สังคมเรานับวันจะร้อนรุ่มขึ้นทุกวันๆ ประกอบกันกับภาวะโลกร้อนค่อนไปทางคุ้มคลั่ง ต่อไปเราคงได้นอนสะดุ้ง ๆ ๆ ๆ เพราะกลัวโจรจะมาปล้นเอามุ้งไปขายหาเงินซื้อยาบ้ามาเสพแก้กลุ้ม เพราะพิษเศรษฐกิจเล่นงานจนทำเอานาไร่หายไปในบัดดล หากเรายังชะล่าใจ แสวงหาและเสวยสุขอยู่บนคราบน้ำตาครูและเด็กแบบไม่รู้ร้อนรู้หนาว ซึ่งเท่ากับถีบซ้ำให้คุณภาพการศึกษาไทย ดำดิ่งสู่ก้นเหวลึกลงไปเรื่อยๆ แบบนี้...
ก่อนอื่น ขออนุญาเปลี่ยนแปลชื่อบันทึกนิดหน่อยก่อน เพราะจะได้เปิดกว้างในเชิงการมีส่วนร่วม และไม่ซ้ำๆกับบันทึกก่อนๆเป็นสำคัญ ครับ
ณ บันทึกนี้ อยากจะนำเรียนว่า นอกเหนือจากการที่คุณภาพการศึกษา(ขั้นพื้นฐาน)ของไทย ตกอยู่สภาวการณ์ที่เสื่อมถอย สวนทางกับทิศทางของประเทศเพื่อนบ้านและของโลกทั่วไป อันเกิดจากการหลงทิศ หลงทาง ของผู้ที่มีอำนาจในการกำหนดกฎเกณฑ์ให้ครูพึงปฏิบัติ โดยเชื่อว่าการที่ครูมีรายได้ที่พอเพียงด้วยการมีวิทยฐานะนั้น จะช่วยคุณภาพการศึกษาดีขึ้นได้ ซึ่งกาลกลับเป็นตรงข้าม เพราะลืมไปว่าครูก็เป็นปุถุชน ย่อมหลงในลาภ ยศ สรรเสริญ ได้เหมือนคนทั่วไป (ซึ่งจริงๆแล้วไม่ควรอย่างยิ่ง เพราะครูคือ............ (ใครก็ตาม ที่เป็นบุคคลพิเศษ ที่น่าจะแตกต่างและมีจริยาวัตรอยู่เหนือกิเลสกว่าคนธรรมดาทั่วไป))
ซึ่งแน่นอน การที่ใครก็ตามเมื่อหลงเข้าไปในวัฏสงสารแห่งความอยากแล้วไซร้ ย่อมเสมือนตกอยู่ในเขาวงกตแห่งกิเลส การหาทางออกไม่ใช่เรื่องง่ายเลย หนำซ้ำกระแสอันเชี่ยวกรากของสังคมบริโภคนิยม ที่อะไรๆก็แพงบรรลัยทั้งราคาสิ่งของและบริการ ก็พลอยทำให้งานเพื่อความก้าวหน้าวิชาชีพของครูตามที่หน่วยเหนือกำหนด มีราคาและค่าใช้จ่ายสูงขึ้นๆยิ่งกว่าเงาตามตัว งานเกือบร้อยทั้งร้อยของครูจะเป็นงานแฮนด์เม้ด ซึ่งจะต้องใช้ทั้งเวลา ศาสตร์ และศิลป์ในการบรรจงออกแบบและลงมือทำ ราคาค่าบริการจึงแพงกว่าปกติ ส่งผลให้ครูเป็นหนี้เป็นสินพัลวัลล้นพ้นตัว เป็นภาระของสังคมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ สุดท้ายส่งผลถึงคุณภาพการศึกษาอย่างเห็นได้ชัดตลอดมา
อีกปัญหาก็คือ รูปแบบของการสนับสนุนงบประมาณการจัดการศึกษาทั้งระบบ มีความไม่สอดคล้องกับภารกิจการจัดการศึกษาเอาซะเลย นานมาแล้วที่ถึงเวลาที่โรงเรียนต้องใช้เงิน แค่ไม่มีเงินให้ใช้ แต่เมื่อถึงเวลาเงินมา (ซึ่งหมดเวลาเพราะครูใช้เงินส่วนตัวและเงินผ้าป่าแก้ปัญหาเฉพาะไปแล้ว) ก็แทบจะไม่มีเวลาทำการเรียนการสอนกันเลย เพราะครูต้องกลับกลายเป็นเครื่องมือเครื่องไม้ในการใช้งบประมาณให้กับหน่วยเหนือ ครูต้องเสียเวลาทำเอกสารส่งเบิกเป็นปีกๆ แม้ว่าจะเป็นเพียงเล็กๆน้อยที่แยกซอยเป็นหมวดเป็นหมู่หลายรายการ ตามภารกิจที่หน่วยเหนือกำหนดเป็นหมวดรายจ่ายต่างๆเมื่อคราวเสนอขอเงินจากสำนักงบประมาณ (ซึ่งเกือบทั้งหมดไม่ได้มีความสอดคล้องกับภารกิจจำเป็นที่แท้จริงของโรงเรียนเลย) นั่นหมายความว่าแม้มีเงินให้ใช้ แต่ก็ไม่ได้เกิดประโยชน์ใดๆกับเด็กเลย หนำซ้ำเป็นภาระที่ดึงครูไปจากเด็กอีกต่างหาก ...กรรม...เวรกรรมทั้งของครูและของเด็ก... คุณภาพการศึกษาในระยะที่ผ่านมาจึงดิ่งเหวลงทุกวันๆ
นี่ยังไม่ได้พูดถึงระบบอำนาจในรูปแบบโครงสร้างการบังคับบัญชาที่ปรับใหม่ ที่เอื้ออย่างยิ่งต่อการใช้อำนาจเดี่ยว ทำให้ผู้มีอำนาจมักจะสั่งให้โรงเรียน(หมายถึงทั้งผู้บริหารโรงเรียนและครูด้วย) ทำอะไรก็ได้ที่อาจไร้สาระโดยสิ้นเชิง (แต่ชอบด้วยระเบียบ) ทั้งในและนอกโรงเรียน ภาวการณ์การปรับโครงสร้างแบบถอยหลังจมคลองนี้นี่แหละ...ที่ฉุดดึงคุณภาพการศึกษาดิ่งลึกจมโคลนจนแทบหมดทางเยียวยาให้ดีขึ้นได้อย่างที่เห็น
ทั้งหลายทั้งมวล ชวนให้คิดฝันถึงยุคที่โรงเรียนอยู่ในวัด ซึ่งถือว่าเป็นของชุมชน 100% ถ้าไม่มีใครดึงโรงเรียนออกจากวัด ป่านนี้อาคารเรียนของโรงเรียนคงงามพอๆกับอุโบสถ อาศัยกำแพงเดียวกันกับวัด(ประหยัดค่ากำแพงไปหลายตังค์) หลวงพ่อท่านคงเป็นกำลังหลัก ในการหางบประมาณมาสร้างสมองของเด็ก (แทนการหามาสร้างถาวรวัตถุ ที่บางอย่างหาประโยชน์อันใดแทบไม่ได้เลยก็มี แต่ก็สร้างๆๆๆจนรกแทบไม่มีที่จะเดินเหมือนทุกวันนี้) ไปพร้อมๆกับการอบรมบ่มนิสัยให้เยือกเย็นเน้นคุณธรรม แบบไม่ต้องไปเดินหาตามตลาดนัดคุณธรรมที่มีขายอยู่ไกลถึงเมืองทองธานีเมื่อสัปดาห์ที่แล้วแน่ๆ และป่านนี้ ประเทศไทยคงก้าวไกลทันโลกและสงบสุขอย่างหาไม่ได้ในที่อื่นของโลก เพราะประชากรไทยน่ามีคุณภาพคู่คุณธรรม นำประเทศสู่ความเข้มแข็งอย่างยั่งยืน
คิดๆๆๆในส่วนนี้ และคุยกันกับพี่น้องในโรงเรียนและชุมชน จนทุกคนเห็นว่าดีและอยากโอนย้ายไปสังกัด อบต.มานานแล้ว (คงมีผู้บริหารโรงเรียนบ้า...อยู่ไม่กี่คนมั้ง...ที่พูดแบบนี้...) ก็ทำไม่ได้ดั่งใจ แม้ชุมชนจะปรารถนาเช่นไรแค่ไหนก็ตาม กฎบัตรกฎหมายก็ยังพลิกไปพลิกมา ยังกะ "ลูกหนำเลี้ยบตกกระทบศีรษะศรีธนนชัย" ยังงัยยังงั้นแหละ ...เฮ้อ...
สังคมเรานับวันจะร้อนรุ่มขึ้นทุกวันๆ ประกอบกันกับภาวะโลกร้อนค่อนไปทางคุ้มคลั่ง ต่อไปเราคงได้นอนสะดุ้ง ๆ ๆ ๆ เพราะกลัวโจรจะมาปล้นเอามุ้งไปขายหาเงินซื้อยาบ้ามาเสพแก้กลุ้ม เพราะพิษเศรษฐกิจเล่นงานจนทำเอานาไร่หายไปในบัดดล หากเรายังชะล่าใจ แสวงหาและเสวยสุขอยู่บนคราบน้ำตาครูและเด็กแบบไม่รู้ร้อนรู้หนาว ซึ่งเท่ากับถีบซ้ำให้คุณภาพการศึกษาไทย ดำดิ่งสู่ก้นเหวลึกลงไปเรื่อยๆ แบบนี้...
"ครูอาจารย์ส่วนใหญ่มีความคิดจะเข้าโครงการเออร์ลีรีไทร์ เพราะภาระงานที่เพิ่มขึ้น และเบื่อกับระบบที่ไม่ลงตัว
เราจะเห็นได้จากผลการทดสอบระดับชาติ ในวิชาหลักๆ ที่ผ่านมา โดยเฉพาะผลการประเมินของเด็กนักเรียนในวิชาคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ค่อนข้างต่ำลง เนื่องจากครูที่สอนวิชาเหล่านี้ส่วนใหญ่จะเลือกเข้าโครงการเกษียณก่อนกำหนด ซึ่งไม่ใช่กลุ่มครูเป้าหมายที่เราต้องการให้เข้าโครงการ จึงทำให้ครูที่มีคุณภาพเกิดสมองไหลออกจากระบบ
ซึ่งส่วนใหญ่ที่ออกไปก็ไม่ได้ไปทำอย่างอื่น ทว่ายังคงอยู่ในแวดวงการศึกษา เช่น โรงเรียนกวดวิชา รับสอนพิเศษ"
สวัสดีครับ ท่านอาจารย์ รศ.วิบูลย์ ที่นับถือ
ซึ่งครูควรอัพเดทความรู้อยู่ตลอดเวลา ค้นคว้าหาข้อมูลใหม่จากเวบไซต์ ทีวีและสื่ออื่นๆ สำหรับถ่ายทอดให้นักเรียนได้รับรู้นอกเหนือจากตำราเรียน โดยเฉพาะการเรียนการสอนในสาขาวิทยาศาสตร์ ที่มีการค้นพบสิ่งใหม่อยู่เสมอ ประเทศไทยค่อนข้างจะขาดแคลนสื่อที่ช่วยพัฒนาผู้สอน " ซึ่งผมเห็นว่า ที่จริงแล้วครูส่วนใหญ่มีใจให้กับการเป็นครูค่อนข้างมาก สัดส่วนไม่น่าจะต่ำกว่า 75% และในส่วนของการพัฒนาตนเองนั้น ปัจจัยแวดล้อมของครูในชนบท ซึ่งจัดการศึกษาให้กับประชากรส่วนใหญ่ของประเทศ (ซึ่งมีผลต่อการเลือกรัฐบาลเข้ามาบริหารประเทศค่อนข้างมาก) ค่อนข้างจำกัดเอามากๆ ระบบสื่อสารต่างๆทั้งหลายทั้งมวลที่ท่านกล่าวมานั้น ครูแทบเข้าไม่ถึงเลย มีแต่ทีวีเท่านั้นที่พอเข้าถึง แต่เวลาของทีวีเกือบทั้งหมดเป็นภาคบันเทิง(น้ำเน่าก็เยอะ) ภาคที่เป็นสาระก็เก็บไปให้ นร. ได้แค่คำบอกเล่า ส่วนภาพและเสียงเอาไปด้วยได้ยาก ถ้าจะเอาไปก็ต้องลงทุนเพิ่มทั้งเงินและเวลา (ผมเองก็พยายามทำอยู่ และในเรื่องนี้ตั้งใจจะเขียนเป็นบันทึกใน 2-3 วันนี้ครับ) ส่วนผมนั้นคิดว่าครูเองควรต้องสำรวจบริบทของชุมชนเป็นสำคัญ ว่าชุมชนมีจุดอ่อนจุดแข็งอยู่ตรงไหน ที่พอจะเอามาใช้เพื่อการพัฒนาคนทั้งระบบ(ไม่เฉพาะการศึกษา)ได้ เช่น ที่โรงเรียนบ้านโคกเพชร มองเห็นว่าการทำนาอาชีพหลักของชุมชนส่วนใหญ่ขาดทุน ทำให้อ่อนแอ ที่เป็นเช่นนั้นเพราะทำนาแบบขาด(กระบวน)การคิดวิเคราะห์ (ถือว่าเป็นจุดอ่อน) ทั้งๆที่ที่นาก็ดินดี ฝนฟ้าก็เอื้ออำนวยพอสมควรทุกปี(จุดแข็ง) ซึ่งโรงเรียนจะต้องนำเรื่องนี้เข้าสู่กระบวนการของการศึกษา พานักเรียนร่วมกับชุมชนศึกษาวิเคราะห์ เพื่อนำสู่การบริหารจัดการไร่นาที่ให้ผลตอบแทนคุ้มค่าที่สุด ผมว่าการศึกษาของชนบทไม่ควรขาดเรื่องในลักษณะนี้ครับ ส่วนเรื่องเนื้อหาวิชาการแบบสากลก็ว่ากันไปตามหลักสูตรแกนกลางครับ
จะขออนุญาตส่งลิงค์นี้ไปที่บล้อกของท่านอาจารย์ด้วยนะครับ (เกรงว่าท่านอาจารย์อาจไม่ได้เข้ามาอ่านที่นี่ครับ)
ขอบพระคุณท่านอาจารย์เป็นอย่างสูงอีกครั้งครับ สวัสดีครับ
คุณครูวุฒิขา ขอแก้ไขคะ น้องเขาชื่อ แทนไท ประเสริฐกุล คะ(ไม่มี ย ) มีข้อมูลเพิ่มเติมคะ น้อง ช้าง (หนูรู้จักน้องเขาตั้งแต่อยู่ในท้องผ่านตัวหนังสือของพ่อเขาคะ..หนูเป็นแฟนคลับพ่อเขาคะ)เป็นลูกชายคนโต ของครอบครัวอดีตแกนนำนักศึกษาเรียกร้องประชาธิปไตย 14 ตุลาคม 2516 อาจารย์ ดร.เสกสรรค์ ประเสริฐกุล อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ หาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กับ กวีซีไรต์ คุณจิระนันท์ พิตรปรีชา เขามีน้องชาย 1 คนชื่อ วรรณสิงห์ (สิงห์) เรียนด้านเศรษฐศาสตร์ เขียนหนังสือ เรื่อง ชีวิตภาคทฤษฎี ตอนนี้..สองหนุ่ม กำลังไปเรียน ต่อปริญญาเอก พร้อม แม่ที่กลับไปเรียนให้จบคะ (คุณจิระนันท์ เธอเรียน ป.เอกค้างไว้คะ...แปลกนะครูวุฒิ มหาลัยฝรั่งนี่...กลับมาเกินกว่า 20 ปี ยังย้อนไปเรียนใหม่ได้ด้วย..)ไม่ต้องแปลกใจที่ 2 หนุ่มนี่คิดไม่เหมือนวัยรุ่นทั่วไป