เรื่องสั้น : ผลงานนักศึกษา กว่าจะเริ่มกะพริบแสง
ครูอารี
<p style="margin: 0in 0in 0pt" class="MsoNormal">โดย นายเฉลิมพล สุภา </p><p> (ผลงานการเขียนได้รับการตีพิมพ์รวมเล่ม “ปั้นนักคิดให้เป็นนักเขียน” จาก ค่ายเยาวชนนักเขียน หออัครศิลปิน รุ่นที่ ๒ สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ กระทรวงวัฒนธรรม) </p><p> </p><p style="margin: 0in 0in 0pt" class="MsoNormal">แนะนำ : นายเฉลิมพล สุภา นักศึกษาวิชาเอกภาษาไทย ชั้นปีที่ ๔ คณะคุรุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ อายุ 20 ปี</p><p style="margin: 0in 0in 0pt" class="MsoNormal"></p> …………………………………………………………………….. <p style="margin: 0in 0in 0pt" class="MsoNormal">จากบันทึก เขียนเรื่องสั้นมันยากตรงไหน? นี่เป็นตัวอย่างเรื่องสั้นที่นักศึกษาร่ำเรียนมาแล้วลองสำแดงฝีมือดู ก็น่าพอตอบคำถามข้างบนนั้นได้ครับ...</p><p> ……………………………………………………………………….. </p><p></p><p> “ประเทศไทย รวมเลือดเนื้อชาติเชื้อไทย...” </p><p> </p><p style="margin: 0in 0in 0pt" class="MsoNormal"> ธงชาติผืนเก่ากำลังถูกเชิญขึ้นสู่ยอดเสาไม้ไผ่ เสียงเด็กน้อยร่วมกันร้องเพลงชาติไทย แม้จะไม่พร้อมเพรียงกันเท่าไรนัก แต่น้ำเสียงยังคงดังก้องไปทั้งผืนป่า แดดอุ่นเหลืองอ่อนทอแสงเหนือยอดเขาทางทิศตะวันออก ลมหนาวหอบหอมกลิ่นอายแห่งไพรพฤกษ์ ล่องเลาะผ่านขุนเขาสีเทาอ่อนแก่สลับซับซ้อนผ่าน..พัดแมกไม้ใหญ่น้อยด้านหลังโรงเรียนให้ใบเหลืองแก่ปลิดขั้วไหวร่วงสู่พื้นดิน ไม้ยืนต้นขนาดใหญ่ริมรั้วบ้านพักครูค่อยลุใบลาก้าน สัญญาณแห่งเหมันตฤดูเวียนสู่วิถีชีวิตบ้านป่าอีกคราว</p><p style="margin: 0in 0in 0pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0in 0in 0pt" class="MsoNormal"></p><p> “ครูอารี” เธอคือหญิงสาวที่เลือกมาเป็นแม่พิมพ์ในถิ่นกันดารแห่งนี้ เธอรู้ดีว่าการเป็นครูบนดอยไม่ใช่เรื่องง่ายหรือสุขสะดวกแม้แต่น้อย หากต้องใช้จิตวิญญาณความเป็นครูและความอดทนหลายเท่านัก เธอยังจำวันแรกของการเป็นครูได้แจ่มชัด ภาพของชุดสีกากีที่เธอสวมใส่ขณะขี่มอเตอร์ไซค์ จากปากทางขึ้นดอยในวันฝนพรำ ไหนจะต้องเลี้ยวหลบหลุมบ่อน้ำขัง ไหนจะต้องลุยโคลน เขละเปื้อนทั้งรถทั้งคน บางที่เป็นทางลงเขาขรุชันอันตราย บางทีก็เจอหุบเหวริมถนน ช่างเป็นการเดินทางที่ลำบากและต้องใช้ความอดทนยิ่ง กว่าจะเดินทางถึงหมู่บ้านก็จวนค่ำ </p><p> </p><p> </p><p style="margin: 0in 0in 0pt" class="MsoNormal"> ที่นี่ไม่มีไฟฟ้า ไม่มีตะเกียงโชนแสง หลังจากตะวันลาฟ้า ทุกชีวิตในหมู่บ้านก็จะอยู่ในความเงียบสงบ กระนั้นก็ตาม หัวใจของเธอยังนึกถึงเด็กบ้านป่าที่ขาดแคลนสิ่งที่เขาพึงมีพึงได้รับ ซึ่งไม่ต่างจากความมืไมหรือจดของราตรีกาล เธอสัญญากับตัวเองอย่างแน่วแน่ว่า จะเป็นแสงเทียนส่งทางปัญญาให้เด็กเหล่านี้ให้จงได้ แม้ต้องเหนื่อยเพียงใด จะไม่ท้อถอย</p> “คุณครูคะ เมื่อไหร่จะมีครูคนใหม่เข้ามาเพิ่มอีกคะ” เด็กน้อยหน้าตาใสซื่อเอ่ยขึ้น “ทำไมหรือจ๊ะ เอื้องดอย” ครูสาวย้อนถาม <p style="margin: 0in 0in 0pt" class="MsoNormal"> “พวกหนูสงสารครูค่ะ ครูสอนหนังสือคนเดียว พวกหนูไม่อยากให้ครูเหนื่อยค่ะ”</p><p> คำพูดของเด็กน้อยถึงกับทำให้เธอตื้นตันใจ ไม่เคยคิดมาก่อนว่า เด็กหญิงตัวน้อยอายุเพียงสิบขวบที่ชื่อ “เอื้องดอย” คนนี้จะมีความรู้สึกนึกคิดต่างจากเด็กวัยเดียวกัน เธอมองลูกศิษย์ด้วยแววตาเศร้าหม่น ด้วยคงรู้ดีว่าคงเป็นไปได้ยากยิ่งที่จะมีครูมาสอนหนังสือเพิ่มในหมู่บ้านกันดารแร้นแค้นอย่างนี้ แต่เธอจะอธิบายยังไงดีล่ะ เด็กจึงจะเข้าใจ ไม่ทันที่เธอจะตอบคำถามของเอื้องดอย ก็มีเสียงหนึ่งดังขึ้นจากแถวหลังสุดของห้อง </p><p> </p><p style="margin: 0in 0in 0pt" class="MsoNormal"> “ครูครับ แล้วเมื่อไหร่พวกเราจะมีอาคารเรียนหลังใหม่ซะทีครับ”</p><p style="margin: 0in 0in 0pt" class="MsoNormal"></p> เด็กชายตะโกนถามเบาๆ ขณะแหงนหน้ามองน้ำค้างใสที่กำลังหยดร่วงจากรูโหว่ของหลังคาสังกะสีเก่าผุ <p style="margin: 0in 0in 0pt" class="MsoNormal"> คำถามนี้ก็เช่นกัน ยิ่งทำให้เธออดคิดไม่ได้ว่า จะมีใครหนอมาสร้างอาคารเรียนหลังใหม่ให้ได้ ลำพังแค่ตัวเธอคนเดียวที่ดูแล สอนหนังสือเด็กก็เหน็ดเหนื่อยเป็นทุนอยู่แล้ว แม้จะมีเด็กเพียงสิบกว่าคน แต่เวลาสอนก็ต้องแยกสอนตามระดับอายุเด็ก ซึ่งมีตั้งแต่ไร้เดียงสาหกขวบ จนถึงเด็กโตสิบสองขวบ เธอต้องใช้ความอดทนและพยายามอย่างยิ่ง หรือจะขอแรงชาวบ้านมาช่วยกันสร้างก็พอจะเป็นไปได้อยู่ แต่ยังติดอยู่ที่ว่าวัสดุอุปกรณ์ เครื่องไม้เครื่องมือต่างๆ ต้องลงไปหาซื้อในตัวเมือง การเดินทางก็สุดแสนจะลำบากยิ่งนัก ที่สำคัญไปกว่านั้นคือ ยังขาดกำลังทรัพย์ ยิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกสงสารเด็กมากขึ้นทุกที</p><p style="margin: 0in 0in 0pt" class="MsoNormal"></p> <p style="margin: 0in 0in 0pt" class="MsoNormal"> “เด็กๆ จ๊ะ เรื่องครูใหม่ ครูคิดว่าอีกไม่นานคงมีครูเข้ามาสอนพวกเราเพิ่มเองนะ แต่พวกเราต้องเป็นเด็กดีก่อนนะจ๊ะ ส่วนเรื่องอาคารเรียนหลังใหม่พวกเราต้องมีแน่นอนจ้ะ” เธอบอกกับเด็กอย่างมีความหวัง แม้จะรู้ดีว่ามันเป็นความหวังที่ต้องใช้เวลารอคอยยาวนาน นานจนดูริบหรี่ แต่เธอก็ยังเชื่อมั่นในคำพูดเสมอ</p><p style="margin: 0in 0in 0pt" class="MsoNormal"></p> <p style="margin: 0in 0in 0pt" class="MsoNormal"> แสงเทียนกลางป่าเขา อาจมีบางครั้งที่มันเกือบต้องดับลงเพราะแรงลมโหมปะทะ แม้แสงสว่างจะหรี่ล้าหลายคราว แต่ก็ยังสามารถเปล่งฉายมาได้จนถึงทุกวันนี้ เฉกเช่นครูอารีที่บางคราเธอรู้สึกอ่อนแรง ล้าใจ แต่บางครั้งก็กลับรู้สึกมีความหวัง ความหวังที่จะเห็นเด็กน้อยบ้านป่าเหล่านี้ ได้มีโอกาสพัฒนาความรู้ทัดเทียมกับเด็กในเมือง</p><p style="margin: 0in 0in 0pt" class="MsoNormal"></p> <p style="margin: 0in 0in 0pt" class="MsoNormal"> อรุณใหม่ ม่านหมอกขาวหม่นคลุมโพลน จนมองอะไรเห็นไม่ถนัด ต่อเมื่อแดดกล้ามันจึงจางหาย ทิ้งไว้แต่ร่องรอยเป็นเงาเลื่อมอาบผิวใบไม้ มินานนักฟ้าก็ใสกระจ่างราวกระจก นกสีขาวบินมายาวเหยียด แถวแนวสีขาวนวลตัดกับท้องฟ้าสีครามดูเด่นสะดุดตานัก</p><p> </p><p> </p><p style="margin: 0in 0in 0pt" class="MsoNormal"> ครูอารี เก็บกวาดทำความสะอาดห้องเรียน เธอสั่งงานแล้วให้เด็กๆ ลงมากลางสนาม พื้นดินยังชื่นชื้น ใบหญ้ายังชุ่มหมาด บางคนนั่งหันหลัง แต่บ้างก็นั่งเอาหน้ารับแดด บ้างก็วิ่งหยอกเล่นแหย่ไล่กันไปมา เธอแอบยิ้มในใจที่เห็นเด็กเหล่านี้มีความสุข แต่...บางครั้ง ภาพแห่งความสุขก็ย่อมแฝงความทุกข์เศร้าให้เธอได้ครวญคิดเสมอ ภาพของเด็กน้อยสวมเสื้อผ้าผืนซ้ำที่คร่ำคร่า ที่ย่ำเท้าเปล่าเปลือยมาโรงเรียน ยังประทับตึรงใจเธออยู่ตลอด</p><p style="margin: 0in 0in 0pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0in 0in 0pt" class="MsoNormal"></p> “อ้าวเด็กๆ มาทางนี้หน่อยจ้ะ ครูมีเรื่องจะบอก” “เรื่องอะไรครับครู” เด็กชายถามด้วยใคร่รู้” “คือ..พรุ่งนี้ ครูจะลงไปที่หน่วยราชการในเมือง จะไปทำเรื่องขอรับบริจาคผ้าห่มมาแจกพวกเราน่ะ พรุ่งนี้ไม่ต้องมาโรงเรียน อยู่บ้านช่วยพ่อกับแม่ทำงานนะจ๊ะ” “ครูคะ ถ้ามีผ้าห่มมาแจก พวกเราก็จะไม่หนาวอีกแล้วใช่มั้ยคะ” เอื้องดอยเอ่ยถามด้วยใบหน้าที่แฝงรอยยิ้มอย่างมีความหวัง “จ้ะ” ครูตอบพร้อมยิ้มอย่างเมตตา <p style="margin: 0in 0in 0pt" class="MsoNormal"> “เย้!! พวกเรารักครูที่สุดเลยครับ”</p><p style="margin: 0in 0in 0pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0in 0in 0pt" class="MsoNormal"></p><p> เด็กน้อยโห่ร้องด้วยความดีใจ ขณะที่พากันแย่งโอบกอดครูอารี </p><p> </p><p style="margin: 0in 0in 0pt" class="MsoNormal"> ลมเย็นโชยเฉื่อย ความหนาวคลี่คลายลงบ้าง ค่อนรุ่งยังหนาวกัดกระดูก ผิดกับตอนเที่ยงที่ร้อนอบอ้าว ล่วงผ่านหลายวันไม่มีวี่แววว่าครูอารีจะกลับมา เด็กๆ ทั้งหลายยังคงรอคอยการกลับมาของครูพร้อมผ้าห่มผืนใหม่</p><p style="margin: 0in 0in 0pt" class="MsoNormal"></p> <p style="margin: 0in 0in 0pt" class="MsoNormal"> เด็กน้อยเอ๋ย...หากพวกเจ้าได้ลงไปในเมือง พวกเจ้าจะพบผ้าห่มผืนหนึ่งหล่นอยู่ข้างทาง พร้อมกับรอยเสียหลักของมอเตอร์ไซค์</p><p style="margin: 0in 0in 0pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0in 0in 0pt" class="MsoNormal"></p><p> อนิจจา! หากชะโงกหน้ามองลงไปยังก้นเหว ก็จะพบร่างครูอารีนอนนิ่งสงบกับกองผ้าห่มเปื้อนเลือด </p><p></p><p> </p>
เขียนได้ดีทีเดียวค่ะอาจารย์ ต้องชมเชยน้องคนที่เขียนว่าเก่ง แต่ด้วยเหตุการณ์นะตอนนี้ทำให้เดาตอนจบได้ทั้งแต่ช่วงแรกๆ แล้วก็เป็นจริงดังคาด คือเรื่องสั้นนี้เขียนใช้ภาษาได้สวยงาม สร้างจินตนาการได้ดี แต่การวางจุดไคลแมกซ์ของเรื่องมันยังง่ายไปในความคิดเห็นของหนู ยิ่งคนที่อ่านหนังสือเยอะๆ จะเดาได้ภายในแป๊บเดียวเลยค่ะ แต่น้องคนนี้ถ้าเขียนต่อไปเรื่อยๆ ท่าจะรุ่ง นับว่าเป็นงานเขียนที่ดีชิ้นหนึ่งค่ะ ต้องฝึกฝนประสบการณ์อีกหน่อยจะเจ๋งเลย
สวัสดีคะแวะมาอ่าน และให้กำลังใจ
เขียนใด้ดีมากครับ อ่านใดสนุกครับ ถ้าอาจารย์ว่างเข้ามาติชมบร็อก ผมบ้างนะครับ ผมเรียนศึกษาศาสตร์ เอกภาษาไทย มรภ จันทรเกษม
ภาษาไทยจงเจริญญญญญญญญญญญญญ
http://learners.in.th/blog/ofta
สวัสดีครับคุณ
สายตาแหลมคมมากครับ ถ้าผมมีสิทธิให้ปริญญา ผมจะมอบปริญญาตรีเอกภาษาไทยให้กับมือเลยนะครับ
ใช่แล้วครับ เขียนเรื่องสั้นต้องระวังไม่ให้ผู้อ่านเดาเรื่องออก ต้องสร้างปมสร้างข้อสงสัยให้ผู้อ่านติดตามเรื่องไปจนแม้จบเรื่องก็เดาได้ยาก อาจจบด้วยการหักมุม ทำให้ผู้อ่านคาดหมายไม่ถูก แล้วก็จะสนุกครับ
เด็กคนนี้มีแววครับ เรื่องภาษาก็ค่อนข้างใช้ได้ เหลือประสบการณ์ เทคนิคการเขียน ที่ต้องฝึกฝน แต่เรื่องความอยากเขียน เต็มเปี่ยมครับ
ขอบคุณที่ติชม เด็กๆ คงดีใจมากครับ ที่มีคนอ่านผลงานของเขา
สวัสดีครับคุณ
ขอบคุณแทนด็กด้วยครับ ต้องให้เขามีชั่วโมงบินมากกว่านี้ครับ อย่างที่คุณ naree แนะนำไว้
สวัสดีครับคุณ
ขอบคุณมากครับที่แวะมาให้กำลังใจ ผมเคยอ่านบล็อกของคุณและจะเข้าไปให้กำลังใจเช่นกันครับ
สวัสดีครับคุณ คุณาวุฒิ
ยินดีครับ ผมจะเข้าไปให้กำลังใจติชมแน่นอนครับ
ขอบพระคุณอาจารย์กรเพชรเป็นอย่างสูงเลยนะครับที่อุตส่าห์ ช่วยแนะนำเผยแพร่ผลงาน ขอบคุณทุกถ้อยกำลังใจที่ติ - ชม มานะครับ สิ่งเหล่านี้ย่อมสร้างแรงดาลใจให้ฝึกฝนก้าวไปได้อย่างแน่นอน
เฉลิมพล
ยินดีครับ พยายามเขียนบ่อยๆ ฝึกบ่อยๆ นะ
ขอบคุณอาจารย์นะคะที่สอนให้รู้การเขียนเรื่องสั้นจากที่ไม่เคยรู้ก็รู้ดีขึ้นจริงๆค่ะ
ขอบคุณค่ะ
ได้อ่านแล้วรู้สึกว่าเป็นที่สามารถจินตนาการได้เลยด้วยคงวาม
คนเขียนเขียนได้ดีมาก
น่าจะเป็นนักเขียนได้เลยทีเดียว
จะขอเดินตาม เพราะอยากเก่งแบบนี้จัง
มีวิธีไหนบ้าง
อาจารย์แต่งเก่งมากค่ะ ชอบเรื่องที่อ.ไผ่เขียน เป็นกำลังใจให้เสมอ ป๊ะกั๋นตี้โฮงเฮียนเน่อเจ้า ไปล่ะค่ะ
อ.ไผ่
แต่งเรื่องสนุกมากเลยค่ะ ถ้าได้เขียนนวนิยายเป็นเล่มก็คงดี
นี่ขนาดตอนเป็นนักศึกษานะคะ
ตอนนี้ก็นะ อ.ไผ่คงจะมีผลงานเพิ่มอีกนะคะ
ถึงจะไม่ได้เรียนกับอาจารย์ แต่ก็คอยเป็นกำลังใจให้นะคะ
ละอ่อนป๊าว
ขอบคุณทุกความเห็นที่แวะมาเยี่ยมชมนะครับ