เมื่อวันที่ ๒๙ สิงหาคม ๒๕๕๐ เมื่อได้รับให้ไปจัดเรื่องความขัดแย้งให้มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ในวันนั้น ผมได้นิมนต์ท่าน ว.วัชรเมธี ไปให้ข้อคิด ในประเด็น "วิถีพุทธ:สลายความขัดแย้ง" มีส่วนหนึ่งที่เป็นข้อคิดสำหรับสังคมไทยที่จะนำมาใช้ เป็นอาหารสมองว่า
กระบวนการของความขัดแย้งนั้นในทางพุทธศาสนาซึ่งให้ความสำคัญมากกับเรื่องของจิตใจและก็เหตุปัจจัยแวดล้อมมองความขัดแย้งว่ามีจุดกำเนิดและพัฒนาการไปอย่างไร ความขัดแย้งนั้นถ้าจะนิยามง่ายก็คือการที่คนอย่างน้อยที่สุดสองกลุ่ม มีความคิดเห็นที่ไม่ตรงกัน พอความคิดเห็นไม่ตรงกันพฤติกรรมก็ไม่ตรงกันความคิดเห็นไม่ตรงกันเนี้ยภาษาพระเขาเรียกว่า ขาดทิฐิสามันยะตา คือความคิดความเห็นไปด้วยกันไม่ได้พอขาดทิฐิสามันยะตาความคิดความเห็นไปด้วยกันไม่ได้ก็จะนำไปสู่ตัวที่สอง ขาดศิลสามันยะตา ก็คือพฤติกรรมก็ไปด้วยกันไม่ได้พอความเห็นไปด้วยกันไม่ได้พฤติกรรมไปด้วยกันไม่ได้ก็จะมีอันที่สามตามมา คือทำงานด้วยกันไม่ได้ ทำงานด้วยกันไม่ได้นี้ยังพอฟังนะอันที่สี่นี้หนักเลย อยู่ร่วมโลกกันไม่ได้มาถึงขั้นนี้หนักมากเลย และตอนนี้สังคมไทยกำลังเจอความขัดแย้งขั้นรุนแรง
สวัสดีค่ะคุณเอก
มาเยี่ยมค่ะ
เรื่องความขัดแย้งทั่วๆไป สิ่งที่จะพอบรรเทา คือ การหันหน้ามาคุยกัน มีการสื่อสารกัน ด้วยความจริงใจที่จะแก้ปัญหาด้วยกันทั้งคู่
ควรต้องมีการเริ่มต้นคุยกันใหม่ และทั้งสองฝ่าย พร้อมจะเผชิญกับข้อเสียของตัวเอง และรับฟังเหตุผลของคนอื่นด้วย จะให้ดีที่สุด ควรมีคนกลาง
จได้ข้อสรุปที่ดีขึ้น มีความสัมพันธ์ที่ดีขึ้นด้วย
คนเราควรพยายามหลีกเลี่ยงการแข่งขัน และการขัดแย้งที่ไม่จำเป็นค่ะ
เห็นด้วยครับ ท่าน ว.วัชรเมธี บอกว่าคนไทยขาด๑.ความรู้ ขัดแย้งแล้วไม่รู้จะแก้อย่างไร ๒.ไม่รู้สึก ขัดแย้งแล้วยังไม่รู้ตัวอีก ๓.ขาดความเป็นกลาง คอยแต่จะอยู่ข้างใดข้างหนึ่งตลอดเวลา
ผมเห้นว่าโลกเรานี้ เป็นโลกที่เต็มไปด้วยความขัดแย้ง เป็นปรกติครับ โดยเฉพาะมนุษย์ที่เริ่มขัดแย้งกับธรรมชาติตั้งแต่ดึกดำบรรพ์ เพราะความขัดแย้งจึงเป็นเหตุให้มนุษย์พัฒนา มีความเจริญก้าวหน้ามาจนถึงทุกวันนี้
แต่ในปัจจุบัน ความเห็นแก่ตัวมากเกินไปทำให้ความขัดแย้งมักใช้ความรุนแรงแบบทำลายล้างและคิดว่านั่นคือการชนะ
ผมเข้าใจว่า ธรามชาติในที่สุดแล้วจะปรับสมดุลย์สังคมมนุษย์เองครับ รวมทั้งในเรื่องความขัดแย้งด้วย หลังจากพายุโหมกระหน่ำแล้ว ก็ต้องเป้นคลื่นสงบตามมา ดังนั้นขัดแย้งจนพังไปทั้งคู่ แล้วก็จะเหลือแต่สิ่งที่จะอยู่ด้วยกันได้
เพราะหลายครั้งเหตุผลก็ไม่สามรถนำมาใช้กับคู่กรณีที่ขัดแย้งได้ครับ
สวัสดีค่ะ
ขอเพิ่มเติมนิดหนึ่งค่ะ การเกิดสันติภาพ บางครั้ง ก็ต้องมีคนกลาง ที่เป็นสัมมาทิฎฐิ จะมองเห็นปัญหาทั้งสองฝ่าย และไม่ลำเอียง ค่ะ
ความขัดแย้งเป็นสิ่งที่สุนทรีย์ หากใช้พอเหมาะพอควร เป็นรากฐานในการปกครองแบบประชาธิปไตย น่าเสียดายที่เลียนแบบมาเฉพาะรูปแบบ แต่จิตวิญญานประชาธิปไตยไม่ได้นำเอามาด้วย เลยเกิดขั้แย้งในเชิงทำลายมากกว่าการสร้างสรรค์
พี่ชายผมเคยตั้งคำถามกับผมว่า
"การขัดแย้งจะเกิดได้ต้องมีจำนวนคนกี่คน"
ผมตอบว่า "อย่างน้อยสองคน"
ผิดครับ
พี่ผมเล่าให้ฟังว่า เคยอ่านเจอท่านอาจารย์ชาสอนว่า คนเดียวก็เกิดความขัดแย้งได้แล้ว ในใจตัวเราเองก็มีความขัดแย้งเกิดขึ้นอยู่บ่อยๆ จะกิน ไม่กิน จะนอน ไม่นอน ฯลฯ ดังนั้น ทุกคนจะมีความคุ้นเคยกับการจัดการความขัดแย้งภายในกันมาตลอด แต่ความขัดแย้งภายนอกนั้นจัดการได้ยากลำบากกว่า เพราะมีปัจจัยภายนอกคือ อีกบุคคลหนึ่งเข้ามาเกี่ยวข้อง และเราไม่สามารถที่จะเข้าไปจัดการได้ดังใจเราเอง
นอกจากนั้น ท่านพุทธทาสยังสอนเรื่อง ปมเขื่อง คนเราทุกคนมักจะมีปมเขื่อง หากไม่สามารถปลดปมนี้ออกได้ก็คงจะแก้ปัญหาความขัดแย้งได้ยาก
เห็นด้วยทุกวันนี้ขัดแย้งมาจากอัตตาและทิฏฐิ บางครั้งก็มาจากโลภะโทสะ
ขอบคุณภาพใน KO ของ อ.ขจิตมากๆเก็บได้ละเอียดดี
สวัสดีครับ คุณเอก
.............................
ความขัดแย้งในสังคมไทย นับวันจะเพิ่มดีกรีความ
รุนแรงจนน่าห่วงยิ่ง แทนที่จะหันหน้ามาร่วมด้วยช่วย
กันแก้ไข กลับมีบางฝ่ายคอยตอกลิ่มเพิ่มเข้าไปไม่
หยุดหย่อน โดยไม่มีใครยอมกันและกัน ด้วย"มานะ
ทิฏฐิ" ยิ่งเรียนสูงยิ่งลดลงลำบาก
ทำนอง"ทิฏฐิพระ มานะครู" นั่นแหละ ครับ
ขอบคุณที่แวะไปเยือนบล็อก ครับผม
คนเราติดอัตตา ไม่เห็นแก่ประเทศชาติ ว่าจะเสียหายขนาดไหน ท่าน ว.วัชรเมธี กล่าวว่า คนไทยขาดความรู้ในการป้องกันความขัดแย้ง ขาดตระหนักรู้แม้เกิดขึ้นแล้วก็ยังทำให้หนักขึ้นจนแก้ไม่ได้ ขาดความเป็นกลางจะต้องเลือกข้างอยู่ตลอดเวลา สงสารประเทศไทยจังที่มีคนไทยอยู่
น่าสน พี่มีไปเวียตนามวันที่ 20-23 ต.ค.
แล้วจะไปวันไหนได้นี่ ช่วยคิดหน่อย
ถ้าได้ไปร้องเพลงยินดีไปทุกที่เลย ของชอบ นะเนี่ย