เมื่อวานเย็น ผมคุยกับแม่ ภรรยาและลูกๆแล้ว ก็ทานอาหารเย็นประมาณ 1 ทุ่ม เก็บกวาดล้างถ้วยจานเสร็จสองทุ่ม พี่เกษมก็ชวนออกไปเดินเล่นออกกำลังกายและแวะไปหาเพื่อนที่บ้านพักของจอสกับแสตนที่ Riemstraat 8 พี่เกษมเล่าว่า ช่วงสองสามวันมานี้เพื่อนชาวเขมรชื่อสุวรรณฤทธิ์ ดูหน้าตาไม่สดชื่น ก็เลยชวนกันแวะไปคุยกับเขา กดกริ่งที่หน้าบ้านพักอยู่ตั้งนาน ไม่มีใครมาเปิด จนเจ้าของบ้านได้ยินก็ชะโงกหน้ามาจากหน้าต่างและไปตามเพื่อนมาเปิดให้ เราก็นั่งคุยแลกเปลี่ยนกันไปได้สักพัก เพื่อคนจีนชื่อเฉิงฟ่ง ก็มานั่งคุยด้วย ฤทธิ์เล่าให้เราฟังว่า เขาโทรไปคุยกับลูกชายที่บ้าน ลูกบอกว่า พ่อไม่ต้องเรียนแล้ว กลับบ้านเถอะ ลูกคิดถึงพ่อ ลูกไม่อยากให้พ่อส่งเงินมา ไม่อยากได้เงิน ลูกกินน้ำเปล่าก็ได้ ขอให้พ่อกลับบ้านเถอะ ทำให้เขาซึมไปเลย เขานำรูปลูกชายอายุ 8 ขวบ กับลูกสาวอายุ 4 เดือนมาให้ดู เด็กๆน่ารักมาก ผมก็เข้าใจความรู้สึกเขาได้ดี เพราะผมก็มีลูกเหมือนเขา ลูกกำลังโต จะต้องการอยู่ใกล้ชิดเรามาก สัปดาห์ก่อนภรรยาผมก็เล่าว่า น้องขลุ่ย ลูกชายคนเล็ก บ่นคิดถึงพ่อแล้วก็ร้องไห้ ผมก็ซึมไปเลยเหมือนกัน พวกเราในรุ่นแต่งงานมีลูกแล้วเป็นส่วนใหญ่ หลังจากที่ได้พูดคุยกันก็รู้สึกว่าสุวรรณฤทธิ์สดชื่นขึ้น
ประมาณสามทุ่มครึ่งก็กลับบ้านพัก โดยนัดพบกัน (22 กันยายน) เพื่อไปจ่ายตลาดด้วยกันเป็นOpen market หรือตลาดนัด ที่มีสินค้าราคาถูกมาขาย เปิดเฉพาะวันเสาร์ เสาร์ที่แล้วผมไปซื้อมาแล้ว พบว่า ราคาถูกกว่าในร้านทั่วๆไป รวมทั้งถูกกว่าร้านอัลดี้ (Aldi) ที่เป็นซูเปอร์มาร์เก็ตที่สินค้าราคาถูกที่สุดอีก
เรานัดกันเก้าโมงครึ่ง ตรงเวลานัดผม พี่เกษม บูโคล่า (ไนจีเรีย) สุวรรณฤทธิ์ ริด้า (กัมพูชา) เฉิงฟ่ง (จีน)และอามีน (บังกลาเทศ) ก็เดินไปที่ตลาดนัดกัน ส่วนใหญ่ก็ซื้อผัก ผลไม้ เนื้อสัตว์ ไข่ มาเตรียมไว้ทำอาหาร ประมาณห้าโมงครึ่งก็แยกย้ายกันกลับบ้านพัก ตอนเที่ยงสิบห้านาที ทางสถาบันจัดให้เป็นวันกีฬา โดยมีเฟียน่า พาเดินไปที่สนามกีฬาในร่ม เดินเกือบครึ่งชั่วโมง กว่าจะถึง ถือว่าเป็นการวอร์มอัพไปในตัว เรามีเวลาสองชั่วโมงในการเล่นกีฬาช่วงแรกก็เล่นแบดมินตันกัน ต่อด้วยวอลเลย์บอลและฟุตบอล ก็ได้เหงื่อกันพอสมควร เป็นครั้งแรกที่ใส่กางเกงยีนส์เล่นกีฬา เสร็จแล้วก็แยกย้ายกันกลับบ้านพัก
เพื่อนในรุ่นที่ 44 ของผมในหลักสูตรการบริหารสาธารณสุขและนโยบาย (HSMP) นี้ มี 38 คน แต่มีเพื่อนคนหนึ่งยังไม่มาเรียนเลย คาดว่าคงสละสิทธิ์แล้ว ทั้งหมดมาจาก 23 ประเทศ โดยการเรียนจะมีบรรยายบางวันรวมกันในห้องเรียนใหญ่และแบ่งกลุ่มออกเป็น 2 กลุ่มคือกลุ่มเหนือ (North) กับกลุ่มใต้ (South) ไม่ได้มีความหมายพิเศษอะไร ตั้งชื่อตามชื่อป้ายห้องเรียน ตามมาตรฐานของสถาบันจะจัดให้เรียนในห้องไม่เกิน 20 คน เพื่อให้ครูกับนักเรียนสามารถสื่อสารได้ถึงกันอย่างใกล้ชิดและนักเรียนมีเวลาที่จะแลกเปลี่ยนประสบการณ์กันอย่างเต็มที่ ถือเป็นมาตรฐานการเรียนการสอนของเขา ที่สามารถเทียบหน่วยกิจกันเองได้ในยุโรป
ผมอยู่กลุ่มใต้ มี 18 คน เพื่อนอีกคนจากอาร์เซอร์ไบจัน ไม่มาเรียน ประกอบด้วยโรติมี่ จากไนจีเรีย (Adigun Rotimi) ลอรัน จากซูดาน (Ali Louran) อามีน จากบังกลาเทศ (Amin Mohammad Ruhul) ผมจากเมืองไทย (Phichet Banyati) เกรซ จากฟิลิปปินส์ (Grace Blanco-Ku Marie) คริส จากเคนยา (Eweillar Ekiru Chris) เอ็ดวิน จากโคลอมเบีย (Gonzalez-Marulanda Edwin Rolando) ยาเน็ธ จากโบลิเวีย (Hurtado Ortiz Yaneth) โลซ่า จากเอธิโอเปีย (Hailemariam Loza) คิอูลา จากแทนซาเนีย (Kiula Raphael Makala) แพทริซ จากคาเมรูน (Ngouadjio Patrice) มาร์กาเร็ต จากอูกานดา (Ntambaazi Nabaggala Margaret) ประชันธ์ จากอินเดีย (Prashanth Nuggehalli) ชามู จากซิมบับเว (Shamu Amadeus) เจเจ จาก คาเมรูน (Sobnangou Jean-Jacques) สุวรรณฤทธิ์ จากกัมพูชา (Sok Sovannarith) เลมม่า จากเอธิโอเปีย (Teferra Mergia Lemma) และแซมบิเต้ จากคองโก (Zambite Makuta) มีผู้หญิง 5 คน (ที่พิมพ์ตัวหนา)
เพื่อนๆในกลุ่มเหนือมี 19 คน ประกอบด้วย อาหมัด จากไนจีเรีย (Ahmad Bashir Muhammad) โนริ จากญี่ปุ่น (Aoki Tsunenori)ออลันโด้ จากโบลิเวีย (Aroja Mamani Orlando) บูโคล่า จากไนจีเรีย (Azeez Bukola)เบเลมเวียร์ จากเบอร์กิน่า ฟาโซ (Belemvire Seydou) เบเคเล่ จากเอธิโอเปีย (Berhanu Belachew Bekele) เฉิงฟ่ง จากจีน (Cheng Feng ) ดาเมี่ยน จากอีกัวดอร์ (Gallegos Lemos Damian Ramiro) เกลนด้า จากฟิลิปปินส์ (Gonzales Glenda) โจนส์ จากไลบีเรีย (Jones Joel) กัดดัม จากอินเดีย (Kadam Shridhar) เฟรเดอริค จากอูกานดา (Makaire Fredrick) แพทริเชีย จากโคลอมเบีย (Molano-Builes Patricia) มูเซลิต้า จาก แทนซาเนีย (Nyakiroto Museleta) อันวาร์ จากอัฟกานิสถาน (Sina Anwar) ริด้า จากกัมพูชา (Slot Rida) เกษม จากไทย (Kasame Tungkasamesamran) และโยเซฟิน จากเนเธอร์แลนด์ (Van Olmen Josefirn)
ปัญหาสำคัญอันหนึ่งก็คือการออกเสียงเพื่อนๆในห้อง ค่อนข้างยาก อย่างของเฉิงฟ่ง มีผมกับพี่เกษมออกได้ใกล้เคียงที่สุด คนอื่นจะออกเป็นเช็งเฟ็ง กันหมด ส่วนชื่อผมเพื่อนๆจะออกเสียงเป็น ฟิเชท บันยาติ ส่วนของพี่เกษม เพื่อนๆจะเรียกเป็นกะเซเม่ ส่วนนามสกุล เพื่อนๆไม่กล้าเรียกเพราะว่ายาวมาก การมาเรียนที่แอนท์เวิปนี้ ผมสังเกตบรรยากาศ ลักษณะต่างๆของเพื่อนๆแล้ว มีลักษณะคล้ายๆกับกลุ่มเพื่อนๆที่เคยเรียนบริหารภาครัฐ นิด้าด้วยกัน ทุกคนมาจากต่างวิชาชีพ ต่างจังหวัด ต่างที่ทำงาน และเป็นผู้บริหาร ซึ่งเพื่อนๆที่เรียนบริหารสาธารณสุข ก็มาจากต่างถิ่นกัน ภาษาต่างกัน ภูมิหลังต่างกัน แต่ทุกคนก็มีประสบการณ์เป็นผู้บริหารมาก่อนทั้งนั้น การได้มาร่วมชั้นเรียนครั้งนี้ ทำให้ผมคิดถึงเพื่อนๆช่วงที่เรียนนิด้า
ผมสมัครเรียนปริญญาโทนิด้า สาขาการจัดการภาครัฐภาคพิเศษ คณะรัฐประศาสนศาสตร์ นิด้า ศูนย์พิษณุโลก คำว่า นิด้า มาจากNIDA หรือ National Institute of Development Administration เป็นมหาวิทยาลัยที่สอนตั้งแต่ชั้นปริญญาโทขึ้นไป ไม่สอนระดับปริญญาตรี จึงมีการให้เกียรตินิยมแก่นักศึกษาที่เรียนได้เกรดเฉลี่ยตลอดหลักสูตร 3.75 ขึ้นไป ส่วนมหาวิทยาลัยที่สอนตั้งแต่ระดับปริญญาตรี จะให้เกียรตินิยมเฉพาะระดับปริญญาตรีเท่านั้น ส่วนสถาบันที่ผมเรียนที่แอนท์เวิปคือITM หรือ Prince Leopold Institute of Tropical Medicine, Antwerp
ในปี 2544 ผมได้สมัครคัดเลือกเข้าเรียนนิด้า ตอนนั้นอยากได้เพื่อนใหม่ๆที่อยู่ต่างสาขาวิชาชีพ ต่างหน่วยงานกัน และอยากได้ความรู้ในการบริหารจัดการภาครัฐที่มีการปรับเปลี่ยนอย่างมากในสมัยของนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร แต่ก็ตั้งใจไว้ว่าจะสมัครครั้งเดียวเท่านั้น ถ้าไม่ได้ ก็จะไม่สมัครซ้ำอีก ตอนที่สมัครเข้าคัดเลือกที่จะมาเรียนเบลเยียม ผู้สัมภาษณ์ถามว่า ถ้าไม่ได้รอบนี้ จะสมัครอีกไหม ผมก็ตอบว่า ไม่สมัครแล้ว เนื่องจากการที่ผมไปสมัครนั้นเพราะช่วงเวลาในชีวิตค่อนข้างลงตัวพอที่จะจัดเวลาไปเรียนได้ หลักสูตรที่เรียนใช้เวลาสามปีครึ่ง เรียนช่วงเย็นวันศุกร์ หรือเสาร์อาทิตย์ เรียนจบและสอบเป็นรายวิชาๆไป ในหนึ่งวิชามีอาจารย์สอน 3 คน เป็นการบรรยายโดยตรง ไม่ผ่านสื่อทางไกล วัตถุประสงค์ที่วิชาหนึ่งสอนสามคนก็เพื่อนักศึกษาจะได้มุมมองและความรู้จากอาจารย์ทั้งสามท่านได้หลากหลาย เวลาสอบก็สอบจากข้อสอบของอาจารย์ทั้งสามท่าน เป็นบรรยายทั้งหมด การตอบข้อสอบจะต้องวิเคราะห์ข้อสอบแล้วตอบองค์ความรู้ที่ต้องใช้ รวมทั้งการประยุกต์ใช้จริงในงานของแต่ละคนให้ได้
องค์ประกอบในรุ่นของผมมีอยู่ 78 คน พอเรียนๆไปก็หยุดไปบ้าง ย้ายศูนย์เรียนบ้าง คนที่อายุมากที่สุดตอนนั้นอายุ 63 ปีคือพี่เจตน์ (เคยเป็นนายก อบต.ที่พิษณุโลก) ส่วนอายุน้อยที่สุดคือน้องโอ๋ (ปัจจุบันเป็น สจ. เขตพรหมพิราม) คณะกรรมการรุ่นมีพี่เปรมฤดี ชามพูนท (นายกเทศมนตรีนครพิษณุโลก) เป็นประธานรุ่น มีรองฝ่ายกิจกรรมคือพี่ราม (อดีต สจ.เขตเมืองพิษณุโลก) รองฝ่ายวิชาการคือหมอตี๋ (พรเทพ โชติชัยสุวัฒน์ ผู้นวยการโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชนครไทย) รองฝ่ายบริหารคือพี่เจตน์ ส่วนผมสมัครเป็นทีมฝ่ายกิจกรรม แต่ก็จับพลัดจับผลูมาเป็นทีมวิชาการ ในรุ่นมีหมอ 4 คน แต่หยุดเรียนไปหนึ่งคนก็เหลือสามคน มีพี่ออฟ (วัชรพล ภูนวล โรงพยาบาลอุตรดิตถ์) ผมและหมอตี๋ เพื่อนๆจะเรียกกันว่า หมอขาว หมอดำและหมอตี๋(เป็นหมอจริงๆ ไม่ใช่หมอตี๋ร้านขายยา) พี่ออฟเป็นคนน่ารักมาก เป็นวิทยากรระดับประเทศ มีชื่อเสียง เป็นคนคุยสนุกและสร้างสีสันให้กับรุ่นเป็นอย่างดี เวลาพี่ออฟติวหนังสือ จะสนุกสนาน ได้ความรู้และคละเคล้าไปกับความเพลิดเพลินในลีลา น้ำเสียงการสอนของพี่ออฟและเป็นคนมีน้ำใจมากด้วย
ตอนแรกจะสนิทกันในจังหวัดตากก่อน ก็มีพี่อ้อ (ราเชนทร์ ทัพภวิมล อัยการจังหวัดประจำสำนักงานอัยการสูงสุด อดีตอัยการจังหวัดกำแพงเพชร) พี่แบน (ชาติชาย เตชกานนท์ เจ้าของร้านฟ้าฟ้าเบเกอรี่ ตาก) พี่หมี (อำพล ฉัตรไชยาฤกษ์ เจ้าของห้างอัญมณีฮั่วเฮงตึ๊งตาก ปัจจุบันเป็นประธานหอการค้าจังหวัดตากด้วย) พี่อ้อ (ไพบูลย์ บุญอินทร์ ปัจจุบันเป็นอาจารย์อยู่ที่โรงเรียนเทศบาลเมืองตาก) พี่จุ๋ม (อัจฉริกา ปัจจุบันเป็นผู้อำนวยการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยประจำกรุงโรม อิตาลี) ตอนหลังพี่จุ๋มย้ายที่ทำงานก็เลยห่างๆกันไป รวมทั้งการจับกลุ่มทำวิจัยหรือการศึกษาอิสระ (IS) จับกลุ่ม 5 คน พี่จุ๋มเลยไปอยู่อีกกลุ่มหนึ่ง
ส่วนเพื่อนๆคนอื่นๆก็รู้จักกันหมดแต่ตอนนี้ก็จำชื่อกันไม่ได้ทั้งหมดแล้ว เช่น เป้ (ทองทิพย์) กระเต็น ตั๊ก ฝน โอ๋ ปู พี่เหม่ย พี่ลักษณ์ พี่ณี พี่ญานิน และอีกหลายๆคนพี่รหัสของผมคือหมอประวิทย์ เตติวัฒน์ ตอนนั้นเป็นผู้อำนวยการสถาบันวิจัยสุขภาพมหาวิทยาลัยนเรศวร (ปัจจุบันกำลังเรียนปริญญาเอกเสาขาการบริหารระบบสุขภาพอยู่ที่มหาวิทยาลัยนิวอิงแลนด์ เมืองอาร์มิเดล ออสเตรเลีย) ตอนรับน้องไม่เจอกัน มาเจอกันอีกทีตอนจบไปแล้ว อาจารย์ประวิทย์พาอาจารย์ที่ออสเตรเลียมาดูงานที่บ้านตากคือเดวิด บริกส์ กับจอห์น เฟรเซอร์ ซึ่งมีส่วนที่ทำให้ผมได้ไปดูงานระบบริการสุขภาพของออสเตรเลีย 19 วัน โดยทุนของมหาวิทยาลัยนเรศวร พอคุยกันก็รู้ว่าเป็นรุ่นเดียวกัน จบมอหกพร้อมกัน อาจารย์ประวิทย์จบแพทย์จากรามาฯ ส่วนผมจบเชียงใหม่
ตอนนั่งเรียนเนื่องจากเป็นวันหยุด แทนที่เราจะได้พักผ่อนกลับต้องมานั่งเรียนหนังสือก็เลยหลับบ่อย ตอนเรียนหลับเกือบทุกชั่วโมงทั้งผมและหมอตี๋ แต่พี่ออฟไม่หลับเลย ตอนสอบวิชาแรก ผมก็เป็นห่วงเพื่อนๆก็เลยทำเอกสารสรุปย่อให้แล้วก็นัดติวก่อนสอบ 1 วัน ผมก็ปิดคลินิกไปติวให้เพื่อนๆ จนกลายเป็นติวเตอร์ประจำรุ่น แต่ไม่ได้มีผมคนเดียว ทีมงานวิชาการเรามีหลายคน เราจะแบ่งหน้าที่กันเป็นทีม มีทีมถอดเทปคำบรรยาย(พี่เหม่ย แหม่ม พี่ลักษณ์ พี่ช่อ) ทีมติวเตอร์ (พี่ออฟ หมอตี๋ พี่ณี พี่ลักษณ์ พี่ช่อ ผม) ทีมสรุปย่อเอกสาร (ผม) ทีมวิเคราะห์ข้อสอบ (พี่ณี พี่ลักษณ์) ถือว่าเป็นการเรียนไปด้วยกันทั้งชั้น ต้องการให้จบไปพร้อมๆกันทั้งชั้น ผมจะติวให้เพื่อนๆทุกวิชาทั้ง 15 วิชา มีติวใหญ่ในสัปดาห์ก่อนสอบและติวเข้มวันก่อนสอบด้วย ผมได้อาศัยเอกสารจากทีมถอดเทปเป็นเอกสารในการอ่านก่อนติว ร่วมกับอ่านสรุปประเด็นจากหนังสือที่อาจารย์แจก
ผมมีความรู้สึกว่า บรรยายกาศและบุคลิค ลักษณะของเพื่อนๆ (ไม่ใช่หน้าตานะ)ในห้องเรียนนี้ ไม่ค่อยต่างจากตอนเรียนนิด้าเท่าไหร่ อาจเป็นเพราะว่า ผมพยายามหาทางสร้างความคุ้นเคยให้เข้ากับสิ่งที่เคยคุ้นเคยก็ได้ เช่น คริสก็เหมือนพี่ออฟ แดเมี่ยน เหมือนหมอตี๋ มาร์กาเร็ตเหมือนพี่ณี ออลันโด้เหมือนพี่อ้อ (ไพบูลย์) ประชันธ์เหมือนพี่แบน เกรซเหมือนเป้ โรซ่าเหมือนปู เกลนด้าเหมือนพี่ลักษณ์ ยาเน็ธเหมือนตั๊ก แพทริเชียเหมือนนกกระเต็น ชามูเหมือนพี่หมี เอ็ดวินเหมือนพี่อ้อ (ราเชนทร์) บูโคล่าเหมือนพี่เหม่ย โยเซฟินเหมือนน้องฝน เป็นต้น
ตอนกลางปี มีการเลือกขวัญใจรุ่น ผมได้รับการคัดเลือกในฝ่ายชายและฝ่ายหญิงเป็นน้องบุ๋ม ตอนอบรมผู้บริหารระดับกลาง ที่วิทยาลัยสาธารณสุขสิรินธร พิษณุโลก ผมก็ได้รับคัดเลือกเป็นขวัญใจรุ่นคู่กับพี่แมว (สินีนาฏ จิตต์ภักดี หัวหน้าพยาบาลสถาบันราชนครินทร์ เชียงใหม่) และตอนจบก็ได้คะแนนเป็นอันดับหนึ่งของรุ่น ที่เขียนตรงนี้ ไม่ได้มุ่งชี้เรื่องเก่งกว่าใคร เพราะจะถูกมองว่าไม่รู้จักถ่อมตัว แต่จะติดมาจากการทำเรื่องการจัดการความรู้ที่เน้นนำเอาสิ่งดีๆที่เราภาคภูมิใจ อาจจะเป็นเรื่องเล็กๆน้อยๆในสายตาคนอื่นก็ได้ ขอให้กล้าเล่าเรื่องที่เรารู้สึกว่าดี และที่เล่ามามานี้จะมีข้อสังเกตว่า การไม่ได้ซีเรียสที่คะแนนหรือผลลัพธ์มากไป เรียนสนุกๆ ทำตัวสบายๆ เป็นกันเอง ร่าเริง ทำให้เราไม่เกร็ง ไม่กังวล เป็นธรรมชาติ มีความสุข ทำให้การเรียนรู้เกิดได้ดีขึ้น โดยที่เราอาจไม่รู้ตัว เหมือนกับที่บางคนเวลาตั้งใจไปสอบเรียนต่อสอบไม่ได้ แต่พอไปลองสอบเล่นๆกับสอบได้ การเรียนรู้ที่ดีจะต้องทำให้สนุกสนาน เพลิดเพลิน เหมือนกับที่อาจารย์ชัยอนันต์ สมุทรวาณิช ผู้บังคับการวชิราวุธวิทยาลัย ใช้เป็นปรัชญาการเรียนการสอนที่วชิราวุธว่า เป็นแบบ Play + Learn = Plearn (เพลิน) ใครที่คิดว่า บรรยากาศวิชาการต้องเคร่งขรึม เอาจริงเอาจัง เพื่อให้ดูขลัง อาจจะไม่ใช่ก็ได้ครับ
ตอนปลายปีของการเรียน ปี 1 จะรับผิดชอบกิจกรรมกีฬาและเชียร์ในงาน Home Coming Day ที่นักศึกษาแต่ละศูนย์จะไปร่วมกิจกรรมและแข่งกีฬากันที่สถาบัน ผมได้รับการขอร้องให้ช่วยเป็นหัวหน้าทีมเชียร์ลีดเดอร์ ผมเองก็ไม่เคยทำมาก่อน แต่เคยร่วมกิจกรรมซ้อมเชียร์สมัยเรียนปี 1 มีเวลาในการทำแค่ 3 สัปดาห์ จึงต้องมีการวางแผนอย่างเป็นระบบ พร้อมทั้งขอผู้ที่มีความสามารถด้านต่างๆมาช่วย ผมให้น้องนักศึกษาทันตาภิบาลที่มาฝึกงานที่โรงพยาบาลร้องเพลงเชียร์ให้ฟัง เอาเนื้อเพลงมาดูแล้วก็แปลงเนื้อร้องให้เป็นของเราเอง ให้น้องๆเขาร้องอัดเทปไว้ แล้วมาเปิดฝึกร้องในห้องเรียนร่วมกันตอนพักเบรก โดยมีพี่ออฟ พี่ลักษณ์ พี่ณี หมอตี๋ น้องแหม่ม มาช่วยกันสอนร้องและออกแบบท่าทางประกอบ
ผมกำหนดสคริปต์การเชียร์โชว์ไว้เป็นขั้นๆตามแบบที่เคยเชียร์ตอนเรียนที่เชียงใหม่ อุปกรณ์ประกอบก็ได้จากเพื่อนๆช่วยกันรับผิดชอบไปทำ พี่สุกิจ ทำงานป่าไม้ช่วยให้ลูกน้องทำกรับไม้ไผ่มาให้40 คู่ เวลาปรบมือโดยใช้กรับจะเกิดเสียงดังมาก ส่วนเรื่องเชียร์ลีดเดอร์ก็ให้เป้กับตั๊กไปดำเนินการ มีนกกระเต็นกับฝนร่วมด้วย มี 4 คน ไปให้น้องจากวิทยาลัยแห่งหนึ่งช่วยสอน ต่างคนต่างแยกกันไปทำงานตามที่แบ่งกันไปภายใต้เป้าหมายเดียวกันที่กำหนดไว้แล้ว (Division of Labor) มีเวลาซ้อมร่วมกันก่อนไปงานแค่ 2 วัน ผมกับทีมงานก็มาคุยกันว่า จะทำให้ทุกคนร้องและทำท่าทางได้ง่ายก็ฝึกหัวแถวแค่ 4 คนก็พอ (ขึ้นแสตนด์เชียร์ 40 คน แบ่งเป็น 4 แถว) ส่วนเรื่องร้องเพลงก็ให้สตาฟเชียร์ช่วยกันร้องดังๆ รุ่นพี่มีแปรอักษรด้วย แต่ผมดูแล้ว ซ้อมไม่ทันแน่ ผมก็เลยใช้การแปรอักษรโดยใช้ร่มกระดาษของบ่อสร้าง (ต้องขอบคุณหมอปลา ที่ช่วยซื้อฝากรถบัสมาให้ที่ตาก) มีการซ้อมใหญ่ที่โรงแรมก่อนวันงาน 1 ครั้ง ก็สนุกสนานดี เป็นการฝึกการบริหารจัดการที่ท้าทายมาก
วันงาน เช้าเราก็ตกแต่งซุ้มและแสดนต์กัน ต้องไปซื้อลูกโป่งที่ในสถาบัน แสตนด์เชียร์ไม่มีให้ เราจะประยุกต์โดยแถวหน้านั่ง (ผมเกรงว่าเพื่อนๆจะเมื่อยขา ถ้านั่งนานๆก็เลยซื้อเก้าอี้เตี้ยๆสำหรับนั่งซักผ้าติดไปด้วย) แถวสองนั่งเก้าอี้ แถวสามยืนและแถวสี่ยืนบนเก้าอี้ เป็นการประยุกต์จนได้เป็นแสตนด์เชียร์ได้ง่ายๆ ทีมร้องเพลงเชียร์เตรียมเพลงลูกทุ่งไว้เป็นร้อยเพลง เชียร์ลีดเดอร์ดูตามครูฝึกที่อยู่หลังแสตนด์ คนบนแสตนด์ดูตามคนหัวแถว ถ้าใครลงไปแข่งกีฬา คนอื่นจะต้องมาเสริมให้เต็มแถว เราเชียร์อย่างต่อเนื่องตลอด ทุกคนร่วมแรงร่วมใจกันดีมาก วันนั้นเราได้มา 4 ถ้วย เกือบหมดเลย ทั้งเชียร์ลีดเดอร์ การเชียร์ ความคิดสร้างสรรค์และกีฬา
ผมจบนิด้าด้วยเกรดเฉลี่ย 3.81 สูงที่สุดในรุ่น ศูนย์พิษณุโลกได้เกียรตินิยมกัน 5 คน ตอนรับปริญญาจะได้รับก่อนและเพื่อนๆจะปรบมือให้ทุกคนที่ได้เกียรตินิยม ตอนรับปริญญาเมื่อมกราคม 2548 ผมนั่งติดกับพลเอกอนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก ที่ได้รับเกียรตินิยมด้วยเช่นกัน (ตอนนั้นท่านเป็นรองแม่ทัพภาค 1 และเพิ่งได้รับแต่งตั้งเป็นผู้บัญชาการทหารบก) ท่านเป็นคนน่ารัก ไม่ถือตัว เป็นกันเองมีอัธยาศัยดีมาก เมื่อปี 2549 ผมได้รับโล่รางวัลนักศึกษาเก่าดีเด่นของนิด้าด้วย
ผมขอกราบขอบพระคุณอาจารย์รัฐประศาสนศาสตร์ นิด้า ทุกท่าน เช่น อาจารย์สมบัติ อาจารย์ปกรณ์ อาจารย์ทิพยวรรณ อาจารย์วีรวัฒน์ อาจารย์พรเพ็ญ อาจารย์วรเดช ฯลฯ ที่ได้สอนผมทำให้ผมได้ความรู้มาใช้ในการทำงานพัฒนาโรงพยาบาลบ้านตากได้ดี
ผมขอจบบันทึกนี้ด้วยเพลงประกอบการเชียร์โชว์ตอนจบ ขณะที่ร้องเพลงนี้ พวกเราก็แปรอักษร โดยใช้ร่มบ่อสร้างค่อยๆกางออกมาทีละจุดๆ เพลงนี้มีเนื้อเพลง ดังนี้ครับ
“ดอกไม้ ดอกไม้จะบาน บริสุทธิ์กล้าหาญ จะบานในใจ สีขาว หนุ่มสาวจะใฝ่ แน่วแน่แก้ไข จุดไฟศรัทธา เรียนรู้ ต่อสู้มายา ก้าวไปข้างหน้า เข้าหามวลชน ชีวิต อุทิศยอมตน ฝ่าความสับสน เพื่อผลประชา ดอกไม้บานให้คุณค่า จงบานช้าๆ แต่ว่ายั่งยืน ที่นี่และที่อื่นๆ ดอกไม้สดชื่น ยืนให้มวลชน”
พิเชฐ บัญญัติ
Verbond straat 52
2000 Antwerp, Belgium
23 กันยายน 2550
11.10 น. (16.10 น.เมืองไทย )
สงสารเด็กๆนะ คิดซ้ะว่าช่วงนี้เขาจะได้ฝึกจิตใจ รู้จักการพลัดพราก จะได้สร้างภูมิต้านทาน ซักพักอาการน่าจะทุเลาลง ตอนเราไปอยู่ท่าตะเกียบ ลูกไปส่งอย่างสนุกสนาน พอจะกลับ อ้าว แม่ไม่ได้กลับด้วย เขาทำตาแดงๆแล้วสะอึกสะอื้นน้ำตาพรั่งพรูออกมา ถามว่าทำไมแม่ต้องมาอยู่ที่นี่ด้วย อึ้งไปเลยเหมือนกัน ยังไงก็อดทนหน่อยนะเพื่อน 10 เดือนไม่นานประมาณว่า POST TERM ละกัน
สิ่งหนึ่งที่ทำให้ไม่อยากไปอบรมหรือเรียนต่อทั้งที่มีโอกาสหรือมีทุนก็เพราะคิดถึงลูกเนี่ยแหละ
มีคนหลายคนที่สละโอกาสบางอย่างเพื่อให้โอกาสกับอีกอย่าง เช่นสละการเรียนเพื่อครอบครัว ซึ่งมีหลายคนมาก แม้จะมีศักยภาพ แต่ครอบครัวก็สำคัญเช่นกัน ได้อย่างเสียอย่าง ไม่มีใครได้ทุกอย่างตลอดไปครับ
สวัสดีตุ๊กกับปุ๋ย ขอบคุณที่ตามมาให้กำลังใจกันตลอด สวัสดีครับคุณสิงห์ป่าสัก ที่ช่วยทำให้ผมระลึกถึงเพื่อนิด้าอีกคนหนึ่งได้ ผมจำพี่สถิตย์ได้แล้วครับ
นอกจากเพื่อนในรุ่นนิด้า 5 พิษณุโลกแล้ว นักศึกษาจะผูกพันกับน้องๆเจ้าหน้าที่อีกสองคนที่ช่วยดูแลพวกเราคือน้องกวาง กับ น้องวรรณ น่ารักมาก ช่วยดูแลพี่ๆนักศึกษาเป็นอย่างดี ตอนผมขอใบริญญากับทรานสคริปต์เป็นภาษาอังกฤษจากนิด้า น้องกวางดำเนินการให้ได้ภายใน 1 สัปดาห์ เร็วมากเลย ต้องขอขบคุณมา ณ ที่นี้ครับ