การกู้ยืมเงินหรือการฝากเงิน ก็เป็นสินค้าเหมือนกันครับ สินค้าก็คือเงินกู้ อุปสงค์ก็คือความต้องการกู้เงิน อุปทานก็คือการปล่อยเงินกู้ หรือก็คือการฝากเงิน ราคาของเงินกู้ก็คืออัตราดอกเบี้ยนั่นเอง

ผมพูดเรื่องกู้หนี้ยืมสินไปแล้วหลายครั้ง   วันนี้ ผมจะขอพูดถึงเรื่องกู้หนี้ยืมสินอีกครั้งหนึ่ง ในมุมมองของวิชาเศรษฐศาสตร์ครับ  <p>เรื่องการกู้เงินเป็นเรื่องที่ใกล้ตัวเรามากครับ หลายคนอาจจะมีประสบการณ์เคยกู้เงินมาก่อน หลายคนอาจจะไม่เคยกู้เงิน แต่ก็อาจจะมีญาติสนิทมิตรสหายที่กู้เงิน   ก็ดูเหมือนว่าจะเป็นเรื่องที่เข้าใจทั่วไป กู้เงินเขา (ไม่ว่ากู้ธนาคาร หรือกู้เงินนอกระบบ) ก็ต้องจ่ายคืนเงินต้น แล้วก็ดอกเบี้ยด้วย   ตอนเด็กๆ เรียนวิชาคณิตศาสตร์เรื่องร้อยละ ก็มักจะต้องมีตัวอย่างการคำนวณดอกเบี้ยและดอกเบี้ยทบต้น</p><p>อีกเรื่องหนึ่งที่ใกล้ตัวก็คือเรื่องการฝากเงินครับ   ก็ดูเหมือนว่าจะเป็นเรื่องที่เข้าใจทั่วไปเหมือนกัน ฝากเงินก็ต้องได้ดอกเบี้ย   แล้วก็ไม่พลาด วิชาคณิตศาสตร์ก็ต้องมีตัวอย่างการคำนวณดอกเบี้ยเงินฝากเหมือนกัน</p><p>แล้วเคยสงสัยไหมครับว่าดอกเบี้ยมันมาได้อย่างไร ใครเป็นคนกำหนด</p><p>อ๊ะ อย่างเพิ่งตกใจนะครับว่าผมจะพูดถึง เรื่องแบงก์ชาติ (ธนาคารแห่งประเทศไทย) เรื่องอัตราดอกเบี้ยนโยบาย Repo rate เรื่องนโยบายการเงิน เรื่องฐานเงิน อะไรทำนองนี้   มันยากไปครับ แล้วผมก็ไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญเรื่องนี้เสียด้วย   ผมจะพูดถึงในมุมง่ายๆ และใกล้ตัวครับ</p><p>ก่อนอื่น ผมขอเกริ่นถึงแนวคิดสำคัญทางเศรษฐศาสตร์นะครับ คือ เรื่องอุปสงค์ (Demand หรือความต้องการ) และอุปทาน (Supply)   สินค้าอะไรก็แล้วแต่ จะมีอุปสงค์และอุปทานของสินค้านั้นๆ คือ มีอุปสงค์ของผู้ต้องการซื้อสินค้า และมีอุปทานของผู้ต้องการขายสินค้า   การซื้อขายสินค้าจะเกิดขึ้นก็เมื่ออุปสงค์กับอุปทานมาเจอกัน หรือเป็นจุดดุลยภาพ (หรือ Equilibrium) ซึ่งจะทำให้ได้ซื้อขายสินค้านั้นกันที่ปริมาณหนึ่งๆ และที่ราคาหนึ่งๆ ที่ทั้งผู้ซื้อและผู้ขายพอใจ</p><p>การกู้ยืมเงินหรือการฝากเงิน ก็เป็นสินค้าเหมือนกันครับ สินค้าก็คือเงินกู้อย่างไรล่ะครับ อุปสงค์ก็คือความต้องการกู้เงิน อุปทานก็คือการปล่อยเงินกู้ หรือก็คือการฝากเงินนั่นเอง (ในความเป็นจริง จะมีธนาคารมาเป็นตัวกลางอีกต่อหนึ่ง)   ถ้าอย่างนั้น ที่จุดดุลยภาพ ราคาของเงินกู้คืออะไร ราคาของเงินกู้ก็คืออัตราดอกเบี้ยนั่นเอง   เพราะฉะนั้น สิ่งที่กำหนดอัตราดอกเบี้ยก็คือ อุปสงค์และอุปทานของการกู้เงินครับ</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">ถ้าอย่างนั้น อะไรล่ะเป็นสิ่งที่บอกว่าราคา คืออัตราดอกเบี้ยนี้ เป็นอัตราที่ผู้ซื้อ (คือผู้กู้ยืมเงิน) และผู้ขาย (คือผู้ปล่อยกู้) พอใจ</p><p>ค่าเสียโอกาสครับ เสียโอกาสที่จะใช้เงินในตอนนั้น คือต้องรอนั่นเอง   ผู้ปล่อยกู้ (หรือผู้ฝากเงิน) เป็นผู้มีเงิน ถ้าอยากจะใช้จ่ายเงินในตอนนี้เลย ก็สามารถใช้จ่ายได้  แต่ถ้าเขาต้องการจะหาผลตอบแทน (คือ ดอกเบี้ย) เขาก็ต้องปล่อยกู้ (หรือฝากเงิน) ก็ต้องรอกว่าจะได้เงินคืน จึงจะสามารถเอามาใช้จ่ายได้   สรุปว่า ดอกเบี้ยคือค่ารอนั่นเอง เป็นค่ารอที่ผู้ปล่อยกู้พอใจ</p><p>แล้วในมุมของผู้กู้เงินล่ะ อะไรคืออัตราดอกเบี้ยที่เขาพอใจ   ก็กลับมาเรื่องรออีกล่ะครับ แต่เป็นเรื่อง ไม่ยอมรอ   ผู้กู้เงิน กู้เงินในตอนนี้มาใช้จ่าย พอถึงกำหนดก็ต้องคืนทั้งเงินต้นทั้งดอกเบี้ย หมายความว่า ในอนาคตเขาต้องมีเงิน เพียงแต่ตอนนี้เขาไม่มี   นั่นคือ ถ้าไม่มีการกู้ยืมเงินแล้ว เขาต้องรอจนถึงตอนที่เขามีเงินในอนาคตแล้ว จึงจะสามารถเอาเงินมาใช้จ่ายได้   แต่เขาไม่ยอมรอ เอาเงินมาใช้จ่ายก่อน   สำหรับผู้กู้เงิน ดอกเบี้ยก็คือค่าไม่ยอมรอ คิดเสียว่าเป็นค่า Time Machine ก็ได้ครับ ไปเอาเงินจากอนาคตมาใช้ก่อน</p><p>เพราะฉะนั้น การกู้เงินมีต้นทุนนะครับ ไม่ใช่ได้มาฟรี เป็นการสร้างภาระในอนาคต   ถ้าเราคิดแบบมีเหตุผลแบบเศรษฐศาสตร์ เราก็ต้องประมาณการว่าเราจะมีเงินในอนาคตมาพอจ่ายคืนเงินต้นพร้อมค่าไม่ยอมรอ (ดอกเบี้ย)   ปัญหาที่เจอบ่อยๆ คือ Overestimate หรือคาดการณ์รายได้ในอนาคตไว้สูงเกินความเป็นจริง เลยคิดว่าจะมีเงินจ่ายคืนเงินต้นและดอกเบี้ย เช่น คิดว่าจะมีงานทำ เงินเดือนจะขึ้น จะมีโบนัสเหมือนปีที่ผ่านมา   แต่พอเอาเข้าจริงๆ ไม่ได้เป็นอย่างนั้น ทำให้มีปัญหา</p><p>แต่ที่น่ากลัวที่สุด คือ การไม่คิดหน้าคิดหลังอะไรเลย ก่อนการกู้เงินครับ </p><p> </p>