกาลเวลานั่นเอง ที่ว่ามีตา 2 ตา ท่านหมายถึงเวลากลางวันและกลางคืน ที่ว่ามีปากอยู่ 12 ปาก หมายถึงในรอบ 1 ปี มี 12 เดือน และที่ว่ามีฟัน 30 ซี่ หมายถึงแต่ละเดือนมี 30 วัน เมื่อกาลเวลาล่วงเลยไป มันกลืนกินชีวิตมนุษย์ และสัตว์พร้อมทั้งตัวมันเองด้วย
พระพุทธองค์ทรงแนะให้พุทธบริษัทพิจารณาทุกวันๆ ว่า เรามีความแก่ เจ็บ ตาย เป็นธรรมดา ไม่ล่วงพ้นความแก่ เจ็บ ตายไปได้ และเมื่อถึงวาระนั้น ต้องละทิ้งทุกสิ่งทุกอย่างไม่ว่าจะเป็นทรัพย์ศฤงคาร ยศ ศักดิ์ และฐานะ มีแต่ผลของกรรมเท่านั้นที่ติดตัวไปได้ จึงควรทำความดีให้มาก
ขณะมีชีวิตอยู่ ควรสำรวจตนเองอยู่เสมอว่า วันคืนล่วงไปๆ บัดนี้เรากำลังทำอะไรอยู่ และสิ่งที่ทำนั้นคุ้มค่ากับชีวิต และเป็นประโยชน์ต่อสังคมหรือไม่เพียรไร ถ้าคุ้มค่าและเป็นประโยชน์นั่นหมายถึงว่า เราไม่ยอมปล่อยให้กาลเวลากลืนกินเราฝ่ายเดียว แต่เรากลับกินกาล คือใช้มันไปอย่างคุ้มค่าและเป็นประโยชน์ที่สุด
http://mahamakuta.inet.co.th/T-BOOK/december-47.html
ความอยาก เป็นเรื่องปกติวิสัยของคนที่ยังมีกิเลส และเวียนว่ายตายเกิดในวัฎสงสารนี้ครับ ความอยากบางอย่างทำให้เราเป็นทุกข์ทั้งกาย ทุกข์ทั้งใจ แต่บางอย่างก็ทุกข์ทางกาย แต่มีความสุขทางใจนะครับ..ที่สำคัญพอๆ กันก็คือ ความไม่อยากครับ ไม่อยากได้ ไม่อยากมี ไม่อยากเป็น นี่ก็เป็นทุกข์เหมือนกันครับ...แต่การหาสุขได้จากทุกข์นี่สุดยอดเลยละครับ
ขอบคุณอีกครั้งครับ คุณต้นกล้า ที่นำเนี้อหามาให้ พร้อมทั้งลิงค์ตามที่พูดไว้ ขอให้ได้พบพระธรรมตามที่ต้องการ ไม่ว่าจะอยู่เพศไหน ฆราวาสหรือสมณ
คุณมันแกว จริงครับความอยากนี้มันตัดยากจริงๆ และมันก็ก่อให้เกิดทุกข์ ชีวิตนี้คงไม่สิ้นทุกข์ก่อนที่จะตายแน่ๆ จึงพยายามจ้องตากับความอยากและความทุกข์ เพื่อให้มันเห็นชัดเจนไปเลย ดังวลีที่ท่านพุทธทาส กล่าวไว้ว่า "เห็นทุกข์สนุกดี" แม่ชีศันสนีย์ก็บอกว่า "ทุกข์มีไว้ให้เห็นไม่ใช่มีไว้ให้เป็น" อีกวลีของท่านพุทธทาสก็กล่าวว่า "อย่าเป็นทุกข์ให้โง่ คนเราไม่ได้เกิดมาเพื่อที่จะเป็นทุกข์"
ขอบคุณ คุณหญ้าบัว ที่เข้ามาอ่านแม้จะโดยบังเอิญ ก็หวังว่าจะบังเอิญต่อไปนะครับ ธรรมะสวัสดี