การวิจัยเชิงปฏิบัติการ (Action Research)ประวัติความเป็นมาของการวิจัยเชิงปฏิบัติการ การวิจัยเชิงปฏิบัติการเริ่มต้นในปี ค.ศ.1940 เป็นต้นมาและนำไปใช้อย่างหลากหลายทั้งในวงการศึกษา การพัฒนาสังคม องค์กรธุรกิจ จุดกำเนิดที่สำคัญของงานวิจัยเชิงปฏิบัติการ คือ ความพยายามในการแสวงหาความรู้ในการแก้ไขปัญหาที่เผชิญอยู่แต่เนื่องจากในอดีตที่ผ่านมาสังคมให้การยอมรับในระดับสูงต่อการวิจัยที่ผลิตองค์ความรู้ที่ชัดแจ้งโดยนักวิจัยวิชาการหรือผู้เชี่ยวชาญแต่ก็พบจุดอ่อนของการวิจัยแบบดั้งเดิมที่ความรู้ไม่สามารถนำไปใช้ได้จริงในบริบทของพื้นที่ที่มีความหลากหลายและพลวัตซึ่งนำมาสู่กระบวนการสร้างความรู้และใช้ความรู้โดยผ่านการวิจัยเชิงปฏิบัติการ “ถ้าอำนาจคือความรู้ ความรู้คืออำนาจ องค์กร ผู้เชี่ยวชาญ นักวิชาการก็เป็นผู้มีอำนาจในขณะที่ประชาชนรากหญ้าไร้อำนาจ ไร้ความรู้ การวิจัยเชิงปฏิบัติการจะช่วยเติมช่องว่าง ช่วยเสริมอำนาจของผู้ด้อยกว่าโดยผ่านกระบวนการผลิตความรู้” ความหมายของการวิจัยเชิงปฏิบัติการ การวิจัยเชิงปฏิบัติการตั้งอยู่บนฐานความเชื่อที่ว่า ความรู้ของมนุษย์เกิดขึ้นจากความมุ่งมั่นร่วมที่จะปฏิบัติการและสร้างความเข้าใจร่วมกัน การวิจัยไม่จำเป็นต้องดำเนินการโดยผู้เชี่ยวชาญภายนอกเท่านั้น ดังนั้นการวิจัยเชิงปฏิบัติการจึงเสมือนเป็นสะพานเชื่อมระหว่างทฤษฎีและการปฏิบัติเข้าด้วยกัน การวิจัยเชิงปฏิบัติการ หมายถึง การนำความคิดไปสู่การปฏิบัติหรือการทดสอบทฤษฎีเพื่อนำไปสู่การปรับปรุงสภาพสังคมและเพิ่มพูนองค์ความรู้ การวิจัยเพื่อการเปลี่ยนแปลงสังคมในบริบทที่เป็นจริง การศึกษาสถานการณ์ทางสังคมโดยผู้ที่เกี่ยวข้องกับสถานการณ์นั้นเพื่อการปรับปรุงการกระทำของตนเองและเพิ่มคุณภาพความเข้าใจในปรากฏการณ์ และเป็นกระบวนการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่องระหว่างการสืบสวนค้นคว้า (Inquiry) และการกระทำ (Action) ระหว่างการปฏิบัติ (Practice) และการคิดเชิงนวัตกรรม (Innovative Thinking) หมุนเป็นวงเกลียวของการตัดสินใจปฏิบัติ (Practical Decision Making) และการประเมินผลสะท้อนกลับ (Evaluation Reflection) การวิจัยเชิงปฏิบัติการ คือ กระบวนการค้นหาความรู้อย่างลุ่มลึกเป็นระบบร่วมกันของทีมงาน มีจิตใจใฝ่รู้เพื่อแสดงความรับผิดชอบต่อการสร้างความรู้ให้กับชุมชน พร้อมทั้งการประเมินการทำงานของตนเองและเพื่อสนับสนุนการแก้ไขปัญหาอย่างมีส่วนร่วมอันจะนำไปสู่การพัฒนาความเป็นมืออาชีพอย่างต่อเนื่อง ภายใต้นิยามความหมายที่หลากหลายของการวิจัยเชิงปฏิบัติการพบว่ามีประเด็นร่วมที่เป็นแนวคิดหลักของการวิจัยเชิงปฏิบัติการดังนี้1. การมีส่วนร่วม (Participation)2. ความร่วมมือ (Collaboration) โดยเสมอภาค 3. กระบวนการสืบสวนค้นคว้า (Inquiry Process)4. การเสริมพลังทวีคูณ (Empowerment)5. การสะท้อนกลับอย่างลุ่มลึก (Critical Reflection)6. การสร้างความรู้เพื่อการเปลี่ยนแปลงทางสังคม (Knowledge on Social Change)ทั้งหมดที่กล่าวมาจะต้องใช้กระบวนการเรียนรู้ร่วมกันเป็นเป็นทีมในการดำเนินการตัดสินใจร่วมกันของสมาชิกในกลุ่มเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงและการควบคุมทางสังคมในเชิงบวก ดังนั้นจุดมุ่งหมายของการวิจัยเชิงปฏิบัติการนั้นเพื่อการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้น ความรู้ที่ผลิตจากการวิจัยเชิงปฏิบัติการจะต้องเป็นความรู้ที่สามารถนำไปปฏิบัติและเกิดประโยชน์ต่อวิถีชีวิตประจำวันของประชาชนและชุมชน หากการวิจัยเชิงปฏิบัติการขาดการสะท้อนกลับและเรียนรู้ทำความเข้าใจจะเปรียบเสมือนคนตาบอดเฉกเช่นเดียวกับทฤษฎีหากปราศจากการกระทำจริงทฤษฎีก็ไม่มีความหมายและการวิจัยเชิงปฏิบัติการมิได้เป็นเพียงการสร้างความรู้ที่นำไปใช้ได้จริงเท่านั้นแต่จะเป็นการสร้างความสามารถใหม่ในการผลิตความรู้ด้วย ฐานความคิดของการวิจัยเชิงปฏิบัติการØ หลักการกระจายอำนาจ (Decentralization) หากไม่รู้ไม่เข้าใจบริบทพื้นที่ (Local Content) ก็จะไม่สามารถแก้ไขปัญหาที่หลากหลายของพื้นที่ได้ การวิจัยเชิงปฏิบัติการเชื่อในความรู้ที่แตกต่างหลากหลายของพื้นที่ว่ามิใช่มีชุดความรู้เพียงชุดเดียวØ หลักการไม่ยึดติดระเบียบวิธีวิจัย (Deregulation) แบบดั้งเดิมที่ต้องสามารถสร้างข้อสรุปทั่วไป (Generalization) ได้ข้อสรุปของพื้นที่หนึ่งไม่จำเป็นต้องเหมือนกับอีกพื้นที่หนึ่งØ หลักการประสานความร่วมมือ (Cooperation) ในกระบวนการสืบสวนค้นคว้า (Inquiry Process) มิใช่มาจากนักวิจัยภายนอก แต่มาจากผู้ที่เกี่ยวข้อง (Stakeholders) หรือสมาชิกในชุมชน (Local Member) ที่มีวัฒนธรรมของการสืบสวนค้นคว้า (Culture of Inquiry) ร่วมกันØ แตกต่างจากการวิจัยเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพแบบดั้งเดิม โดยเน้นที่กระบวนการสะท้อนกลับระหว่างการปฏิบัติ (Reflective Practice) คุณลักษณะที่สำคัญของการวิจัยเชิงปฏิบัติการ มีดังนี้1. มีบริบทที่เชื่อมโยงกับปัญหาในชีวิตจริง2. เป็นการสืบสวนค้นคว้าที่ทุกฝ่ายร่วมมือกันอย่างจริงจัง3. ให้ความสำคัญกับความหลากหลายของประสบการณ์และความสามารถของผู้ปฏิบัติ4. คุณค่าและความหมายใหม่ที่เกิดขึ้นจากกระบวนการสืบสวนค้นคว้านำไปสู่การปฏิบัติการที่สร้างคุณค่าใหม่ให้แก่สังคม5. ความเชื่อถือในความเที่ยงตรงของความรู้จากการวิจัยเชิงปฏิบัติการ พิจารณาจากความสามารถในการแก้ไขปัญหาหรือเพิ่มอำนาจของผู้ที่เข้าร่วมกระบวนการในการควบคุมปัญหา ขั้นตอนกระบวนการของการวิจัยเชิงปฏิบัติการ มีดังต่อไปนี้1. การวางแผน (PLAN) พัฒนาแผนการวิจัยเชิงปฏิบัติการ กำหนดประเด็นปัญหาที่ต้องการตรวจสอบและตกลงแนวทางร่วมกันกับผู้ร่วมงาน2. การปฏิบัติ (ACT) ดำเนินการตามแผน หากเป็นการดำเนินการในวงรอบที่สองจะต้องนำผลการวิจัยในรอบที่หนึ่งมาปรับปรุงการดำเนินงาน3. การสังเกต (OBSERVED) เก็บรวบรวมข้อมูลโดย- การดำเนินการรวบรวมผ่านการประเมินแบบมีส่วนร่วม- การสังเกต (รวบรวมข้อมูล) จะได้รับการวางแผนล่วงหน้า- การบันทึกต้องตอบสนองเป้าหมาย- การรวบรวมข้อมูล กระบวนการและผลภายใต้บริบทจริง- ระดับการรวบรวมข้อมูลดำเนินการทั้งในระดับปัจเจกบุคคลและกลุ่ม4. การสะท้อนการปฏิบัติ (REFLECTION) เป็นกระบวนการที่ทำให้เกิดความกระจ่างชัดในความหมายของประสบการณ์ (ปัจจุบันและอดีต) ความหมายของตนเอง (Self) และความหมายที่สัมพันธ์กับภายนอก- ข้อมูลที่รวบรวม/สังเกตจะนำมาอภิปรายในกลุ่มเพื่อหาทางเลือกในการวางแผนต่อไป- การสะท้อนกลับรวมถึงการสะท้อนเกี่ยวกับตนเองโดยผู้ร่วมงานเป็นผู้สะท้อนร่วมกัน- ขั้นใคร่ครวญคิดให้เป็นระบบและชัดเจนสิ่งที่สำคัญ กล่าวคือ กระบวนทัศน์ที่ต้องมีแนวคิด Critical Theory (เรียนรู้เชิงวิพากษ์ต่อสรรพสิ่งนำทฤษฎีและการปฏิบัติมาเป็นกระบวนการเชิงวิพากษ์)
การวิจัยเชิงปฏิบัติการ
การวิจัยเชิงปฏิบัติการ
ความเห็น
ยังไม่มีความเห็น
บทความในวันเดียวกัน
นาย somchouw เชาว์ kaewvongsa · 27 ก.ย. 2550
BM.chaiwut · 27 ก.ย. 2550
Prof. Vicharn Panich · 27 ก.ย. 2550
นาย ปิยะราชย์ เจตน์ ตั้งจิตอนันต์ · 27 ก.ย. 2550
กลุ่มคนรักถิ่น · 27 ก.ย. 2550
นพ. วัลลภ พรเรืองวงศ์ · 27 ก.ย. 2550