มีชาวบ้านนั่งร้องไห้ในบูธ OTOP ที่เมืองทองธานี พี่ชัชวาลย์ จากบ้านเมืองปอน แม่ฮ่องสอน เล่าให้ผมฟังระหว่างที่ผมนั่งรถไปนครปฐมเพื่อเข้าร่วมการประชุมเครือข่ายการท่องเที่ยวประเทศไทย ผมได้พูดคุยกับคุณชัชวาล เกี่ยวกับ ความคิดเห็นในเรื่อง OTOP ว่าคิดยังไง?

สาเหตุที่ร้องไห้ เพราะขายสินค้าไม่ได้ และราคาสินค้าที่ชาวบ้านตั้งก็ตัดราคากันเอง เมื่อยามที่สินค้าหลากหลายของชุมชนมารวมกัน ณ สถานที่ตรงนั้น...ศักดิ์ศรี วิถีชุมชนถูกทำให้อ่อนแรงไปทุกที เพราะ OTOP

ผมประทับเมื่อครั้งไปที่ คอยรุ๊ตตั๊กวา หนองจอก กรุงเทพฯ อาจารย์สมาน ผ็นำทางความคิดชุมชนนี้ บอกว่า ที่นี่ไม่ให้ความสำคัญกับ OTOP เราทำเพื่อให้เป็นสิ่งของฝากที่ระลึกสำหรับการท่องเที่ยวเท่านั้น ความสุขของคนที่นี่ ไม่ได้ขึ้นกับมูลค่าเงินจากการขายของเหล่านี้ และผมก็เห็นประจักษ์ว่าชุมชนที่นี่มีคุณภาพชีวิตที่อิสระ เข้มแข็งจริงๆ

OTOP จึงเป็นวาทกรรมการพัฒนาที่ผิดพลาดพลาดที่นำลงไปสู่ชุมชน การเปลี่ยนมือระหว่างกรม กอง ที่ดูแลผลิตภัณฑ์เหล่านี้ ก็มีแนวคิดที่แตกต่างกัน ชาวบ้านก็ตั้งหน้า ตั้งตาผลิตเป็นล่ำเป็นสัน สุดท้ายไม่ตลาดให้ ...ได้ทั้งต้นทุนและกำไร

ที่นครปฐมผมเป็นวิทยากรชวนคุยเรื่อง ผลิตภัณฑ์ชุมชนในหมู่บ้านที่จัดการท่องเที่ยว บรรยากาศการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในวงคุย ได้เปิดอิสระให้ทุกคนให้ความเห็นในประเด็นนี้ได้อย่างเสรี

และกลุ่มเป้าหมายที่นั่งพูดคุย ล้วนแล้วแต่เป็นผู้รู้ กรำงานชุมชนเป็นชาวบ้านตัวจริงทั้งสิ้น เนื้อหาที่ได้จึงเป็นวิธีคิดที่มาจากชุมชนจริง รายละเอียดการพูดคุยสรุปให้เห็นคร่าวๆดังนี้ครับ

O ผลิตภัณฑ์ชุมชนมีขึ้นเพื่อ

  • -           เกิดกระบวนการเรียนรู้ จากการสัมผัสจริง
  • -           สื่อของดีชุมชนให้นักท่องเที่ยวได้รับรู้
  • -           แปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่าผลผลิต
  • -           เพิ่มความสนใจให้เกิดการท่องเที่ยวในชุมชน
  • -           หนุนเสริมการท่องเที่ยว
  • -           กระจายรายได้ให้กลุ่มอื่นๆในชุมชน
  • -           เพิ่มงานให้กับคนในชุมชน
  • -           เป็นส่วนหนึ่งขององค์ประกอบทางการท่องเที่ยว

O ปัญหา

  • -           ส่งเสริมผลิตภัณฑ์ที่ไม่เอื้อต่อวิถีชุมชน
  • -           การส่งเสริมของรัฐขาดความต่อเนื่อง
  • -           มุ่งรายได้ ทำลายทรัพยากร
  • -           ความขัดแย้งในเรื่องของแนวคิดการพัฒนาว่าจะพัฒนาเพื่ออะไรระหว่างอุตสาหกรรม, พาณิชย์, ชุมชน หรือการเกษตร
  • -           ความไม่มั่นใจในผลิตภัณฑ์ของผู้บริโภค
  • -           การจดทะเบียนลิขสิทธิ์มีค่าใช้จ่ายสูง
  • -           การลอกเลียนแบบ
  • -           การผิดพลาดทางนโยบาย

  O การแก้ปัญหา

  •      -    ศึกษาผลกระทบ
  •      -    บริหารจัดการอย่างมีแบบแผน ครบวงจรทั้งการผลิต และการทำการตลาด
  •      -    สร้างเครือข่าย เพื่อแลกเปลี่ยนวัตถุดิบ, แลกเปลี่ยนสินค้า และคำแนะนำ
  •      -    ศึกษาศักยภาพชุมชน ว่าสามารถจะเป็นชุมชนที่ขายวัตถุดิบ หรือชุมชนที่ผลิต
  •      -    จัดตั้งเป็นองค์กรชุมชน
  •      -    บูรณาการงานพัฒนา
  •      -    จัดตั้งเป็นสหกรณ์

 O สิ่งที่ควรส่งเสริม

  • - ใช้อย่างระมัดระวัง ไม่สร้างความเสียหายแก่ทรัพยากร
  • - สร้างความสมดุล ระหว่างคุณค่า มูลค่า และผลิตภัณฑ์ชุมชนว่ามีเพื่ออะไร

O พัฒนาอย่างไร

  •      - ควรมีการพัฒนาให้เกิดความ หลากหลาย มีมาตรฐาน ร่วมสมัย มีคุณภาพ
  •      - พัฒนาองค์ความรู้ โดยการสร้าง นำไปใช้ละเก็บไว้เป็นภูมิปัญญา และพัฒนาต่อๆไป
  •      - มีความรู้ว่าตนเองมีอะไร และจะสร้างคุณค่าได้อย่างไร มีวิธีคิดและตระหนักถึงความพอเพียง ถึงความยั่งยืน และความสุขในชุมชน ว่าผลิตภัณฑ์นั้นทำเพื่อใช้ เพื่อจำหน่ายหรือทั้งเพื่อใช้และจำหน่าย จุดที่สมดุลและพอเพียงอยู่ที่ไหน
  •      - มีเรื่องราวของผลิตภัณฑ์
  •      - รูปแบบของผลิตภัณฑ์ ให้สอดคล้องกับความต้องการว่าเพื่อจำหน่าย หรือเพื่อใช้ มีการสร้างเอกลักษณ์และอัตลักษณ์ และพัฒนาให้หลากหลาย รวมถึงมีคุณภาพและมาตรฐาน ท้ายที่สุดแล้วควรมีการจดลิขสิทธิ์ทางปัญญา
  •      - สร้างเครือข่ายทั้งจากภายใน และภายนอกประเทศเพื่อแลกเปลี่ยนทางการตลาด สินค้า และวัตถุดิบ
  •      - มีหลักสูตรท้องถิ่น ที่ถ่ายทอดจากปราชญ์ท้องถิ่น, ภูมิปัญญาชุมชน และพัฒนาให้มีวิทยากรท้องถิ่น
  •      - พัฒนาวัตถุดิบ เพื่อพัฒนาคุณภาพ และทราบจุดสมดุลในการผลิตต่อไป

O หัวใจของการพัฒนาผลิตภัณฑ์ชุมชน

 

      ตระหนักรู้คุณค่า พัฒนาเป็นเอกลักษณ์ ยึดหลักพอเพียง หล่อเลี้ยงชุมชน

คำถามสุดท้ายที่โยนเข้าไปในวงคุย ว่าควรจะมีการพัฒนา OTOP ต่อไปหรือไม่ ก็ได้คำตอบว่าควรมี แต่ควรทบทวนแนวคิด และกระบวนการให้ชัดเจน คำนึงถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นด้วย....

คิดว่ามุมมองในเวทีคงฉุกใจได้คิดสำหรับคนทำงานไม่มากก็น้อย