เล่าเรื่องสิงคาลกสูตร ๒

พระพุทธเจ้าเริ่มต้นธรรมเทศนาต่อนายสิงคาลกะด้วย การละกรรมกิเลส ๔ ประการ... ดังนั้น ผู้เขียนจะเิริ่มต้นด้วยการอธิบายความหมายของกรรมกิเลส...

กรรม + กิเลส = กรรมกิเลส

กรรม แปลว่า การกระทำ

กิเลส แปลว่า ความเศร้าหมอง 

ดังนั้น กรรมกิเลส จึงแปลว่า การกระทำที่เป็นเหตุแห่งความเศร้าหมอง หรือ ความเศร้าหมองที่เกิดจากการกระทำ ซึ่งมี ๔ ประการคือ

  • ปาณาติบาต          การฆ่าสัตว์
  • อทินนาทาน          การลักขโมยสิ่งที่เขาไม่ได้ให้
  • กาเมสุมิจฉาจาร   การประพฤติผิดในกาม
  • มุสาวาท                การพูดเท็จ

ประเด็นว่า การกระทำ ๔ ประการเหล่านี้ก่อให้เกิดความเศร้าหมองอย่างไร ? ...ผู้เขียนคิดว่าหลายคนคงจะพอซึมซับสิ่งเหล่านี้ได้ ดังเช่น เราทุกคนรักชีวิต และเราก็ใช้ตัวเองเป็นเครื่องเปรียบเทียบได้ว่า คนอื่นๆ หรือสัตว์อื่นๆ ก็คงจะรักชีวิตเช่นเดียวกันเรา เมื่อเราทำร้ายหรือฆ่าสัตว์อื่นก็ย่อมมี ความรู้สึกผิด เกิดขึ้นภายในใจมากบ้างน้อยบ้างแตกต่างกันไป... ซึ่งความรู้สึกผิดภายในใจ ที่ทำให้ใจหดหู่ภายในนี้เองเรียกว่า ความเศร้าหมอง....

การลักขโมยสิ่งของผู้อื่นก็เช่นเดียวกัน ย่อมก่อให้เกิดความเศร้าหมองภายในใจ เพราะเราย่อมรู้ซึ้งทุกคนว่า ของของใคร ใครใครก็ห่วง ดังนั้น ถ้าไม่อยากจะให้จิตใจเกิดความหดหู่ภายใน ก็ไม่ควรลักขโมยของผู้อื่น....

การประพฤติผิดในกาม กล่าวคือ การเป็นชู้กับผัวเขาหรือเมียเขา ก็จัดว่าเป็นความเศร้าหมองภายใน... จริงอยู่แม้ผู้กระทำอาจรู้สึกว่าเป็นการสนุก แต่ความทุกข์ใจที่จะต้องปกปิด ต้องคอยหลบซ่อนในการกระทำ เป็นต้น จัดเป็นความเศร้าหมองซึ่งผู้กระทำย่อมสำเนียกได้โดยตัวเอง...

ละ การพูดเท็จก็จัดเป็นความเศร้าหมอง เพราะเกรงว่าเขาจะจับได้ว่าพูดไม่จริง ต้องคอยหลีกเลี่ยงด้วยคำพูด หรือต้องเสกสรรปั้นแต่งเรื่องโกหกต่อไป เป็นต้น นั่นคือ สภาพภายในใจของผู้พูดเท็จจะไม่ปกติ คุ่กรุ่นอยู่ด้วยความรู้สึกบางอย่างเพื่อตกแต่งคำเท็จออกมา... ประมาณนี้

กรรมกิเลส ๔ ประการนี้ พระพุทธเจ้าตรัสว่าเป็นสิ่งควรละ เพราะทำให้จิตใจเศร้าหมองในขณะที่กระทำดังที่ได้กล่าวมาแล้วประการหนึ่ง...

อีกประการหนึ่งก็คือ คนทั่วไปโดยเฉพาะบันฑิตย่อมตำหนิติเตียนผู้กระทำกรรมกิเลสเหล่านี้ (เพราะคนพาลอาจยกย่อง)....

.............

เมื่อพิจารณาการละกรรมกิเลส ๔ ประการเหล่านี้ ก็คือ ศีล ๔ ข้อแรกในบรรดาศีลห้านั่นเอง... แต่ไม่เป็นศีลห้า เพราะข้อการเว้นจากการดื่มสุราเมรัยนั้น พระพุทธเจ้าไม่ได้ตรัสไว้ในกรรมกิเลส โดยพระองค์ได้ตรัสการดื่มสุราไว้ในจำพวกอบายมุขหรือทางเสื่อมแห่งโภคะ...

ส่วนสาเหตุที่ไม่ทรงจัดการดื่มสุราและเมรัยไว้ในจำพวกกรรมกิเลสนี้ เป็นความลุ่มลึกทางธรรมเทศนา ซึ่งผู้เขียนจะนำมาเล่าในตอนต่อไป.... 

้้