จริยศาสตร์....สอน (เรียน) กันตอนไหน?
เมื่อ 2 อาทิตย์ที่แล้ว ไปเข้าอบรมการสอนจริยศาสตร์ ฟัง อ.มาโนช โชคแจ่มใส จาก ม.เชียงใหม่ สอนเต็มวัน รู้สึกสนุกมาก ได้ความรู้ และเปิดโลกทัศน์ได้อีกหลายหลืบมุม เนื่องจาก อ.มาโนช เป็นนิติเวช และยังจบแพทยศาสตรศึกษามาจาก Dundee ที่แพทย์ไทยไปอบรมแพทยศาสตรศึกษาที่นี่กันหลายต่อหลายรุ่นแล้ว (อ.ท่านแซวว่า มหาวิทยาลัยDundee เกือบจะยอมรับเงินบาทอยู่แล้ว) ผู้เข้าร่วมฝึกอบรมก็มีหลากหลาย มีทั้งแพทย์ พยาบาล ทันตะ ครู นักการศึกษา ประสบการณ์ varied จากไม่กี่ปี จนถึงกว่า 20-30 ปีก็มี
เราก็ได้มีโอกาสชำแหละ (พูดให้เสียวเล่นๆ) พรพ.ต่างๆ และเกณฑ์มาตรฐานแพทยสภาที่จะเป็นพื้นฐานในการที่ว่าเราจะสอน จะเตรียมอะไรให้แก่บัณฑิตแพทย์กันดี เลยไปถึงสอนอย่างไร ประเมินอย่างไร
ตัวผมเองไม่ได้เรียนแพทยศาสตรศึกษามาจากที่ไหน อบรมบ้างก็ตอนเป็นอาจารย์ใหม่ แต่ดันเขียนเป็นตุเป็นตะ บทความ จิตตปัญญาเวชศึกษา จนถึงบทนี้ก็ 26 ตอนแล้ว แต่เนื่องจากผมสนใจเรื่อง cognitive science เป็นต้นทุนส่วนตัว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เรื่อง moral development การพัฒนาจริยธรรมของมนุษย์ ก็มีโอกาสหยิบโน่นนี่ สมัครเป็นอาจารย์สอนวิชาจริยศาสตร์ทุกครั้งที่มีโอกาส และงานที่ทำ (palliative care) ก็เป็นอะไรที่ "เข้ากันได้" กับจริยศาสตร์อย่างเนียนทีเดียว
จะขอตั้งข้อสังเกตบางประการ คือว่า "ยุคสมัย" นี่ ผมคิดว่ามีผลต่อการรับรู้อะไรที่เราจะเรียกว่า ดี ไม่ดี ยอมรับได้ ยอมรับไม่ได้ อยู่เยอะทีเดียว ไม่ใช่เพราะแค่ "ปัจจัยเวลา" แต่เป็นกระแสสังคม การสื่อสาร ข้ามวัฒนธรรม ข้ามขอบเขตภูมิประเทศซึ่งเคยเป็นพรมแดนธรรมชาติ อวัยวะที่ชุมชนหนึ่งเห็นเป็นของส่วนตัว น่าละอาย ก็กลายเป็นอวัยวะที่อีกชุมชนหนึ่งเอามาโชว์ แสดง อวด เป็นของดี ของน่ามอง น่าจับต้่อง น่ามี ความเห็นที่แตกต่างหล่านี้ แต่ก่อนไม่ค่อยมีโอกาสมาชนกัน หรืออยู่ใกล้ๆกัน ตอนนี้ก็จะมีโอกาสที่จะมาเสียดสี ชนไหล่ กระทบสะโพกกัันบ่อยขึ้น

ส่วนหนึ่งของจริยศาสตร์ ประเพณี และวัฒนธรรม จะวางอยู่บน tolerance หรือความทน การเห็นเป็นเรื่องปกติ (norm) หลายๆอย่างก็จะคอยๆคืบคลานเข้ามาทดแทน เหมือนก่อนนี้เราแทบจะไม่เคยเห็นผู้หญิงใส่กางเกง เดี๋ยวนี้แม้กระทั่งส่วนราชการก็อนุญาต ความปกติแบบใหม่นี้เองที่ทำให้เกิดบริบทที่แตกต่า่งกันออกไป และ "วิวัฒน์" ไปตามครรลอง
ปัญหาอยู่ที่ี "จริยศาสตร์" นั้น ที่มาที่มีก็เพราะเพื่อการที่คนเราจะอยู่ร่วมกันได้อย่างเป็นสุข สร้างสรรค์ต่อตนเอง ครอบครัว และสังคม ดังนั้น "รอยต่อของการเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรม" จึงฝืด เกิดความหน่วง และรอยแตกบนสังคมได้ มากบ้าง น้อยบ้าง และหลายๆคนก็จะมองด้วยความเป็นห่วงเป็นใย มองดูด้วยความเสียใจ เสียดาย และบางทีก็น่าหวาดกลัว ว่าโลกนี้กำลังไปสู่อะไรกันนี่ เราจะยอมรับได้หรือไม่ ลูกหลานเราจะอยู่กันอย่างไร
เคยมีนักเรียนแพทย์เขียนบ่นมาทางกระดานข่าว (anonymous) ว่า "คิดไม่ถึงเลยว่า entrance เข้าแพทย์ได้แล้ว ยังต้องมานั่งเรียนวิชาทางสังคมศาสตรอยู่อีก" วิชาสังคมศาสตร์นั้น รวมทั้ง จริยศาสตร์ ด้วย "เมื่อไร จะสอนวิชาที่ทำให้ผมเป็นแพทย์เสียที?"
เคยมีหมอ (หรืออาจารย์แพทย์?) เขียนลงในกระดานข่าวว่า "ที่มีคำบอกว่า หมอจะต้องทำประโยชน์เพื่อเพื่อนมนุษย์ก่อนนั้น เขาคิดว่าหมดสมัยไปแล้ว เดี๋ยวนี้ ใครๆก็ต้องทำเพื่อตนเองก่อน แล้วจึงค่อยไปช่วยคนอื่นได้" เราก็รับทราบว่านี่เป็นการรับรู้ที่เิริ่มเปลี่ยนไป อาจจะไม่ได้เริ่มตอนนี้ แต่เิ่ริ่มกล้าเขียนแสดงออกในที่สาธารณะว่าเขาคิดอย่างไรกับปรัชญาวิชาชีพ กับ Altruism ทีีเราเคยเชื่อตามพระราชดำรัสของสมเด็จพระมหิตลาธิเบศร์ อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก ที่เราทุกคนเคยกล่าวปวารณาตนตอนเข้าเรียน ตอนจบการศึกษา (บางคนให้เหตุผลว่า ตอนนั้น เขาแค่ทำปากปะงาบๆเฉยๆ เพราะไม่แน่ใจว่าจะทำได้หรือไม่ ไม่ทราบว่าตั้งใจจะัหมายความว่าอะไร หมายความว่าเขาไม่ได้ปวารณาตัว อะไรทำนองนั้น??)
สำหรับอาชีพแพทย์นั้น ความสำเร็จนั้นไม่ได้ขึ้นกับแพทย์เลยตั้งแต่แรกเริ่ม เราจะวินิจฉัยอะไร แนะนำอะไร ให้แก่คนไข้ และประชาชนได้ ก็ต้องเริ่มต้นจากการสร้าง ความสัมพันธ์ที่วางอยู่บนความไว้เนื้อเชื่อใจ ไม่ใช่ความสัมพันธ์ประเภทเป็น contract หรือ ใบแสดงสัญญาลงนาม หรือ job description หรือ สัญญาว่าจ้าง แต่อย่างใด
เพราะสัญญาพวกนี้ วางอยู่บนกระดาษ ยึดตามคำเขียน ภาษา ซึ่งจำกัดมากๆ มนุษย์เราไว้วางใจกันไม่ได้วางอยู่บนอะไรที่เราขยุกขยุยลงไปแล้วเรียกว่าลายเซ็น แต่เป็นใจของเราขณะที่ให้สัญญาว่าเราจะทำ
ใน workshop นี้ ก็มีคำถาม คำวิจารณ์ ความคิดเห็นหลากหลาย ซึ่งดีมากๆ มีคำถามว่าเราควรจะสอนตอนไหน อย่างไร โดยใคร ฯลฯ
ทีนี้ผมนึกถึงคำพูดๆหนึ่ง มีคนเขียนให้ครูแพทย์ว่า "I am learning while you least expect it" คือนักเรียนบอกครูว่า ตอนที่ผมเรียนน่ะ ครูไม่รู้หรอกว่าผมเรียนกันตอนไหน และมันมักจะเป็นตอนที่ครูคิดถึงน้อยที่สุดซะละมากกว่า

นั่นคือถ้าหากครูคิดว่าเด็กนักเรียนจะพัฒนาเจตนคติที่ดี ทัศนคติต่อวิชาชีพ คุณธรรมจริยธรรม ก็จาก Ethical classroom หรือ block Ethics หรือ วิชาจริยศาสตร์ แล้ว ก็จงเตรียมความแปลกใจ และผิดหวังได้ ของแบบนี้ เด็กเขาเรียนรู้่ตอนที่ "บริบทจริงต้องการ และอาจารย์ทำอย่างไรกับบริบทจริงนั้น" ต่างหาก
ไม่แปลกอะไรที่ตอนเราสอน communication skill เราเตรียมคนไข้จำลอง เด็กก็จะพูดจาไพเราะอ่อนหวาน ให้เราประเมิน ให้เราเห็น แต่ขอเพียงเด็กไปเห็นแพทย์ใช้ทุน แพทย์ประจำบ้าน หรืออาจารย์แพทย์เอง ดุคนไข้ ว่าคนไข้ แสดงกิริยาบางอย่างออกไป ที่ห้องฉุกเฉิน ที่ห้องผ่าตัด ที่ในหอผู้ป่วย แล้วเด็กจะเลือกจำอะไรไปปฏิบัติ ที่เหมือนบริบทจริงมากที่สุดแทน เพราะการเีรียนรู้จากบริบทจริงจะเป็นการเรียนรู้ที่จำได้ และออกมาตอนที่นักเรียนไปเจอบริบทใกล้เคียงกันในอนาคต สภาพในห้องเรียนจำลองนั้น ก็จะไม่เหมือนเท่าบริบทจริงที่แพทย์ใช้ทุน แพทย์ประจำบ้าน หรืออาจารย์แพทย์ กำลังทำงานจริงๆให้เด็กนักเรียนดู ไม่ต้องไปบอกเด็กหรอกนะครับว่า "ตอนนี้ไม่นับ ตอนนี้อุ๊บอิ๊บ" เพราะเด็กจะจำไปแล้ว
ฉะนั้นคำถามที่ว่า "เราสอนจริยศาสตร์กันตอนไหน" นั้น ยังไม่ relevant เท่ากับว่า "นักเีรียนเรียนจริยศาสตร์ และพัฒนาจริยธรรมส่วนตัวกันตอนไหน"
เพราะจริยศาสตร์ จริยธรรมนั้น ไม่ใช่สาระทางทฤษฎีเลย แต่เป็นสาระเชิงปฏิบัติทั้งสิ้น เมื่อเป็นสาระเชิงปฏิบัติ บริบทการเรียนรู้ก็จะมีิอิทธิพลทุกอย่างต่อน้ำหนัก ต่อความทรงจำ ความประทับใจ ตอนที่เราอุ๊บอิ๊บ หรือคิดว่านักเรียนไม่ได้กำลังมอง ไม่ได้กำลังเรียนนั้นแหละ เป็นhightlight ของการเรียนจริยศาสตร์ภาคปฏิบัติทีเดียว อะไรที่อาจารย์บอกว่า "จริงๆแล้ว ทำอย่างนี้ก็ได้ แต่น่าพวกเธอทำ ต้องทำอย่างที่อาจารย์พูดนะ ไม่ใช่ที่อาจารย์ทำ" การเรียนอะไรเชิงปฏิบัติ มันจะไม่ work ในวิธีการแบบนั้นแน่ๆ
