พ.ร.บ.
พระราชบัญญัติ
ป้องกันภัยฝ่ายพลเรือน
พุทธศักราช ๒๕๒๒
---------------------
ภูมิพลอดุลยเดช ปร.
ให้ไว้ ณ วันที่ ๑๕ มีนาคม พุทธศักราช ๒๕๒๒
เป็นปีที่ ๓๔ ในรัชกาลปัจจุบัน <dd>พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้า ฯ ให้
ประกาศว่า </dd>
ให้ตราพระราชบัญญัติขึ้นไว้ โดยคำแนะนำและยินยอมของสภานิติบัญญัติแห่งชาติทำหน้าที่รัฐสภาดังต่อไปนี้
- (๑) พระราชบัญญัติป้องกันภัยทางอากาศ พุทธศักราช ๒๔๘๒
- (๒) พระราชบัญญัติป้องกันภัยทางอากาศ (ฉบับที่ ๒) พุทธศักราช ๒๔๘๗
ในการป้องกันและบรรเทาอันตรายหรือความเสียหายอันเนื่องจากสาธารณภัยภัยทางอากาศหรือการก่อ
วินาศกรรม ไม่ว่าการดำเนินการนั้นจะได้กระทำก่อนเกิดภัย ขณะเกิดภัยหรือภายหลังที่ภัยได้ผ่าพ้นไปแล้ว
และหมายความรวมถึงการอพยพประชาชนและส่วนราชการเพื่อการนั้น
ไม่ว่าเกิดจากธรรมชาติหรือมีผู้ทำให้เกิดขึ้น ซึ่งก่อให้เกิดอันตรายแก่ชีวิตของประชาชนหรือความเสียหาย
แก่ทรัพย์สินของประชาชนหรือรัฐ
หรือของรัฐ หรือสิ่งอันเป็นสาธารณูปโภค หรือการรบกวนขัดขวาง หน่วงเหนียวระบบการปฏิบัติงานใด ๆ
ตลอดจนการประทุษร้ายต่อบุคคล อันเป็นการก่อให้เกิดความปั่นป่วนทางการเมือง การเศรษฐกิจและ
สังคมแห่งชาติ โดยมุ่งหมายที่จะก่อให้เกิดความเสียหายต่อความมั่นคงของรัฐ
ซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้งให้มีอำนาจหน้าที่ตามพระราชบัญญัตินี้
หน้าที่ตามพระราชบัญญัตินี้
แต่งตั้งเจ้าหน้าที่ป้องกันภัยฝ่ายพลเรือนโดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา ออกกฎกระทรวง กำหนด
ข้อบังคับและระเบียบเพื่อปฏิบัติตามพระราชบัญญัตินี้
คณะกรรมการป้องกันภัยฝ่ายพลเรือนแห่งชาติ
มหาดไทย เป็นประธานกรรมการ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เป็นรองประธานกรรมการ ปลัดกระทรวง
กลาโหมหรือผู้แทน ปลัดกระทรวงสาธารณสุขหรือผู้แทน ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์หรือผู้แทน
ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณหรือผู้แทน เลขาธิการสภาความมั่นคงหรือผู้แทน ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร
หรือผู้แทน อธิบดีกรมตำรวจหรือผู้แทน อธิบดีกรมประชาสงเคราะห์หรือผู้แทน อธิบดีกรมอุตุนิยมวิทยา
หรือผู้แทน ผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งคณะรัฐมนตรีแต่งตั้งอีกไม่เกิน ๕ คน ซึ่งคณะรัฐมนตรีแต่งตั้งเป็นกรรมการ
และอธิบดีกรมการปกครองเป็นกรรมการและเลขานุการ
- (๑) กำหนดนโยบายเกี่ยวกับการป้องกันภัยฝ่ายพลเรือน
- (๒) วางแผนหลักในการป้องกันภัยฝ่ายพลเรือน
- (๓) กำหนดวิธีการตรวจสอบ ติดตาม ประเมินผลตามแผนการป้องกันภัย ฝ่ายพลเรือน รวมทั้งการฝึกซ้อมการป้องกันภัยฝ่ายพลเรือน
- (๔) วางระเบียบเกี่ยวกับค่าตอบแทน ค่าทดแทน และค่าใช้จ่ายในการป้องกันภัยฝ่ายพลเรือน
- (๕) พิจารณาและกำหนดกิจการอื่น เกี่ยวกับการป้องกันภัยฝ่ายพลเรือน
หรือหลายอย่าง แล้วแต่กรณีและความจำเป็น
- (๑) การประชาสัมพันธ์
- (๒) การจัดหากำลังคน
- (๓) การจัดระบบสัญญาณภัย
- (๔) การจัดที่หลบภัย
- (๕) การจัดพื้นที่รับการอพยพ
- (๖) การพรางและการควบคุมแสงไฟ
- (๗) การรักษาความปลอดภัย ความสงบเรียบร้อยและการจราจร
- (๘) การป้องกันและทำลายล้างยุทธภัณฑ์ วัตถุระเบิด สารเคมี ชีวะและรังสีที่เป็นอันตราย
- (๙) การช่วยผู้ประสบภัยและการจัดการกับผู้เสียชีวิต
- (๑๐) การขนย้ายผู้ประสบภัย
- (๑๑) การรักษาพยาบาลและการอนามัย
- (๑๒) การสงเคราะห์ผู้ประสบภัย
- (๑๓) การโยธา
- (๑๔) การสาธารณูปการ
- (๑๕) การติดต่อสื่อสาร การควบคุมการใช้คลื่นวิทยุ และการส่งวิทยุกระจายเสียง
- (๑๖) กิจการอื่นที่จำเป็น
แต่งตั้งกรรมการเพิ่มขึ้นในระหว่างที่กรรมการซึ่งแต่งตั้งไว้แล้วยังมีวาระอยู่ในตำแหน่ง ให้ผู้ได้รับตำแหน่ง
ให้ดำรงตำแหน่งแทน หรือเป็นกรรมการเพิ่มขึ้นอยู่ในตำแหน่งเท่ากับวาระที่เหลืออยู่ของกรรมการซึ่งแต่งตั้ง
ไว้แล้ว
- (๑) ตาย
- (๒) ลาออก
- (๓) เป็นบุคคลล้มละลาย
- (๔) เป็นคนไร้ความสามารถ หรือคนเสมือนไร้ความสามารถ
- (๕) ได้รับโทษจำคุกโดยคำพิพากษาถึงที่สุด หรือโดยคำสั่งที่ชอบด้วย กฎหมายให้จำคุก เว้นแต่เป็นโทษสำหรับความผิดที่ได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ
ไม่มาประชุม หรือไม่อยู่ในที่ประชุม ให้รองประธานกรรมการเป็นประธานในที่ประชุม ถ้าประธานกรรมการ
และรองประธานกรรมการไม่มาประชุม หรือไม่อยู่ในที่ประชุมให้ที่ประชุมเลือกกรรมการคนหนึ่งเป็น
ประธานในที่ประชุม
ไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนกรรมการทั้งหมด จึงจะเป็นองค์ประชุม
คะแนน ถ้าคะแนนเสียงเท่ากันให้ประธานในที่ประชุมออกเสียงเพิ่มอีกหนึ่งเสียงเป็นเสียงชี้ขาด
อย่างใดอย่างหนึ่งตามที่จะมอบหมายก็ได้
เรียกบุคคลใด ๆ มาสอบถามหรือให้ชี้แจ้งข้อเท็จจริงในกิจการใด ๆ หรือให้ส่งเอกสาร หรือวัสดุเพื่อประโยชน์
แก่การป้องกันภัยฝ่ายพลเรือน หมวด ๒
สำนักเลขาธิการป้องกันภัยฝ่ายพลเรือน
กรมการปกครองทำหน้าที่สำนักเลขาธิการป้องกันภัยฝ่ายพลเรือน
- (๑) ทำหน้าที่เป็นกองอำนวยการของผู้อำนวยการป้องกันภัยฝ่ายพลเรือนแห่งราชอาณาจักร
- (๒) ดำเนินงานธุรการของคณะกรรมการป้องกับภัยฝ่ายพลเรือนแห่งชาติ
- (๓) ศึกษา ค้นคว้า และวิจัยทางด้านวิชาการ ตลอดเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับการป้องกับภับ
ฝ่ายพลเรือน - (๔) จัดทำแผนหลักในการป้องกันภัยฝ่ายพลเรือนและพิจารณาทบทวน หรือปรับปรุงแผน
ดังกล่าวอย่างน้อยทุกสามปี เสนอคณะกรรมการป้องกันภัยฝ่ายพลเรือนแห่งชาติ - (๕) จัดให้มีการฝึกอบรมการป้องกันภัยฝ่ายพลเรือน
- (๖) ประสานงาน ติดตามผล และประเมินผล ตลอดจนสนับสนุนการปฏิบัติงานตาม
แผนการป้องกันภัยฝ่ายพลเรือน - (๗) ปฏิบัติการอื่นตามที่คณะกรรมการป้องกันภัยฝ่ายพลเรือนแห่งชาติมอบหมาย
ผู้อำนวยการป้องกันภัยฝ่ายพลเรือน
ในการป้องกันภัยฝ่ายพลเรือนทั่วราชอาณาจักร จัดตั้งหน่วยปฏิบัติงานเพื่อดำเนินการป้องกันภัยและ
บังคับบัญชาผู้อำนวยการป้องกันภัยฝ่ายพลเรือน เจ้าหน้าที่ป้องกันภัยฝ่ายพลเรือนและพนักงานป้องกันภัย
ทั่วราชอาณาจักร
อำนาจหน้าที่ตามที่ผู้อำนวยการป้องกันภัยฝ่ายพลเรือนแห่งราชอาณาจักรมอบหมาย และในกรณีที่
ผู้อำนวนการป้องกันภัยฝ่ายพลเรือนแห่งราชอาณาจักรไม่อยู่หรือไฝาสามารถปฏิบัติราชการได้ให้
รองผู้อำนวยการป้องกันภัยฝ่ายพลเรือนแห่งราชอาณาจักรปฏิบัติราชการแทน
ท้องที่ขึ้นเป็นภาคตามความจำเป็นในการป้องกันภัยฝ่ายพลเรือนและแต่งตั้งผู้อำนวยการป้องกันภัย
ฝ่ายพลเรือนภาค
ผู้อำนวยการป้องกันภัยฝ่ายพลเรือนแห่งราชอาณาจักรมอบหมาย แต่งตั้งพนักงานป้องกันภัยจัดตั้ง
กองอำนวยการเพื่อดำเนินการป้องกันฝ่ายพลเรือน และบังคับบัญชาผู้อำนวยการป้องกันภัยฝ่ายพลเรือน
และพนักงานป้องกันภัยในเขตภาค
มหานคร มีอำนาจหน้าที่ในการป้องกันภัยฝ่ายพลเรือน แต่งตั้งพนักงานป้องกันภัย จัดตั้งหน่วยปฏิบัติงาน
เพื่อดำเนินการป้องกันภัยฝ่ายพลเรือน และบังคับบัญชาพนักงานป้องกันภัยในเขตกรุงเทพมหานคร
ในการป้องกันภัยฝ่ายพลเรือนในเขตจังหวัด แต่งตั้งพนักงานป้องกันภัย จัดตั้งหน่วยปฏิบัติงาน
เพื่อดำเนินการป้องกันภัยฝ่ายพลเรือน และบังคับบัญชาผู้อำนวยการป้องกันภัยฝ่ายพลเรือนและ
พนักงานป้องกันภัยในเขตจังหวัด
ป้องกันภัยพลเรือนในเขตอำเภอเฉพาะนอกเขตเทศบาล แต่งตั้งพนักงานป้องกันภัยบังคับบัญชา
พนักงานป้องกันภัยในเขตอำเภอเฉพาะนอกเขตเทศบาลกับหน้าที่สนับสนุนผู้อำนวยการป้องกันภัยฝ่าย
พลเรือนจังหวัดในการป้องกันภัยฝ่ายพลเรือนและควบคุมดูแลการป้องกันภัยฝ่ายพลเรือนในเขตเทศบาล
ตำบลด้วย
ป้องกันภัยฝ่ายพลเรือนในเขตเทศบาล แต่งตั้งพนักงานป้องกันภัย บังคับบัญชาพนักงานป้องกันภัยในเขต
เทศบาล กับมีหน้าที่สนับสนุนผู้อำนวยการป้องกันภัยฝ่ายพลเรือนจังหวัดในการป้องกันภัยฝ่ายพลเรือน
แต่สำหรับเทศบาลตำบลให้นายกเทศมนตรีมีหน้าที่สนับสนุนผู้อำนวยการป้องกันภัยฝ่ายพลเรือนอำเภอ
ในการป้องกันภัยฝ่ายพลเรือนด้วย
ในการป้องกันภัยฝ่ายพลเรือนในเขตเมืองพัทยา แต่งตั้งคณะกรรมการป้องกันภัย บังคับบัญชาพนักงาน
ป้องกันภัยฝ่ายพลเรือนในเขตเมืองพัทยา กับมีหน้าที่สนับสนุนผู้อำนวยการป้องกันภัยฝ่ายพลเรือนจังหวัด
ในการป้องกันภัยฝ่ายพลเรือนด้วย
ฝ่ายพลเรือนขึ้นเป็นพิเศษเฉพาะภัยทางอากาศหรือการก่อวินาศกรรมในท้องที่ใดก็ได้
ป้องกันภัยฝ่ายพลเรือนแห่งราชอาณาจักรมอบหมาย หมวด ๔
หน่วยอาสาสมัครป้องกันภัยฝ่ายพลเรือน
เพื่อช่วยเหลือในการป้องกันภัยฝ่ายพลเรือน
สิทธิและวินัยของสมาชิกหน่วยอาสาสมัคร การปกครอง การบังคับบัญชา การจัดหน่วยอาสาสมัคร การฝึก
อบรมและหลักสูตรให้เป็นไปตามข้อบังคับและระเบียบกระทรวงมหาดไทย
- (๑) ปฏิบัติการตามคำสั่งของผู้อำนวยการป้องกันภัยฝ่ายพลเรือน และผู้ที่ผู้อำนวยการ
ป้องกันภัยฝ่ายพลเรือนมอบหมายในการป้องกันภัยฝ่ายพลเรือน - (๒) ปฏิบัติตามข้อบังคับและระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยอาสาสมัครป้องกันภัยฝ่าย
พลเรือน
การป้องกันภัยฝ่ายพลเรือน
ตอนที่ ๑
การเตรียมการป้องกันภัยฝ่ายพลเรือน
ป้องกันภัยฝ่านพลเรือนขึ้นและพิจารณาทบทวนหรือปรับปรุงแผนดังกล่าวทุกปีให้สอดคล้องกับแผนที่
คณะกรรมการป้องกันภัยฝ่ายพลเรือนที่คณะกรรมการป้องกันภัยฝ่ายพลเรือนแห่งชาติได้ไว้วางใจตาม
มาตตรา ๗ (๒) และเมื่อได้รับความเห็นชอบแล้ว ให้ถือปฏิบัติได้
รับความเห็นชอบจากผู้อำนวยการป้องกันภัยฝ่ายพลเรือนแห่งราชอาณาจักร ส่วนแผนของ อำเภอ
เทศบาล และเมื่องพัธยาให้เสนอรับความเห็นชอบจากผู้อำนวยการป้องกันภัยฝ่ายพลเรือนจังหวัด
ท้องที่ที่รับผิดชอบมีอำนาจหน้าที่ต่อไปนี้
- (๑) สำรวจสภานที่ วัสดุ อุปกรณ์ เครื่องมือ เครื่องใช้ และยานพาหนะของทาง
ราชการฝ่ายพลเรือน หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ และเอกชน เพื่อใช้ในการป้องกันภัยฝ่าย
พลเรือนได้ตามความจำเป็น - (๒) จัดให้มีวัสดุ อุปกรณษ เครื่องมือ เครื่องใช้ ยานพาหนะ และที่หลบภัย สาธารณะ ในการ
ป้องกันภัยฝ่ายพลเรือนได้ตามความจำเป็น - (๓)จัดให้มีการอบรมและดำเนินการฝึกซ้อมการป้องกันภัยฝ่ายพลเรือน
- (๔)เตรียมการอื่นตามความจำเป็น
ปฏิบัติในการป้องกันภัยฝ่ายพลเรือนตามที่คณะรัฐมนตรีมอบหมาย ตอนที่ ๒
การป้องกันและบรรเทาภัยฝ่ายพลเรือน
ผู้อำนวยการป้องกันภัยฝ่ายพลเรือนในเขตท้องที่ที่รับผิดชอบ หรือเจ้าหน้าที่ป้องกันภัยฝ่ายพลเรือนที่ได้
รับมอบหมายมีอำนาจหน้าที่ตามความจำเป็นดังต่อไปนี้
- (๑) สั่งข้าราชการฝ่ายพลเรือน สมาชิกหน่วยอาสาสมัครและบุคคลใด ๆ ในเขตท้องที่
ที่ให้ปฏิบัติการอย่างใดอย่างหนึ่งในการป้องกันและบรรเทาอันตรายหรือความเสียหายทั้งนี้
นอกจากบุคคลที่รัฐมนตรีประกาศยกเว้น - (๒) สั่งใช้สถานที่ วัสดุ อุปกรณ์ เครื่องมือและเครื่องใช้ของทางราชการ ฝ่ายพลเรือน
หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ และเอกชนที่อยู่ในเขตท้องที่นั้น - (๓) สั่งใช้ยนพาหนะของทางราชการฝ่ายพลเรือน หน่วยงานของรัฐรัฐวิสาหกิจ และเอกชน
ที่อยู่หรือเข้าไปในเขตท้องที่นั้น - (๔) สั่งใช้เครื่องมือสื่อสารทุกระบบที่อยู่ในเขตท้องที่นั้น
- (๕) สั่งหรือจัดทำการพลางอาคารสถานที่ ตลอดจนการพรางและการควบคุมแสงไฟ
- (๖) สั่งห้ามเข้าบริเวณหรือสถานที่ที่กำหนด
- (๗) อำนวยการและควบคุมการสงเคราะห์ผู้ประสบภัยให้เป็นระเบียบโดยทั่วถึงและรวดเร็ว
การป้องกันหรือระงับให้ทันท่วงที ให้พนักงานป้องกันภัยมีอำนาจเข้าจัดการใด ๆ และสั่งให้บุคคลใด ๆ
เข้าช่วยเหลือเท่าที่จำเป็น เพื่อขจัดภัยเช่นว่านั้นไปพลางก่อนได้
ดังกล่าวใกล้มาถึง และผู้อำนวยการป้องกันภัยฝ่ายพลเรือนในเขตท้องที่ที่รับผิดชอบเห็นว่าสภาพขอ
งบสิ่งก่อสร้าง วัสดุหรือทรัพย์สินใดอาจเป็นอุปสรรคต่อการบำบัดปัดป้องภยันตราย หรือจะได้รับ
ความเสียหาย ให้มีอำนาจดังต่อไปนี้
- (๑) ดัดแปลงหรือทำลายสิ่งก่อสร้าง วัสดุหรือทรัพย์สิน
- (๒) เคลื่อนย้ายวัสดุหรือทรัพย์สิน
ป้องกันภัยทางอากาศฝ่ายพลเรือนในเขตท้องที่ที่ติดต่อกับเขตท้องที่ที่เกิดภัยมีหน้าที่สนับสนุนใน
การป้องกันภัยฝ่ายพลเรือน และในการนี้ให้มีอำนาจสั่งการตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๓๒ ในเขตท้องที่
ที่รับผิดชอบของตนเพื่อสนับสนุนในการป้องกันภัยฝ่ายพลเรือน
ที่เกิดขึ้นและทำบัญชีรายชื่อผู้ประสบภัยไว้เป็นหลักฐานเพื่อประโยชน์ในการสงเคราะห์ผู้ประสบภัย
และเมื่อผู้ประสบภัยร้องขอหลักฐานเพื่อรับการสงเคราะห์หรือบริการอื่นใดให้ผู้อำนวยการป้องกันภัย
ฝ่ายพลเรือนในเขตท้องที่ที่รับผิดชอบออกหนังสือรับรองให้ตามระเบียบที่กระทรวงมหาดไทยกำหนด
เรียกร้องค่าเสียหายหรือค่าทดแทนใด ๆ
แก่ประชาชนเฉพาะสิ่งที่รัฐมนตรีประกาศกำหนดในราชกิจจานุเบกษาต้องได้รับอนุญาตจากพนักงาน
เจ้าหน้าที่ซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้งเพื่อการนี้ และให้ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่กำหนดใน
กฏกระทรวง
แก่รัฐหรือประชาชน ผู้อำนวยการป้องกันภัยฝ่ายพลเรือนแห่งราชอาณาจักร มีอำนาจสั่งการปฏิบัติ
การอพยพประชาชนและส่วนราชการออกจากพื้นที่อันตราย หรือพื้นที่ที่จะกีดขวางต่อการปฏัติการ
ทางทหารเข้าไปอยู่ในพื้นที่ปลอดภัย หรือพื้นที่การอพยพ
จะเป็นพื้นที่อันตรายหรือไม่เหมาะสมในการเข้าอยู่อาศัย จะประกาศจำกัดพื้นที่มิให้ประชาชนเข้าอยู่
อาศัยในพื้นที่นั้น จนกว่าอันตรายหรือความไม่เหมาะสมนั้นจะผ่านพ้นไปแล้วก็ได้
แห่งราชอาณาจักรสั่งปฏิบัติการอพยพตาม มาตรา ๓๙ หรือ ประกาศจำกัดพื้นที่ตามมาตรา ๔๐ จะไม่
ทันต่อเหตุการณ์ ผู้อำนวยการป้องกันภัยฝ่ายพลเรือนในเขตพื้นที่ที่รับผิดชอบสั่งปฏิบัติตามมาตรา ๓๙ หรือ
มาตรา ๔๐ ได้ แล้วรายงานให้ผู้อำนวยการป้องกันภัยฝ่ายพลเรือนแห่งราชอาณาจักรทราบโดยไม่ชักช้า
มาใช้บังคับ เว้นแต่ที่มิได้บัญญัติไว้ในกฏหมายนั้น ให้นำพระราชบัญญัตินี้มาใช้ หมวด ๖
เบ็ดเตล็ด
ในการป้องกันภัยฝ่ายพลเรือนตามพระราชบัญญัตินี้ เป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฏหมายอาญา
ฝ่ายพลเรือน ให้ได้รับการสงเคราะห์ตามกฏหมายว่าด้วยการสงเคราะห์ผู้ประสบภัยเนื่องจากการช่วยเหลือ
ราชการ การปฏัติงานของชาติ หรือการปฏิบัติตามหน้าที่มนุษยธรรม
ถ้ามีกำหนดระยะเวลาไม่เกินปีละสามสิบวัน ห้ามมิให้นายจ้างงดจ่ายค่าจ้างลดค่าจ้าง ลงโทษ หรือขัดขวาง
การทำงานในหน้าที่ของลูกจ้าง และไม่ถือว่าการที่ลูกจ้างต้องปฏับัติหน้าที่ดังกล่าวเป็นการขาดงาน
และพนักงานป้องกันภัยเพื่อแสดงตัวขณะปฏิบัติหน้าที่ในการป้องกันภัยฝ่ายพลเรือน และให้มี
เครื่องหมายสำหรับพื้นที่ปฏิบัติการ ที่ตั้งที่ทำงานหรือยานพาหนะ
ในฐานะนั้นๆ ไปใช้เพื่อประโยชน์ส่วนตัว หรือเปิดเผยความลับนั้นแก่ผั้อื่นโดยไม่มีอำนาจโดยชอบ
ด้วยกฏหมายในประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือแก่การประกอบอาชีพของผู้นั้น
ไม่ให้ใช้บังคับแก่เจ้าหน้าที่และทรัพย์สินของทางราชการทหาร หมวด ๗
บทกำหนดโทษ
หรืออนุกรรมการตามมาตรา ๑๕ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งเดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งพันบาท
หรือทั้งจำทั้งปรับ
ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งเดือน หรือปรับไม่เกิน หนึ่งพันบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ
มาตรา ๓๒ (๔) ต้องระวางโทษจำคุไม่เกินหกเดือน หรือปรับไม่เกินสองพันบาทหรือทั้งจำและปรับ
หรือ (๕) หรือขัดขวางมิให้ดำเนินการตาม มาตรา ๓๔ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสองปี หรือปรับไม่เกิน
หกพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
เมื่อมีประกาศจำกัดพื้นที่ตามมาตรา ๔๐ ผู้ใดฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามคำสั่งหรือประกาศดังกล่าว ต้อง
ระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งเดือนหรือปรับไม่เกินหนึ่งพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
การทางทหารมาตรา ๓๙ ผู้ใดฝ่าฝืน หรือไม่ปฏิบัติตามคำสั่งดังกล่าวต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหกเดือน
หรือปรับไม่เกินสองพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
ที่ทำการ หรือยานพาหนะตามมาตรา ๔๖ หรือใช้เครื่องหมายนั้นแก่สถานที่ หรือยานพาหนะอื่นโดย
มิชอบด้วยกฏหมาย ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปีหรือปรับไม่เกินสี่พันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
สองพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
พลเรือน หรือประดับเครื่องหมายสำหรับเจ้าหน้าที่ป้องกันภัยฝ่ายพลเรือน หรือพนักงานป้องกันภัย
ฝ่ายพลเรือนโดยตนเองมิได้เป็นเจ้าหน้าที่ป้องกันภัยฝ่ายพลเรือน หรือพนักงานป้องกันภัยและกระทำการ
นั้นเพื่อให้บุคคลอื่นเชื่อว่าตนเป็นเจ้าหน้าที่ป้องกันภัยฝ่ายพลเรือนหรือพนักงานป้องกันภัย ต้องระวางโทษ
จำคุกไม่เกินหกเดือน หรือปรับไม่เกินสองพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
เพื่อหาประโยชน์ให้แก่ตนหรือผู้อืน ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสี่พันบาท
หรือทั้งจำทั้งปรับ บทเฉพาะกาล
ในการป้องกันภัยฝ่ายพลเรือนเสนอต่อคณะกรรมการป้องกันภัยฝ่ายพลเรือนแห่งชาติ เพื่อพิจารณา
วางแผนหลักในการป้องกันภัยฝ่ายพลเรือนโดยไม่ชักช้า
ในเขตท้องที่ที่รับผิดชอบวางแผนเฉพาะ และตั้งหน่วยปฏิบัติการขึ้นเพื่อดำเนินการป้องกันภัยฝ่าย
พลเรือนเป็นการชั่วคราว
ว่าด้วยหน่วยอาสาสมัครป้องกันภัยฝ่ายพลเรือนตามมาตรา ๒๗ ให้ใช้ ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วย
ไทยอาสาป้องกันแห่งชาติที่ใช้บังคับอยู่ในวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับบังคับแก่สมาชิกหน่วยอาสาสมัคร
และหน่วยอาสาสมัครเท่าที่ไม่ขัดหรือแย้งกับพระราชบัญญัตินี้
ที่มาhttp://www.geocities.com/CapitolHill/Lobby/5101/lawdp6.htm
</font></font>