มุฑิตาเป็นคุณธรรมหนึ่งในสี่(ข้อที่3)ของพรหมวิหารสี่...ในพจนานุกรมพุทธศาสน์ฉบับประมวลศัพท์( หน้า235-236 )ได้ให้ความหมายไว้ว่า"ความพลอยยินดีเมื่อผู้อื่นได้ดี,เห็นผู้อื่นอยู่ดีมีสุข ก็แช่มชื่นเบิกบานใจด้วย เห็นเขาประสบความสำเร็จ เจริญก้าวหน้ายิ่งขึ้นไป ก็พลอยยินดีบันเทิงใจ พร้อมที่จะส่งเสริมสนับสนุน ไม่กีดกันริษยา ; ธรรมตรงข้าม คือ อิสสา".
...ในสภาพสังคมทุกวันนี้โดยเฉพาะในหน้าข่าวบันเทิงหรือสังคมจะพบการนำเสนอข่าวคราวและข่าวคาวของคนดัง/คนที่มีชื่อเสียงในวงการต่างๆมาให้ผู้อ่านได้รับรู้อยู่เป็นนิจ หรือแม้กระทั่งในสื่อโทรทัศน์ละครเรื่องโปรดต่างก็ไม่พ้นกรอบความคิดเดิมๆที่เน้นการรังเกียจเดียดฉันท์ แบ่งฝักแบ่งฝ่าย อิจฉากันไปมา บางเรื่องตัวโกงผู้ชายตีบทแตกสามารถแสดงความรู้สึกอิจฉาและชอบวางแผนสกปรกกลั่นแกล้งพระเอกนางเอกได้อย่างไร้เหตุผล...เล่นดีมากจนชาวบ้านร้านตลาดเฝ้าหน้าจอรอคอยวันที่ตัวละครเลวๆตัวนั้นจะถูกกฏแห่งกรรมตามสนอง...ความสาแก่ใจของผู้รับชมกลายเป็นการสะสมจิตที่คิดแต่จะแก้แค้นหรือเอาคืน ขาดความรู้สึกที่จะให้อภัย หรือแม้แต่จะมีสติยับยั้ง ไตร่ตรอง พยายามที่จะเอาใจเขามาใส่ใจเรา
ในทางจิตวิทยาพบว่าคนที่ไม่สามารถมีจิตมุฑิตาต่อผู้อื่นได้อย่างแท้จริง เป็นคนที่ขาดทั้งปัญญาและความเคารพในตนเอง ที่ว่าขาดปัญญาก็คือขาดความเข้าใจถึงเหตุของการเจริญ หรือเสื่อมถอยของตนว่าไม่ได้เป็นเพราะผู้อื่นหากแต่เป็นตัวของเราเองที่จะเป็นผู้กำหนด เมื่อไม่เข้าใจกฏข้อนี้และแถมยังขาดความเชื่อมั่นในศักยภาพของตน จึงไม่สามารถที่จะยอมรับได้โดยง่ายเมื่อพบว่าตนนั้นยังไม่ได้ความสำเร็จอย่างที่ตั้งใจไว้ หรือชอบเปรียบเทียบกับผู้อื่น ชอบแสวงหาความคิดที่คล้ายจะลวงตัวเองให้เชื่อว่าตนเองนั้นเป็นเหยื่อ หรือผู้ถูกกระทำ ดังนั้นการที่จะแสวงหาความดี หรือ ความสำเร็จจึงไปแฝงอยู่กับการให้คำจำกัดความของผู้อื่น ไม่ได้มาจากความต้องการอันแท้จริงของตน หลอกทั้งตนเองและผู้อื่น ชีวิตมีแต่ความทุกข์และร้อนรน พบเจอแต่ความเหนื่อยยากทั้งทางร่างกายและจิตใจ
ส่วนคนที่มีมุฑิตาจะเป็นคนที่ค้นพบความสุขของการให้และได้รับที่ประณีตละเอียดอ่อน เป็นคนที่มีความสุขใครอยู่ใกล้ก็พลอยเป็นสุขไปด้วย สามารถคิดเห็นโลกธรรมอย่างที่มันเป็นและปล่อยวางได้ เป็นผู้ที่รู้จักเหตุแห่งความเจริญและความเสื่อม และรู้จักวิธีที่จะสร้างและรักษาความสุขสงบภายในจิตของตนได้เป็นอย่างดี....