เกร็ดเล็กเกร็ดน้อยของ....ไม้กฤษณาหรือไม้หอม(2)

จากตอนที่ 1 เรื่องเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยของ....ไม้กฤษณาหรือไม้หอม วันนี้จะขอเล่าต่อในส่วนประโยชน์จากส่วนต่างๆของกฤษณาดังนี้

การนำส่วนต่างๆของกฤษณามาใช้ประโยชน์

น้ำมันกฤษณา เป็นยาบำรุงหัวใจ แก้โรคท้องอืดท้องเฟ้อ โรคลำไส้ โรคกระเพราะอาหาร โรคตับ ซึ่งในประเทศไทยรู้จักในนามกฤษณากลั่น ใช้ในพิธีกรรมทางศาสนา ใช้ทาตัวเพื่อป้องกันไรในทะเลทราย เป็นเครื่องประทินผิว ใช้ทำหัวน้ำหอม ใช้กระตุ้นอารมณ์ทางเพศ

ชิ้นไม้กฤษณา ใช้บดผสมเป็ยยาบำรุงหัวใจในเลือด ใช้ในพิธีกรรมทางศาสนา ใช้ระงับอารมณ์โมโหดุร้าย ผ่อนคลายความตึงเครียด บำรุงสมอง ทำให้เกิดอารมณ์สุนทรีย์

น้ำกลั่นกฤษณา ใช้ทำสบู่หอม ยาสระผม เครื่องประทินผิว ใช้ทำสปาระงับความเครียดหรือรับประทานเป็นประจำเป็นยาแก้ท้องอืด ท้องเฟ้อ ท้องเป็นเถาดาน ฯลฯ

กากกฤษณาหลังจากการกลั่น ใช้ทำผงธูปหอม เครื่องป้นต่างๆ

เปลือกกฤษณา ชั้นนอกใช้ทำยากันยุง ชั้นกลางใช้เป็นเครื่องจักสาน ชั้นในใช้ทอเสื้อผ้า เชือกป่าน

ใบกฤษณาหลังจากเกิดกฤษณาแล้ว น้ำจากใบเป็นยารักษาโรคภูมิแพ้ รักษาโรคเบาหวาน ใช้เป็นสีในการทำธูปสีเขียว ใช้กลั่นน้ำมัน ฯลฯ

กิ่งไม้กฤษณา ใช้ทำดอกไม้จันทน์ ใชบดทำปาร์ติเกิ้ล ไม้อัด ทำธูป ใช้ทำเยื่อกระดาษ

เนื้อไม้กฤษณา ใช้บดทำปาร์ติเกิ้ล ไม้อัด ธูป วอลเปเปอร์ ใช้ทำเฟอร์นิเจอร์ ใช้ในการก่อสร้าง ใช้ทำเยื่อกระดาษ

เมล็ด ใช้เมล็ดทำน้ำมันกฤษณา

นอกจากนี้ยังมีผลิตภัณฑ์ที่ผลิตมาจากกฤษณาอีกที่กำลังเป็นที่นิยมกันก็คือ ชากฤษณา หรือ Jin Ko Tea ซึ่งผลิตมาจากยอดอ่อนของกฤษณา ที่มีใบไม่เกิน 3 ใบ และต้องทำการเก็บในช่วงใกล้สว่างแต่ยังไม่มีแสง นำมาเก็บในที่ที่มีความชื้นและอุณหภูมิเฉพาะเพื่อรักษาคุณภาพ จากนั้นก็นำมาตากและบดเป็นผงต่อไป (วิธีการคร่าวๆ) ชากฤษณานี้ จากการสอบถามผู้ผลิตรับทราบข้อมูลว่าตลาดญี่ปุ่นมีความต้องการสูงมาก ร้อยละ 98 ของที่ผลิตได้จะถูกส่งออกนอกประเทศ

จากข้อมูลที่นำมาเล่าสู่กันฟังข้างต้น เป็นข้อมูลที่ได้มาจากการสอบถามและเอกสารของคุณ เฉลิมชัย สมมุ่ง ประธานชมรมไม้กฤษณา (ไม้หอม) แห่งประเทศไทย ซึ่งตัวผมเอง ก่อนนี้หน้านี้ก็ไม่มีความรู้มากนักเกี่ยวกับการผลิตไม้กฤษณาทั้งที่ กฤษณาเองก็เป็นพืชที่ปลูกกันมากในจังหวัดตราด ทำรายได้มหาศาลในแต่ละปี มีการคาดการณ์กันว่าร้อยละ 30 ของผลผลิตทั้งประเทศมาจากจังหวัดตราด ข้อมูลดังกล่าวเองผมเพียงนำมาลงเพื่อการแลกเปลี่ยนเรียนรู้กัน คงไม่ได้เป็นการชี้แนะหรือส่งเสริมให้แต่ประการ หากผู้ที่สนใจควรใช้ดุลยพินิจในการตัดสินใจด้วย เพราะในปัจจุบันมีผู้นำชื่อของไม้กฤษณา โดยเฉพาะจากจังหวัดตราด ไปหาผลประโยชน์เป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะในเรื่องของการขายพันธุ์ เช่นเมื่ออาทิตย์ที่ผ่านมา ได้มีโอกาสรับคณะดูงานจากจังหวัดน่าน ได้รับทราบข้อมูลว่ามีการขายกล้าไม้กฤษณาในราคาต้นละ 20 - 30 บาท ทั้งๆที่ราคานะแหล่งผลิตมีราคาไม่เกิน 10 บาท ในตอนต่อไปผมจะนำเรื่องของหนึ่งตำบลหนึ่งฟาร์มตำบลนนทรีย์ อำเภอบ่อไร่ จังหวัดตราด ที่ดำเนินการส่งเสริมการขยายพันธุ์กล้าไม้กฤษณาในพื้นที่อำเภอบ่อไร่มาแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับทุกท่านต่อไป