วันนี้เป็นวันพระ ๑๕ ค่ำ ชาวพุทธผู้ยังมีความเชื่อมั่นในบุญก็ยังคงไปวัดเอาอาหารไปถวายพระ สมาทานศีล ทำจิตให้สงบกันอยู่ ผมไม่ได้ไปวัดกับเขา เพราะตั้งใจจะไปในวันพรุ่งนี้ ทางบ้านผมถือว่าเป็นวันรับตายาย อีก ๑๕ วันจึงเป็นวันส่ง เมื่อมีโอกาสก็ต้องสะสมไว้ก่อน สิ่งที่บรรพบุรุษฝากไว้ ทุกอย่างต้องมีเหตุผล เพียงแต่เราไม่รู้เท่านั้นเอง

   ตอนเย็นจึงไปตลาดชุมพร เข้าไปในตลาดสดต้องอุดจมูก เพราะผมบอบบางต่อกลิ่นคาวทั้งหลายมากๆ เกิดมาแสนอาภัพ จมูกดันมาไวกับเรื่องเหล่านี้

   หลังจากซื้อเครื่องในสัตว์จึงนำไปแช่ในตู้เย็นที่บ้าน โดยหวังว่าเมื่อแม่มา แม่จะได้ทำ วันรุ่งขึ้นผมจะได้ไปวัด

   ผมกลับมาถึงบ้านเห็นว่า มันน่าจะมีอาหารมากกว่านี้ จึงไปซื้อปลาโอที่หน้าซีเฟรสมาหนึ่งตัว จัดการก่อไฟด้วยเตาถ่าน (ก่ออยู่นาน) และนำมาขึ้นไปย่างบนเตา  จากนั้นจึงต้มข้าวต้มไปด้วย ข้าวต้มสุกก่อน ผมจึงกินข้าวต้มไปด้วย ย่างปลาไปด้วย กลัวเหลือเกิน กลัวปลาไม่สุก กลัวว่าพระจะฉันไม่ได้ แต่คงฉันไม่ได้อยุ่แล้วเพราะอาหารน่าจะเยอะอยู่ อย่างไรเสียก็ต้องทำให้ดี กินข้าวเสร็จ รอปลาสุก แม่มาพอดีประมาณ ๑ ทุ่ม แม่เก็บปลาบนเตาไฟที่กำลังจะมอด และสุมไฟใหม่เพื่อปรุงพุงวัวต้มยำ พี่สาวถามว่า อ้าวไหนไม่กินเนื้อแล้วซื้อมาทำไม ผมก็ตอบไปว่า ไม่ได้ซื้อมากินเอง แม่บอกว่า ต้มพุงวัวต้องตั้งไฟให้นานเพื่อให้เนื้อเปื่อย แม่ซื้อกุ้งสดมาด้วย กิโลละ ๑๒๐ บาท ดีเลย งั้นก็ทำต้มยำด้วยเพื่อใส่ปิ่นโตไปถวายพระ

   ผมโทรศัพท์นัดน้องสะใภ้ที่กำลังท้องได้ ๒ เดือน "วันพรุ่งนี้ เจ็ดโมงครึ่งจะไปรับและไปทำบุญที่วัดด้วยกัน" เขารับปาก เพราะทราบดีว่า น้องชายผมคงไม่ว่างที่จะนำพาเมียตัวเองไปทำบุญแน่นอน

   แม่บอกว่า วันพรุ่งนี้ประมาณตี ๓ แม่จะทำน้ำปลาหวานเพื่อไว้ให้พระแกะปลาย่าง (ครั้งแรกในชีวิตของผมกับการย่างปลาถวายพระ) จิ้มจุ่มแล้วฉันกับข้าว นอกจากนั้น จะเตรียมต้มยำ ในวันพรุ่งขึ้น ประมาณตีสี่ แม่ก็ต้องออกจากบ้านอีก คงปล่อยให้ผมนี่แหละไปรับตายาย

......สาธุ......

   ไม่รู้ว่าหลังจากที่คนช่วงอายุอย่างผมตายลงไป ลูกหลานจะยังรักษาประเพณีแบบนี้อยู่หรือไม่ หรือว่ามัวแต่หลับหูหลับตาตั้งหน้าตั้งตาหาเงินมาเลี้ยงชีวิตอย่างเดียว....