ตอนแรกผมคิดว่าการศึกษาจะช่วยยกระดับเศรษฐานะและความมีหน้ามีตาในสังคมเท่านั้น แต่พอโตขึ้นสิ่งที่สำคัญยิ่งใหญ่กว่าของการเรียนรู้และการอ่านหนังสือก็คือการยกระดับตัวเราเองจากไม่รู้เป็นรู้ จากรู้น้อยเป็นรู้มาก ความไม่รู้ทำให้คนถูกเอารัดเอาเปรียบ

(7):เรียนรู้ตลอดชีวิต

ชีวิตของเด็กบ้านนอก สมัยผมส่วนใหญ่จบชั้นปอสี่ ก็ออกมาทำไร่ทำนากันแล้ว แต่ก็มีบางคนที่พ่อแม่พอมีเงินส่งเรียนหนังสือต่อได้ ก็จบมาเป็นครู ผมดูแล้ว รู้สึกว่าจะทำงานสบายกว่าการทำไร่ทำนา พ่อแม่ผมทำไร่ปีหนึ่งเหลือเงินไม่ถึงสองหมื่นบาท และก็ต้องเป็นหนี้เถ้าแก่ที่รับซื้อพืชไร่ ที่ให้เอาเงิน เอาปุ๋ย เอาเมล็ดพืชไปใช้ก่อนแล้วหักเงินปลายปีบวกกับดอกเบี้ยที่มากพอดูและตราชั่งที่แก่กว่าปกติ แม้เราจะรู้ว่าถูกเอาเปรียบ เราก็ไม่มีทางเลือก ปีหนึ่งเราขายถั่วเหลืองได้ 1 ครั้ง และขายฝ้ายหรือถั่วแขกได้ 1 ครั้ง ส่วนที่เหลืออีกประมาณ 3 เดือน ก็ว่างงาน ต้องยืมเงินสำรองเถ้าแก่มาใช้ก่อน ส่วนครูก็ได้เงินเดือนทุกเดือน

ที่เปรียบกับครูเพราะในหมู่บ้านไม่มีอาชีพรับราชการอื่นๆให้เทียบนักและครูถือเป็นบุคคลที่ชาวบ้านให้เกียรติเคารพและนับถือมาก ผมก็เลยคิดในใจว่า ถ้าไม่อยากเหนื่อยมากแต่รายได้น้อยและถูกเอาเปรียบแบบพ่อแม่ก็ต้องเรียนหนังสือ ทำให้ผมตั้งใจเรียนและอ่านหนังสือมาตลอดจนติดเป็นนิสัย

ตอนแรกผมคิดว่าการศึกษาจะช่วยยกระดับเศรษฐานะและความมีหน้ามีตาในสังคมเท่านั้น แต่พอโตขึ้นสิ่งที่สำคัญยิ่งใหญ่กว่าของการเรียนรู้และการอ่านหนังสือก็คือการยกระดับตัวเราเองจากไม่รู้เป็นรู้ จากรู้น้อยเป็นรู้มาก ความไม่รู้ทำให้คนถูกเอารัดเอาเปรียบ

การเรียนรู้ทางสำคัญที่จะทำได้คือการอ่านหนังสือ การฟังผู้ใหญ่ที่ผ่านโลกมาก่อนเล่าประสบการณ์ให้ฟัง การเรียนรู้วิถีชีวิตในชุมชน ไปดูเขาทำงานทำไร่ทำนาแล้วลองทำฝึกไปกับเขาด้วยและอีกทางหนึ่งคือการศึกษา

หลังจากจบการศึกษาแพทยศาสตรบัณฑิตจากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ในปี 2535 แล้ว ผมก็กำหนดทิศทางชีวิตที่ตนเองจะก้าวไปโดยมุ่งหวังที่จะทำงานในโรงพยาบาลอำเภอซึ่งจะหนีการเป็นผู้บริหารหรือเป็นผู้อำนวยการไม่พ้น เราจึงต้องมีการเตรียมตัวให้พร้อม จากการเรียนรู้งานในขณะทำงานแล้ว ผมคิดว่า ถ้าเราจะเป็นผู้บริหารให้ดี เราต้องถูกหล่อหลอมมาให้เป็นผู้บริหารด้วย และนั่นคือการเรียนรู้ตามหลักสูตรที่กำหนดไว้และจะเป็นตัวช่วยผลักดันให้เราอ่านหนังสือเรียนเนื่องจากต้องสอบ สถาบันที่จะช่วยผมได้โดยไม่ต้องลาไปเรียนคือมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช หรือ มสธ. มหาวิทยาลัยเปิดที่ได้รับรางวัลมหาวิทยาลัยดีเด่นระดับโลก

มีเพื่อนหลายคนบอกว่า ทำไมต้องไปลงทะเบียนเรียน ซื้อหนังสือมาอ่านก็เหมือนกัน แต่ผมว่ามันไม่ใช่ ผมเรียนรู้จากการเป็นนักกีฬาว่ายน้ำมหาวิทยาลัย ผมหัดว่ายน้ำเป็นเองทุกท่าทั้งฟรีสไตล์ ผีเสื้อ กรรเชียงและกบ โดยหัดจากแม่น้ำยม ตอนแข่งว่ายน้ำปีแรก ผมว่ายได้เร็วก็จริง แต่ท่าไม่ดี ทำให้เปลืองแรงมาก พอมาเป็นนักกีฬามหาวิทยาลัย มีโคชคอยสอน ทำให้ผมเรียนรู้วิธีการว่ายให้เร็วโดยใช้แรงไม่มาก เรียนรู้แทคติคต่างๆ ที่ไม่มีเขียนในตำรา เรื่องการเรียนก็เช่นกันประสบการณ์ของอาจารย์ที่สอนที่ไม่ได้เขียนไว้ในหนังสือก็มีค่ามาก ผมก็เพิ่งเข้าใจว่าความรู้มีอยู่สองแบบคือความรู้ในตำรา (Explicit knowledge) กับความรู้ในตัวคน (Tacit knowledge)

ผมเลือกเรียนการบริหารรัฐกิจ (Public Administration) เพื่อจะเก็บเกี่ยวความรู้ด้านการบริหารภาครัฐไปใช้ในการบริหารโรงพยาบาลรัฐบาล ผมเรียนรัฐประศาสนศาสตร์ (ไม่ใช่รัฐศาสตร์) เอกบริหารงานบุคคล โดยเน้นการบริหารคน ตามที่อาจารย์หมอเกษม เคยสอนไว้ว่าต้องเก่งงาน (ซึ่งผมคิดว่าการเป็นแพทย์ที่ได้จากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ของผมน่าจะพอเพียงในการทำงานในโรงพยาบาลอำเภอแล้ว) เก่งคน และเก่งชีวิต เป็นหลักสูตร 3 ปี ผมจบได้ รัฐประศาสนศาสตรบัณฑิต (BPA) ในปี 2539 แต่ไม่ได้ไปงานรับปริญญาเนื่องจากมีแพทย์อยู่คนเดียว ไม่มีใครมาอยู่โรงพยาบาลแทน  

ก่อนจบหลักสูตรจะมีวิชาฝึกที่จะทำให้นิสิต มสธ.ที่จะจบพร้อมกัน สาขาเดียวกันในปีนั้นๆได้พบปะเจอะเจอกัน ได้รู้จักกับมหาวิทยาลัยอย่างใกล้ชิดคือวิชาประสบการณ์วิชาชีพบริหารรัฐกิจ มากินนอนร่วมกับเพื่อนๆที่มหาวิทยาลัย 6 วัน ได้ร้องเพลงมหาวิทยาลัย เล่นเกมส์ สร้างสัมพันธ์และรู้จักอาจารย์ในสาขาวิชา มีการเรียนเพื่อฝึกประสบการณ์โดยแบ่งเป็นห้องย่อยๆห้องละ 25-30 คน ตอนนั้นห้องผมมีอาจารย์วิรัช วิรัชนิภาวรรณ เป็นอาจารย์ประจำกลุ่ม อาจารย์น่ารักมาก สอนแบบผู้ใหญ่ อาจารย์พาผมกับเพื่อนๆ 5-6 คนไปทานอาหารด้วย อาจารย์มีความเป็นตัวของตัวเองมาก ขยัน ทำงานเร็ว มีความรับผิดชอบสูงและสนุกสนาน อาจารย์บอกว่า อาจารย์ตั้งสนามกุลใหม่โดยใช้ชื่อแฟนกับชื่ออาจารย์มาเป็นนามสกุลคือวิรัช กับ นิภาวรรณ กลายเป็นนามสกุล วิรัชนิภาวรรณ ผมไม่ได้แสดงตัวว่าเป็นแพทย์ ทำให้เพื่อนๆพูดคุยกับผมได้อย่างไม่เกรงใจ ไม่ได้เรียกว่าหมอ ตอนแนะนำตัว ผมบอกแค่ว่าทำงานอยู่อำเภอแม่พริก เพื่อนๆก็ไม่ได้ถามเพิ่มและก็คิดว่าผมทำงานบนอำเภอเป็นปลัดอำเภอ อะไรทำนองนี้ ผมก็ไม่ได้โกหกอะไร อีกทั้งหน้าตาท่าทางผมก็ไม่ค่อยเหมือนหมออยู่แล้ว ตอนเรียนที่เชียงใหม่เวลาไปทำกิจกรรมนอกคณะ เพื่อนๆยังไม่ค่อยเชื่อว่าผมอยู่คณะแพทย์ ต้องเอาบัตรนักศึกษาให้ดู จึงจะเชื่อกัน บางคนคิดว่าผมอยู่คณะเกษตร บางคนคิดว่าผมอยู่คณะวิศวะหรือคณะศึกษา ส่วนหนึ่งเป็นเพราะไม่ค่อยมีนักศึกษาแพทย์มาร่วมกิจกรรมนอกคณะมากนัก

เพื่อนในห้องจึงเรียกผมว่า เชฐ เฉยๆ ไม่มีคำว่าหมอเชฐ ผมก็รู้สึกสบายๆดี ไม่เกร็ง สนุกสนานเฮฮา ได้เต็มที่ เพราะคำว่าหมอ บางทีอาจทำให้คนอื่นๆคาดหวังว่าเราต้องเอาจริงเอาจัง เคร่งขรึม แต่ผมไม่ใช่ ก่อนกลับหนึ่งวัน เพื่อนคนหนึ่งไม่สบาย ผมพาไปที่ห้องพยาบาล มีพยาบาลหนึ่งคน กำลังทำแผลที่นิ้วให้คนงานก่อสร้างของมหาวิทยาลัยอยู่ แผลค่อนข้างใหญ่ เขาก็ไม่กล้าเย็บแผล ผมก็เลยบอกว่า ผมจะจัดการให้ ให้เขาไปช่วยจัดยาให้เพื่อนผม ผมใช้เวลาครึ่งชั่วโมงเย็บ ตกแต่งแผลเสร็จ ทั้งพยาบาลทั้งคนไข้ก็ขอบคุณผม พอกลับมาห้องเรียน ความลับก็เลยแตก ทั้งชั้นก็เลยรู้ว่าผมเป็นหมอ จากที่เคยเรียกว่าเชฐ ก็กลายเป็นหมอเชฐ ไปทันทีทันใดเลย ในชั่วโมงที่เรียนจบผมได้แต่งกลอนเกี่ยวกับชื่อของเพื่อนๆทุกคนในห้องแล้วเขียนเป็นเฟรนด์ชิพให้เพื่อนๆทุกคนในห้อง เป็นที่ประทับใจมาก

การฝึกอบรมเข้มใน มสธ. เป็นกิจกรรมที่ผมชอบมากและเป็นเหตุดลใจให้ผมเรียนต่อสาขาอื่นๆอีก การฝึกอบรมเข้มทำให้ผมได้แนวทางของนักบริหารเพิ่มมาอีก 1 คำจากที่อาจารย์หมอเกษมสอนก็คือเก่งงาน เก่งคน เก่งชีวิต ได้เพิ่มเก่งคิดเข้าไปด้วย เป็น Conceptual skill ที่สำคัญมากเช่นกันสำหรับผู้บริหารผมเลือกเรียนสาขานิเทศศาสตร์ต่อทันที ในชีวิตการทำงานเป็นแพทย์ทักษะการสื่อสารสำคัญมากที่จะต้องคุยกับผู้ป่วยและญาติให้เข้าใจตรงกัน บทบาทของแพทย์ในโรงพยาบาลชุมชนต้องมีการสอน การให้สุขศึกษา และบทบาทผู้อำนวยการโรงพยาบาลก็ต้องสื่อสารกับชาวบ้าน หน่วยงานอื่นๆและสื่อมวลชนให้ได้ดี ผมจึงเลือกเรียนสาขานี้ โดยเลือกวิชาเอกประชาสัมพันธ์ สาขานี้มีวิชาฝึก 2 วิชา ที่จะต้องไปใช้ชีวิตร่วมกันในมหาวิทยาลัยคือวิชาประสบการณ์นิเทศศาสตร์และวิชาการผลิตสื่อโฆษณาและประชาสัมพันธ์ ทำให้ผมสามารถเขียนข่าวเป็น เขียนบทความได้ เรียนรู้การใช้สื่อมวลชนต่างๆ การทำจดหมายข่าว ซึ่งส่งผลให้ช่วงหนึ่งผมได้ไปร่วมจัดรายการวิทยุเกี่ยวกับสุขภาพได้โดยที่มีคนติดตามฟังมาก โทรศัพท์เข้ามาพูดคุยกับผมในรายการทุกวันที่ไปจัด ผมใช้เวลาเรียน 2 ปีครึ่งก็จบได้รับปริญญานิเทศศาสตรบัณฑิต ตอนอบรมเข้มผมมีอาจารย์ประจำกลุ่มที่น่ารัก ใจดี เป็นกันเองคืออาจารย์สุภาภรณ์ ศรีดี

ในการทำกลุ่มผมจะเน้นกับเพื่อนๆเสมอว่าอย่าซีเรียสแล้วก็ห้ามเลิกหลังสามทุ่ม ผมเห็นบางกลุ่มเลิกกลุ่มเที่ยงคืนตีหนึ่ง ผมว่ามันโหดไป กลุ่มเราเลิกเร็ว วางแผนดี แบ่งงานดี ประมาณสองทุ่มครึ่งก็เลิกกลุ่มได้แล้ว

หลังจากนั้นผมก็สมัครเรียนสาขาวิทยาศาสตร์สุภาพต่อ ในวิชาสาธารณสุขศาสตร์ เอกอาชีวอนามัยและความปลอดภัย เพื่อนำหลักการต่างๆมาทำเรื่องความปลอดภัยของคนทำงาน แต่ที่หวังมากคือเรื่องการประยุกต์ใช้ในเรื่องความปลอดภัยทางการเกษตร (Farm Safety) แต่ก็ยังไม่กล่าวถึงมากนัก ยังเน้นในโรงงานอุตสาหกรรมอยู่ ผมจบได้รับสาธารณสุขศาสตรบัณฑิตภายใน 1 ปีครึ่ง ตอนอบรมเข้มก่อนจบผมได้อาจารย์ประจำกลุ่มที่น่ารัก เป็นกันเอง ใจดี ชื่ออาจารย์ปีติ พูนไชยศรี เป็นที่ประทับใจมากเช่นกัน ผมมาคิดดูแล้ว ผมโชคดีตลอดในชีวิตเจอแต่คนดีๆ ทั้งเรื่องงาน เรื่องเรียนและเรื่องครอบครัว

การที่เราจะเรียนจบได้เร็วในมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราชนั้นไม่ยาก ข้อแม้สำคัญคือต้องไม่ตกเลย เพราะถ้าตกจะเสียเวลาไป 1-2 เทอม และต้องรู้จักการเทียบโอนวิชาในหลักสูตร เนื่องจากผมเรียนต่อเนื่องกัน สาขาหลังๆวิชาพื้นฐานที่ซ้ำกันก็ไม่ต้องเรียนขอโอนได้เลย และสามารถลงเรียนวิชาสัมฤทธิบัตรได้อีก 3 วิชาต่อเทอม พอจบแล้วก็นำไปโอนเข้าในหลักสูตรปริญญาตรีได้ แต่ก็ต้องอ่านหนังสือมากหน่อย ผมก็ทำแบบนี้ทำให้จบได้เร็ว แต่วิชาฝึกประสบการณ์จะต้องเรียนในเทอมสุดท้ายของการจบการศึกษาเท่านั้น

ผมมีความใฝ่ฝันอีกอย่างหนึ่งคือการบูรณาการแพทย์แผนปัจจุบันกับแพทย์แผนไทยเข้าด้วยกัน ก็ไม่รู้จะทำได้หรือเปล่า ตอนนี้ผมมีความรู้เรื่องแพทย์แผนปัจจุบันพอสมควร แต่ขาดความรู้เรื่องแพทย์แผนไทย ผมก็ไปดูหลักสูตรแพทย์แผนไทยบัณฑิตของ มสธ. มีเรียนสำหรับคนที่จบอนุปริญญาหรือสอบได้เภสัชกรรมแผนโบราณหรือ บ.ว. ผมก็เลยเอาหลักสูตรนั้นมาลงเรียนสัมฤทธิบัตร ทั้งหมด 13 วิชา ตอนนี้เก็บได้ 4 วิชา รอผลสอบอีก 3 วิชา น่าจะรู้ผลภายในเดือนนี้ จริงๆแล้วประกาศผลไป 5 วิชา แต่ผมสอบตกไป 1 วิชา เป็นครั้งแรกในชีวิตที่สอบตกคือวิชาเวชกรรมแผนไทย เป็นวิชาที่ยาก ต้องอ่านเยอะมาก ผมต้องเดินทางบ่อยทำให้อ่านได้ไม่เต็มที่ กะว่ากลับจากเบลเยียมจะไปลงเพิ่มเติมและสอบวิชานี้ให้ผ่าน คิดเอาเองว่า ถ้ามีความรู้ทั้งสองด้านทั้งไทยและฝรั่ง น่าจะพอบูรณาการได้ง่าย ถ้ารู้ด้านเดียว อีกด้านรู้ไม่มากก็เกรงว่าจะเอนเอียงโดดเด่นไปด้านใดด้านหนึ่ง ไม่แมทช์กันจริง นี่เป็นนิสัยอย่างหนึ่งของผมคือจะทำอะไรต้องรู้มากพอที่จะทำได้ ถ้าจะเสี่ยงก็ต้องเสี่ยงแบบเตรียมพร้อม หาทางหนีทีไล่ไว้ด้วย

ผมเรียนรู้กับ มสธ.เยอะมาก เกิดความรักความผูกพันในสถาบันไม่น้อยกว่าที่เรียนในมหาวิทยาลัยปิด เป็นโอกาสทางการศึกษาของคนจำนวนมาก ตำราของ มสธ.อ่านเข้าใจง่าย การที่ผมเรียนได้ปริญญาหลายใบนี่ อาจถูกมองว่าบ้าเรียน มัวแต่เรียน ไม่ค่อยทำงาน แต่โชคดีที่ผลการทำงานในหน้าที่รับผิดชอบที่ผ่านมาก็อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม และผมเองทำงานมา 14 ปี ไม่เคยใช้เวลาราชการไปเรียนเลย ครั้งที่มาเบลเยียมนี่เป็นครั้งแรกที่ลาเรียน 10 เดือน

การพัมนาตนเองในทางการแพทย์ ก็พยายามไม่ให้อยู่นิ่ง ผมไม่ได้ลาเรียนต่อเฉพาะทางด้านการแพทย์ เพราะส่วนหนึ่งผมคิดว่า ผมมีตำราเรียนเล่มใหญ่อยู่ที่โรงพยาบาลและพื้นที่อยู่แล้ว ทำงานไป เรียนรู้ไป อบรมเพิ่มเติมปีละ 1-2 ครั้ง เจอปัญหา เจอโรคก็อ่านหนังสือเพิ่มเติม ค้นคว้าเพิ่มเติม หรือปรึกษากับแพทย์เฉพาะทางสาขานั้นๆ

พอจบได้ 4 ปี ผมก็สมัครสอบวุฒิบัตรแพทย์เฉพาะทางสาขาเวชปฏิบัติทั่วไป การสอบก็สอบพร้อมๆกับแพทย์ประจำบ้านที่เรียนทางด้านนี้ 3 ปีในโรงเรียนแพทย์ แต่ผมเรียนในโรงพยาบาลชุมชน ผมสอบผ่านในปี 2540 ได้รับวุฒิบัตรเป็นผู้มีความรู้ความชำนาญด้านเวชกรรมสาขาเวชปฏิบัติทั่วไป หรือที่เรียกกันว่า บอร์ดหรือแพทย์เฉพาะทาง สาขาหนึ่ง ปัจจุบันมีการปรับเปลี่ยนชื่อและเพิ่มแนวคิดทางด้านเวชศาสตร์ครอบครัวเข้าไป เรียกเป็นแพทย์สาขาเวชศาสตร์ครอบครัว เลิกใช้คำว่าเวชปฏิบัติทั่วไปแล้ว ในอังกฤษและออสเตรเลียยังใช้คำว่าเวชปฏิบัติทั่วไปอยู่หรือGeneral practitioner ส่วนอเมริกา แคนาดาใช้คำว่าเวชศาสตร์ครอบครัวหรือ Family physician

ในปี 2544 ผมจึงต้องสอบบอร์ดอีกครั้งเพื่อจะได้รับอนุมัติบัตรเวชศาสตร์ครอบครัว หลังจากทำงานในโรงพยาบาลชุมชนได้ 5 ปี ในปี 2541 ผมก็สมัครสอบอนุมัติบัตรสาขาเวชศาสตร์ป้องกัน แขนงสาธารณสุขได้ในปี 2550 ก่อนเดินทางมาเบลเยียม ผมก็สมัครสอบอนุมัติบัตรสาขาเวชศาสตร์ป้องกันแขนงสุขภาพจิตชุมชน ได้อีกสาขาหนึ่ง

คำว่า วุฒิบัตร หมายถึง การที่แพทย์ได้เรียนในสถานที่เปิดเรียนสอนที่ทางแพทยสภาอนุมัติจนครบตามหลักสูตรแล้วสอบผ่าน ส่วน อนุมัติบัตร หมายถึง การที่แพทย์ได้ทำงานในสาขานั้นๆเป็นเวลาตามที่แพทยสภากำหนด ส่วนใหญ่ไม่ต่ำกว่า 5 ปี ส่งคุณสมบัติให้ผ่านการพิจารณาและสอบผ่านแล้ว ทั้งสองบัตรนี้มีศักดิ์เท่ากัน คือ ก.พ.ให้เทียบเท่าปริญญาเอก

ความรู้ทางการแพทย์ก้าวเร็วมากควบคู่ไปกับความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี แพทย์จึงต้องอ่านหนังสือตลอดเวลาและไม่มีใครอ่านหรือติดตามได้ทั้งหมด จึงต้องแบ่งออกตามความถนัด แพทย์ไม่ได้หมายถึงต้องทำการรักษาผู้ป่วยเท่านั้น แต่สามารถไปทำเรื่องส่งเสริมสุขภาพ ป้องกันควบคุมโรค ฟื้นฟูสมรรถภาพและรวมทั้งเป็นผู้รักษาหรือดูแลระบบสุขภาพของชุมชน สังคมด้วย ดังนั้น การรักษาครอบครัว ชุมชนหรือสังคม ก็ยังคงเป็นหมอเหมือนกัน 

ผมรักษาคนไข้เป็นคนๆมาหลายปี ก็รู้สึกว่าตรวจคนไข้ด้วยโรคเดิมๆอยู่ ก็เลยจะปรับตัวเองไปรักษาทั้งระบบบ้าง เหมือนกับปลาในอ่างน้ำป่วยตายจากน้ำเป็นพิษ ถ้ามัวแต่รักษาให้ยาปลาเป็นตัวๆ ก็คงแก้ปัญหาได้ยาก เราต้องเปลี่ยนน้ำที่เป็นพิษนั้นออกไปแล้วใส่น้ำใหม่ที่เหมาะสมต่อการมีชีวิตอยู่ของปลา ปลาส่วนใหญ่ก็จะอยู่รอดได้ อันนี้เป็นมุมมองที่ผมชอบ แต่ไม่ได้หมายความว่าคนที่ดูแลรักษาปลาเป็นรายตัว ไม่สำคัญนะ ใครชอบหรือถนัดแบบไหนก็ทำแบบนั้น ทำตามความถนัดของแต่ละคน ตามความสามารถของแต่ละคน แต่ภายใต้เป้าหมายร่วมอันเดียวกัน

การศึกษาเป็นส่วนหนึ่งของการเรียนรู้ บางคนเรียนแต่ไม่รู้ก็มี การเรียนรู้จะต้องดำเนินการไปตลอดชีวิต เป็น Lifelong Learning ตามกระบวนการเรียนรู้ของการจัดการความรู้ ต้องเรียนรู้หลายๆวิธี จะสามารถเก็บเกี่ยวความรู้ทั้งความรู้ในตำราและความรู้ในตัวคนได้

ทั้งนี้กระบวนการเรียนรู้ต้องผ่านขั้นตอนของการนำเอาข้อเท็จจริงที่มีอยู่ ที่พบเห็น ได้เจอมาประมวลผล จัดหมวดหมู่ ให้สามารถบอกอะไรเราได้ เห็นภาพบางอย่างได้ชัดขึ้นบ้างจนได้เป็นข่าวสารหรือสารสนเทศ แล้วนำสารสนเทศนั้นมาวิเคราะห์ เชื่อมโยง สังเคราะห์ได้เป็นความรู้ขึ้นมา หลังจากนั้นก็นำความรู้นั้นไปปฏิบัติจริงเพื่อจะได้รู้ว่าทำอย่างนี้ ได้อย่างนั้น ทำอย่างนั้นได้อย่างนี้ สำเร็จได้อย่างไร ล้มเหลวจากอะไร เกิดเป็นปัญญา ขึ้นในตัวคนๆนั้น นี่คือกระบวนการเรียนรู้ที่แท้จริง ถ้ารู้แต่ทฤษฎี ไม่ได้ลงมือปฏิบัติก็เป็นแค่การเรียน เป็นครึ่งเดียวของการเรียนรู้

เมื่อคืนได้คุยกับลูกชาย น้องแคนอยู่ชั้นปอห้า เล่าให้ฟังว่า ได้เขียนเรียงความส่งครู ผมก็ขอให้ลูกพิมพ์ส่งอีเมล์มาให้ คุณแม่เอ้ก็เลยจัดการส่งมาให้ ผมก็ชื่นชมว่าลูกมีความคิดที่ดีสามารถเรียงความออกมาได้ น่าสนใจ ดังนี้ครับ 

ชีวิตพอเพียงของครอบครัวฉัน

ครอบครัวของฉันอยู่กันอย่างมีความสุขและประหยัดอดออมฉันอยู่กับพ่อ แม่ ย่า และน้องอีก 2 คน  ถึงจะใช้จ่ายกันแต่ละคนก็ไม่มากนัก  แต่ว่าฉันและครอบครัวก็ช่วยกันประหยัดอย่างมาก  ฉันได้ค่าขนมไปโรงเรียนวันละ 15 บาท  ฉันฝากออมทรัพย์วันละ 5 บาท  กินขนมวันละ 10 บาท  ฉันใช้ไฟอย่างประหยัดและน้ำด้วย  ฉันปลูกผักไว้กินเองและวิธีนี้จะช่วยลดต้นทุนได้มากขึ้น  เพราะเราควรทำตามแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  เราจะได้อยู่กันอย่างพอเพียง                                          

เด็กชายพชร  บัญญัติ                                         

ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5                                         

โรงเรียนอนุบาลรอดบำรุง

อำเภอบ้านตาก จังหวัดตาก 

บันทึกนี้ เขียนมายาวมาก เสร็จช้าเพราะเขียนตั้งแต่เมื่อเช้า พอดีก่อนเที่ยง เจ้าของบ้านเช่าได้มาที่บ้าน ตั้งแต่มาอยู่ก็เพิ่งพบกัน ชื่อจอร์จส ลาเน่นมากับภรรยา ลูกสาวและสามีพร้อมหลานอีกสองคนอายุ 6 ขวบกับสี่ขวบ เขาพักอยู่อีกเมืองหนึ่งห่างไปราว 100 กิโลเมตร ขับรถประมาณ 1-3 ชั่วโมง ได้คุยรายละเอียดและลงนามสัญญาเช่ากันเรียบร้อย เขาน่ารักมากทั้งคู่ ผมกับพี่เกษมได้คุยกับเขาและช่วยเขายกของ เขาพาไปดูห้องใต้ดิน เป็นห้องเก็บไวน์ที่มีอายุนานมากและให้ไวน์เรามา 1 ขวด ปี 1989 ได้คุยกันอยู่นานเลย ตอนนี้บ่ายสองโมงแล้ว เริ่มหิว ผมหุงข้าว พี่เกษมทำกับข้าว ต้องขอตัวไปทานอาหารกลางวันก่อน แล้วก็รีบทำการบ้านส่งครูพรุ่งนี้ สวัสดีครับ 

พิเชฐ  บัญญัติ

บ้านพัก Verbondstraat 52

Antwerp, Belgium

13.55 น. (18.55 น. เมืองไทย)

16 กันยายน 2550