วันก่อนผมอ่านหนังสือพิมพ์ The Times of India มีข่าวเล็กๆ เกี่ยวกับนักธุรกิจซอฟท์แวร์อินเดียที่เป้นมุสลิมที่รวยที่สุดในโลก ได้แก่นาย Azim Premji ข่าวอ้างมาจากหนังสือพิมพ์ Wall Street Journal ที่รายงานหน้าแรกว่า เจ้าของบริษัท WIPRO บริษัทอินเดียด้านไอที ซึ่งโตมาจากการทำฟาร์มน้ำมันพืชและเป็นเพียงธุรกิจในครอบครัว แต่ได้หันมาสู่ธุรกิจไอที เนื่องจากเห็นศักยภาพของอินเดียที่มีวิศวกรไอทีจำนวนเยอะมาก และด้วยความได้เปรียบนี้ทำให้ WIPRO ผลิตซอฟท์แวร์บริการให้ผู้ประกอบการตะวันตก ไม่ว่าจะเป็นโรงงานต่างๆ สายการบินและอื่นๆ ทำให้บริษัท WIPRO มีรายได้จากงานบริการนี้ 17 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ ซึ่งเมื่อจัดอันดับนักธุรกิจมุสลิมทั่วโลกแล้ว นาย Premji ทิ้งห่างนักธุรกิจมุสลิมชาติอื่นอย่างมาก
นาย Premji กล่าวว่า เขาเป็นอินเดียที่ไม่ได้แบ่งแยกว่าเป็นอินเดียมุสลิมหรืออินเดียฮินดู แต่เขาเป็นคนอินเดีย
การที่คนจากประเทศกำลังพัฒนาสามารถสร้างธุรกิจขึ้นมาและประสบความสำเร็จระดับโลกได้ก็เพราะการค้าขายระหว่างประเทศเปิดเสรีมากขึ้น ซึ่งอาจถือว่าเป็นข้อดีของโลกาภิวัฒน์ได้เหมือนกัน
วันที่ 1-3 ตุลาคมนี้ ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์
จะมีงานแสดงสินค้าและเจรจาความร่วมมือไทย-ภูมิภาคตะวันออกเฉียงเหนือของอินเดีย นำโดยรัฐมนตรีกระทรวงพัฒนาภูมิภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และมุขมนตรีประจำรัฐทั้ง 8 แห่งในภูมิภาคตะวันออกเฉียงเหนือของอินเดีย มาทำความรู้จักและหาโอกาสทางธุรกิจอาหารแปรรูป ชา ยางพารา หัตถกรรมและจักสาน อุตสาหกรรมก่อสร้าง พลังงาน และการท่องเที่ยว และกระชับความสัมพันธ์สู่เป้าหมายการพัฒนาเศรษฐกิจร่วมกัน
อินเดีย คู่ค้าที่มีศักยภาพ อินเดียตลาดใหม่ที่น่าจับตา
ใช่แล้วครับ นับตั้งแต่อินเดียเปิดประเทศมาสิบกว่าปี ได้พัฒนาเศรษฐกิจเป็นอย่างมาก รัฐต่างๆ พยายามที่จะพัฒนาตนเองเป็นอย่างมาก ทางใต้ของประเทศดูจะไปได้เร็วกว่าทางเหนือ ทำให้ปัจจุบัน รัฐพยายามส่งเสริมให้กระจายการพัฒนาไปยังภูมิภาคอื่น เช่นตะวันออกเฉียงเหนือนี้ <div class="info">รัฐมนตรีท่านนี้รู้จักประเทศไทยและมีความรู้สึกที่ดีกับประเทศไทย ท่านเห็นว่านักธุรกิจไทยนั้นน่าจะมีความเหมาะสมในหลายๆ ด้านที่จะไปลงทุนในภูมิภาคดังกล่าวโดยเฉพาะเรื่องการสร้างถนน และสร้งเขือนพลังน้ำซึ่งบริษัทของไทยมีความสามารถในระดับระหว่างประเทศ</div><div class="info">ผมเห็นว่านักธุรกิจไทยและอินเดียควรจะได้ทำความรู้จักและใกล้ชิดกันให้มากขึ้นครับ เพราะทั้งสองประเทศไม่ได้เป็นคู่แข่งกันโดยตรงแต่สามารถเสริมกันได้ในหลายๆเรื่อง โดยเฉพาะการถ่ายทอดความรู้ให้กับนักธุรกิจไทย การก้าวไปสู่ตลาดโลกซึ่งอินเดียมีความชำนาญกว่า</div><div class="info">ที่สำคัญคนอินเดียก็มองไทยในแง่ดีมาโดยตลอดและนิยมมาท่องเที่ยวในประเทศไทยมาก การได้รู้จักกันจะเป็นจุดเริ่มต้นให้มีความสัมพันธ์ทางการค้าและด้านอื่นๆตามมา</div><div class="info">ก็หวังว่าคนไทยจะได้ใช้โอกาสของการจัดงานแสดงสินค้าและการเจรจานี้กระชับความสัมพันธฺทางการค้ากับอินเดียต่อไปนะครับ</div>