เมื่อวานไปบรรยายให้กับครูสอนภาษาระดับมัธยมศึกษาของเขต 2 ยะลาฟัง เกี่ยวกับเทคนิคการสอนภาษา ก็เป็นอีกบรรยากาศหนึ่งครับ งานนี้ผู้จัดเขาต้องเป้าไว้ที่ 30 คนครับ แต่ตอนที่ผมไปบรรยายมีประมาณ 12 คน (งานนี้เป้ากระจาย)
คนจัดบ่นกับผมว่า เห็นมัยอาจารย์ เวลาโรงเรียนเอกชนเรียกร้องผู้ใหญ่ระดับกระทรวง เขาพูดเสียใหญ่โตเลย แล้วหาว่าเราไม่ดูแลใส่ใจ แต่พอเขาเข้าจริงเขาไม่สนใจเรามากกว่า (พูดประมาณนี้แหละครับ จำได้ไม่หมด)
นอกจากจะมีจำนวนน้อยแล้ว มาสายกันเป็นชั่วโมงครับ นี้ถ้าเป็นในห้องเรียนผม ผมไม่คอยครับ มาสองคนก็เริ่มสอนเลย ในใจก็คิดอยู่อย่างนี้แหละครับ แต่เกรงใจผู้จัด ที่เขาตั้งใจจะรอให้คนมาเพิ่ม ซึ่งสุดท้ายก็ไม่มีมาเพิ่มครับ เลยต้องเริ่ม จริงๆ อันนี้ก็ไม่เกี่ยวอะไรกับผมหรอกครับ เวลาให้ผมพูด จะให้พูดกับกี่คน ผมก็พูดครับ ไม่เกี่ยง
ก่อนเริ่มการบรรยาย ผู้จัดเอาใบเสร็จมาให้เซ็น พร้อมกับบอกว่า ต้องขอโทษอาจารย์ค่ะ ค่าตอบแทนน้อยไปหน่อย บังเอิญโครงการนี้ได้งบมาน้อย
ผมเลยตอบกลับไปว่า "ไม่เป็นไรครับ เชิญมาให้พูดฟรี ผมก็พูดครับ" อันนี้ไม่ได้ประชดนะครับ จริงๆ ก็เป็นแบบนี้ละครับ มีข้อยกเว้นเพียงว่า อย่าให้ไปพูดไกลๆ ก็พอ (ค่าน้ำมันแพง)
แต่พอต้องนั่งรอทั้งตอนเช้าตอนบ่าย ผมเริ่มเปลี่ยนใจ คิดในใจขึ้นมาได้ว่า รอบนี้ผมขอมาบรรยายแบบฟรีๆ แล้วกัน ส่วนที่ยื่นให้ผมนั้น ผมขอเก็บเป็นค่าที่ให้นั่งรอแล้วกัน เพราะเวลาที่ต้องนั่งรอกับเวลาบรรยายเท่ากันเลยครับ คือ ชั่วโมงครึ่ง
การบรรยายช่วงบ่ายของผมต้องหยุดเป็นระยะๆ ครับ เพราะว่า มีสายโทรศัพท์เข้ามาสิบกว่าสายได้ครับ ต้องขอโทษผู้เข้าอบรมไปด้วย เนื่องจากที่มหาวิทยาลัยกำลังดำเนินการสอบอยู่ พร้อมๆ กันนั้นอาจารย์อีกหลายทั้งต้องการข้อมูลเกี่ยวกับงานวิจัย แล้วทุกความคิดเห็นจึงพุ่งมาที่ผม ไอ้ครั้นจะปิดโทรศัพท์ก็ทำไม่ได้เสียด้วย
แต่จากเหตุการณ์ที่ได้เกิดขึ้นที่มหาวิทยาลัย (ในขณะที่ผมอยู่นอกมหาวิทยาลัย) ที่ทำให้ผมได้ความคิดใหม่คือ คำว่า ผู้นำ เนี๊ยะ คุณค่าของมันจริงๆ อยู่ที่การกล้าตัดสินใจครับ ผมไม่อยู่ที่มหาวิทยาลัย แต่ก็มีคนที่ทำหน้าที่เหมือนกับผม(ตอนที่ผมนั่งที่โต๊ะอำนวยการสอบ) แต่ปัญหาทั้งหมดกลับไม่ได้รับการตัดสินใจที่โต๊ะตัวนั่น (ตัวที่ผมนั่ง วันที่เป็นคิวของผม) แต่มันก็ยังต้องผ่านสายโทรศัพท์มาหาผมอีก และผมก็ยังต้องเป็นคนตัดสินใจ
และครั้งนี้ ผมว่า การที่คนที่มีอำนาจอยู่ตอนนั้นไม่ยอมตัดสินใจ ทำให้เกิดผลเสียขึ้นอย่างเห็นได้ชัด สำหรับผมปัญหาที่เป็นเรื่องใหญ่เมื่อวาน ที่ผมสงสัยว่าทำไมตัดสินใจกันเองไม่ได้เมื่อวาน คือ มีนักศึกษาหญิงไม่สบายต้องนอนอยู่กับที่ ตามคำสั่งแพทย์ แต่เธอต้องการสอบในครั้งนี้ให้ได้เนื่องจากเธอต้องการจบสามปีครึ่ง เธอขอสอบที่หอพัก
ผู้อำนวยการสอบเมื่อวานก็โทรถามผม ว่าได้หรือไม่ ผมบอกว่าได้ แต่ต้องมีคนคุม แต่ผมสงสัยว่า ทำไมไม่ได้เธอมาสอบหลังจากเธอหายเป็นปกติแล้ว? ผู้อำนวยการสอบบอกว่า เธอต้องการสอบให้ได้
ผมไม่มีเวลาคุยเพิ่มเติมครับ (เพราะกำลังบรรยายอยู่) เลยตัดสินใจเลยว่า ถ้าอยากสอบก็ให้สอบเลยที่หอพัก โดยมีคนคุม
ผมมาทราบภายหลังว่า การที่นักศึกษาต้องการสอบอย่างเอาเป็นเอาตาย ก็เพราะว่าเธอเข้าใจว่า ถ้าไม่สอบ ก็ต้องลงทะเบียนเรียนใหม่ ผมงงจริงๆ ทำไมไม่มีใครอธิบายให้เธอฟังว่า เธอสามารถมาสอบวันหลังก็ได้ ให้เธอพร้อม ซึ่งคณะจะให้อาจารย์ประจำวิชาออกข้อสอบใหม่ให้ ไม่ต้องลงทะเบียนเรียนใหม่
ขอบคุณอัลลอฮ์ ที่การตัดสินใจอย่างรีบร้อนของผม ทำให้นักศึกษาไม่ต้องหอบสังขารณ์มาขึ้นตึกชั้นสามเพื่อสอบ (الحمدلله)
ผมแปลกใจมาก ทำให้กรรมการอำนวยการไม่คิดจุดนี้เลย มุ่งแต่การสอบอย่างเดียวไม่พิจารณาบริบทเลย สมัยผมเป็นนักศึกษา เพื่อนผมคนหนึ่งลืมวันสอบ คนอื่นเขาสอบกัน เหลือเธอคนเดียวหาตัวไม่เจอ สุดท้ายมาเจออีกวันหนึ่ง เธอก็รู้ความจริงว่า เธอจำวันผิด เธอก็ไปหาอาจารยผู้สอน อาจารย์ก็ทำข้อสอบมาให้เธอสอบใหม่ ไม่เห็นต้องมีปัญหาอะไรเลย ก็มันเป็นอุบัติเหตุสุดวิสัย จะทำไงละ
แล้วกรณีนี้ อันตรายต่อสุขภาพต่อชีวิตนักศึกษา ทำให้ยังไม่กล้าตัดสินใจ ผมไม่ได้พูดเวอร์นะครับ ผมรู้ว่าเธอไม่สบายเป็นอะไร
เฮ้ออ... (ขอถอนใจดังๆ)
ระเบียบมีชัดเจน คนป่วย ทำเรื่องย้อนหลังได้ (แต่ไม่ใช่เปิดเทอมหน้าสองเดือนแล้วเพิ่งมาขอสอบ)
ถึงไม่มีก็คุยกันได้
เหมือนกับว่า ทุกอย่างต้องเบื้องบนตัดสินใจ .. อาจารย์ที่ปรึกษา จะไม่รับผิดชอบอะไรเลย..
ดูท่าทางอาจารย์จะเหนื่อยใจมากกว่าเหนื่อยกายนะครับ
เรื่องการไม่ตรงเวลา เป็นเรื่องน่าอดสูใจของคนไทยครับ
เรื่องการไม่กล้าตัดสินใจของคนที่ทำงาน เป็นเรื่องที่เราต้องมาพิจารณาว่า ปัญหาอยู่ที่ใคร
เราซึ่งเป็นหัวหน้า ดุไปหรือเปล่า เราไม่เคยฝึกให้ลูกน้องตัดสินใจเลยหรือเปล่า หรือเราไม่เคยให้เขาทำงานจริงๆ หรือ.... (แบบว่าโทษหัวหน้าเต็มๆครับ)
หรือปัญหาที่ลูกน้องระดับทำงาน ไม่กล้าตัดสินใจนอกจากจะเป็นความบกพร่องส่วนตัวของเขา (อันนี้อามิตพุทธครับ ถือว่าเป็นคราวเคราะห์ของอาจารย์) ซึ่งควรได้รับการพัฒนาแล้วนั้น ส่วนหนึ่งเกิดจากสาเหตุข้างบนครับ ฮา ฮา (อาจารย์อย่าดุผมนะครับ)
จากนายจระเข้
ขอถอนหายใจรวมกับ
Ibm ครูปอเนาะ อีกทีหนึ่ง (เฮ้ออ)
จริงๆ ที่ทำงานร่วมกับผม ไม่ใช่ลูกน้องผมนะครับอาจารย์หมอ
ธนพันธ์ ชูบุญ แต่เป็นทีมงาน ทุกคนน่าจะรู้ว่าตัวเองก็มีอำนาจตัดสินใจ
มีกรรมการบริหารท่านหนึ่ง โทรหาผม ถามว่า จะอนุญาตมัย ปรากฏท่านเองเป็นคนเสนอข้อมูล แล้วท่านก็หยุดคิด แล้วพูดมาว่า เออ แล้วทำไมต้องมาผมต้องมาถามอาจารย์(หมายถึงผม) ก็นักศึกษาคนนี้ไม่ใช่นักศึกษาในคณะผมด้วย โทรมาถามก่อนแล้วคิดคิด มีด้วย
ฮาฮาฮา เพียงแต่ในทีมงานนะ ผมดุที่สุด (อาจจะหล่อที่สุดด้วย) ฮาฮาฮา