ลูกโป่งสีอะไร ๆ ก็ลอยขึ้นฟ้าได้ทั้งนั้นแหล่ะ ไม่สำคัญหรอกว่าจะสีอะไร แต่สำคัญอยู่ที่ว่า ข้างในมันมีอะไรอยู่ต่างหาก

สวัสดีครับ นานจนผมจำไม่ได้แล้วว่าครั้งล่าสุดที่ผมเขียน blog ใน g2k นั้นเมื่อไหร่ จนต้องเปิดหน้าบันทึกของตัวเองจนได้รู้ว่า อืมม...ก็นานพอที่จะทำให้เพื่อน ๆ หลาย ๆ คนที่ติดตามอ่านลืมกันไปแล้วล่ะ ว่ามีเราแฝงตัวใน g2k ด้วย ก็ต้องขอโทษเพื่อน ๆ ที่ตามอ่านงานเขียนของผมไว้ ณ.ที่นี้ด้วยน่ะครับ

ชายขายลูกโป่งคนหนึ่ง ยืนขายลูกโป่งที่สวนสาธารณะมาหลายปี จนทำให้เค้าได้เรียนรู้เทคนิคการขายลูกโป่งหลายอย่าง มีอย่างหนึ่งที่เค้าได้เรียนรู้ และได้ผลดีอยู่เสมอ

เมื่อไหร่ก็ตามถ้าเป็นช่วงเวลาที่มีคนมารอซื้อลูกโป่งของเค้าเยอะ ๆ เค้าก็จะขายลูกโป่งไปตามปกติ แต่ถ้าเมื่อไหร่ ลูกค้าไม่ค่อยมาซื้อลูกโป่ง ลูกค้าน้อยว่าอย่างงั้นเถอะครับ เค้าก็จะมีเทคนิคอย่างหนึ่งคือ เค้าจะปล่อยลูกโป่งให้ลอยขึ้นไปบนฟ้าทีละลูก

แน่นอนเมื่อลูกโป่งลอยขึ้นฟ้า ก็สามารถเรียกความสนใจจากผู้คนระแวกนั้นที่เห็นลูกโป่งได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะเด็ก ๆ

หลังจากนั้นเทวดาตัวน้อย ๆ ของคุณพ่อคุณแม่ทั้งหลายก็เริ่มแปลงกายเป็นเจ้ามารร้ายตัวน้อยขึ้นในบัดNow ที่จะคอยรบเร้าให้คุณพ่อคุณแม่ซื้อลูกโป่งที่มีสีสันสดใสเมื่อเห็นลูกโป่งที่ลอยอยู่บนฟ้า จนคุณพ่อคุณแม่ส่วนใหญ่ทนเสียงรบเร้าไม่ไหว จำใจต้องซื้อให้มารร้ายตัวน้อยเหล่านั้น

เค้าใช้เทคนิคนี้ได้ผลอยู่เสมอ ๆ เมื่ออยากเรียกความสนใจจากผู้คน

วันหนึ่ง เด็กช่างสงสัยที่พยายามทำความเข้าใจในเทคนิคดังกล่าวของชายขายลูกโป่ง เกิดอยากรู้อะไรบางอย่าง จึงเข้าไปดึงเสื้อคนขายลูกโป่ง แล้วถามว่า

"น้าครับ ทำไมทุกทีน้าถึงปล่อยลูกโป่งสีสดใส แล้วถ้าเป็นลูกโป่งสีดำมันจะลอยขึ้นฟ้าได้รึเปล่าครับ" คนขายลูกโป่งได้ยินดังนั้นก็ยิ้ม แล้วตอบเด็กน้อยคนนั้นกลับไปว่า

"เจ้าหนูเอ๋ย ลูกโป่งสีอะไร ๆ ก็ลอยขึ้นฟ้าได้ทั้งนั้นแหล่ะ ไม่สำคัญหรอกว่าจะสีอะไร แต่สำคัญอยู่ที่ว่า ข้างในมันมีอะไรอยู่ต่างหาก " แล้วเค้าก็ยิ้มอย่างภูมิใจ และเสริมต่อว่า

"ข้างในลูกโป่งมันมีก๊าซอยู่ มันถึงลอยได้ไง ถ้าลูกไหนมีก๊าซ ก็ลอยได้ทั้งนั้นแหล่ะ"

ผมเชื่อเหลือเกินว่าผู้คนส่วนใหญ่ในโลกนี้ชอบนิทาน ผมก็เหมือนกับคนส่วนใหญ่ ผมชอบนิทานมาตั้งแต่จำความได้ และนิทานส่วนใหญ่ มีอะไรแฝงให้เราได้คิด ได้จดจำเสมอ ๆ

นิทานข้างต้นก็เช่นกัน "ลูกโป่งสีอะไร ๆ ก็ลอยขึ้นฟ้าได้ทั้งนั้นแหล่ะ ไม่สำคัญหรอกว่าจะสีอะไร แต่สำคัญอยู่ที่ว่า ข้างในมันมีอะไรอยู่ต่างหาก" นั้นคือ key word ของนิทานเรื่องนี่

คนเราก็เช่นกัน เราจะมีรูปแบบการมีชีวิตเป็นอย่างไร หน้าตาแตกต่างกันขนาดไหน ฐานะทางบ้านจะสูงต่ำกันเท่าไหร่ก็ตาม สิ่งสำคัญที่จะทำให้คนเราแตกต่างกันอย่างแท้จริงคือ ข้างในว่ามีความคิดอย่างไรต่างหาก

ไม่สำคัญหรอกว่าภายนอกเราจะแตกต่างกันอย่างไร ที่สำคัญคือ เรามีวิธีคิดที่ดีอย่างไรต่างหาก การมีวิธีคิดและทัศนะคติที่ถูกต้องต่อสิ่งต่าง ๆ ทำให้เรามีความสุขแตกต่างจากคนอื่นอย่างแท้จริง

ดังนั้น วิธีคิดและทัศนะคติสำคัญมาก เพราะนั้นคือวิธีที่เราจะมีความสุขกับชีวิตของเรา โดยไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนอะไรอีกแล้ว ไม่ต้องมีอะไรเพิ่มก็ได้ ไม่ต้องลดอะไรเลยก็ได้ เราก็สามารถมีความสุขในวิถีทางของเราได้อย่างที่เราเป็นครับ

ผมมีความสุขเล็ก ๆ น้อย ๆ ของผมจะเล่าให้เพื่อน ๆ ฟังอีกหน่อยน่ะครับ

ผมลอง Searching ชื่อของตัวเองที่เขียนคำว่า Narongrit ใน Google ก็ปรากฎชื่อ Narongrit ขึ้นมาทั้งหมดประมาณ 33,000 ชื่อ

แต่สิ่งที่ทำให้ผมมีความสุขและภาคภูมิใจมากคือ ชื่อและนามสกุลของผม โดน Google Ranking ให้เป็นอันดับ 1 ของ Keyword นี้เลยทีเดียว

ทั้ง ๆ ที่ 2-3 วันที่แล้วผมยังอยู่อันดับ 3 อยู่เลย จากการที่ผมมี blog ใน g2k ก็ทำให้ผมมีความสุขแบบนี้ได้ครับ ว่าง ๆ เพื่อน ๆ ลองค้นหาชื่อของตัวเองใน Google ดูซิครับ ผมคิดว่า มันทำให้เรามีความสุขได้น่ะครับ 

เห็นมั้ยครับ ความสุขของคนเราหาได้จากทุก ๆ ที่ครับ อยู่ที่ว่าเราคิดอย่างไรกับสิ่งที่เราสัมผัส ผมก็มีวิธีการหาความสุขแบบไม่ต้องจ่ายสตังค์เยอะ ๆ แบบนี้แหล่ะครับ ประหยัดดี หรือเราอาจจะเรียกความสุขแบบนี้ว่า ความสุขแบบพอเพียงก็ได้น่ะครับ

สวัดีครับ