เศรษฐศาสตร์และการเงินข้างเสา – ตอนที่ 8 กู้หนี้ยืมสินกับดอกเบี้ย คืออะไร


การกู้ยืมเงินหรือการฝากเงิน ก็เป็นสินค้าเหมือนกันครับ สินค้าก็คือเงินกู้ อุปสงค์ก็คือความต้องการกู้เงิน อุปทานก็คือการปล่อยเงินกู้ หรือก็คือการฝากเงิน ราคาของเงินกู้ก็คืออัตราดอกเบี้ยนั่นเอง
ผมพูดเรื่องกู้หนี้ยืมสินไปแล้วหลายครั้ง   วันนี้ ผมจะขอพูดถึงเรื่องกู้หนี้ยืมสินอีกครั้งหนึ่ง ในมุมมองของวิชาเศรษฐศาสตร์ครับ 

เรื่องการกู้เงินเป็นเรื่องที่ใกล้ตัวเรามากครับ หลายคนอาจจะมีประสบการณ์เคยกู้เงินมาก่อน หลายคนอาจจะไม่เคยกู้เงิน แต่ก็อาจจะมีญาติสนิทมิตรสหายที่กู้เงิน   ก็ดูเหมือนว่าจะเป็นเรื่องที่เข้าใจทั่วไป กู้เงินเขา (ไม่ว่ากู้ธนาคาร หรือกู้เงินนอกระบบ) ก็ต้องจ่ายคืนเงินต้น แล้วก็ดอกเบี้ยด้วย   ตอนเด็กๆ เรียนวิชาคณิตศาสตร์เรื่องร้อยละ ก็มักจะต้องมีตัวอย่างการคำนวณดอกเบี้ยและดอกเบี้ยทบต้น

อีกเรื่องหนึ่งที่ใกล้ตัวก็คือเรื่องการฝากเงินครับ   ก็ดูเหมือนว่าจะเป็นเรื่องที่เข้าใจทั่วไปเหมือนกัน ฝากเงินก็ต้องได้ดอกเบี้ย   แล้วก็ไม่พลาด วิชาคณิตศาสตร์ก็ต้องมีตัวอย่างการคำนวณดอกเบี้ยเงินฝากเหมือนกัน

แล้วเคยสงสัยไหมครับว่าดอกเบี้ยมันมาได้อย่างไร ใครเป็นคนกำหนด

อ๊ะ อย่างเพิ่งตกใจนะครับว่าผมจะพูดถึง เรื่องแบงก์ชาติ (ธนาคารแห่งประเทศไทย) เรื่องอัตราดอกเบี้ยนโยบาย Repo rate เรื่องนโยบายการเงิน เรื่องฐานเงิน อะไรทำนองนี้   มันยากไปครับ แล้วผมก็ไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญเรื่องนี้เสียด้วย   ผมจะพูดถึงในมุมง่ายๆ และใกล้ตัวครับ

ก่อนอื่น ผมขอเกริ่นถึงแนวคิดสำคัญทางเศรษฐศาสตร์นะครับ คือ เรื่องอุปสงค์ (Demand หรือความต้องการ) และอุปทาน (Supply)   สินค้าอะไรก็แล้วแต่ จะมีอุปสงค์และอุปทานของสินค้านั้นๆ คือ มีอุปสงค์ของผู้ต้องการซื้อสินค้า และมีอุปทานของผู้ต้องการขายสินค้า   การซื้อขายสินค้าจะเกิดขึ้นก็เมื่ออุปสงค์กับอุปทานมาเจอกัน หรือเป็นจุดดุลยภาพ (หรือ Equilibrium) ซึ่งจะทำให้ได้ซื้อขายสินค้านั้นกันที่ปริมาณหนึ่งๆ และที่ราคาหนึ่งๆ ที่ทั้งผู้ซื้อและผู้ขายพอใจ

การกู้ยืมเงินหรือการฝากเงิน ก็เป็นสินค้าเหมือนกันครับ สินค้าก็คือเงินกู้อย่างไรล่ะครับ อุปสงค์ก็คือความต้องการกู้เงิน อุปทานก็คือการปล่อยเงินกู้ หรือก็คือการฝากเงินนั่นเอง (ในความเป็นจริง จะมีธนาคารมาเป็นตัวกลางอีกต่อหนึ่ง)   ถ้าอย่างนั้น ที่จุดดุลยภาพ ราคาของเงินกู้คืออะไร ราคาของเงินกู้ก็คืออัตราดอกเบี้ยนั่นเอง   เพราะฉะนั้น สิ่งที่กำหนดอัตราดอกเบี้ยก็คือ อุปสงค์และอุปทานของการกู้เงินครับ

ถ้าอย่างนั้น อะไรล่ะเป็นสิ่งที่บอกว่าราคา คืออัตราดอกเบี้ยนี้ เป็นอัตราที่ผู้ซื้อ (คือผู้กู้ยืมเงิน) และผู้ขาย (คือผู้ปล่อยกู้) พอใจ

ค่าเสียโอกาสครับ เสียโอกาสที่จะใช้เงินในตอนนั้น คือต้องรอนั่นเอง   ผู้ปล่อยกู้ (หรือผู้ฝากเงิน) เป็นผู้มีเงิน ถ้าอยากจะใช้จ่ายเงินในตอนนี้เลย ก็สามารถใช้จ่ายได้  แต่ถ้าเขาต้องการจะหาผลตอบแทน (คือ ดอกเบี้ย) เขาก็ต้องปล่อยกู้ (หรือฝากเงิน) ก็ต้องรอกว่าจะได้เงินคืน จึงจะสามารถเอามาใช้จ่ายได้   สรุปว่า ดอกเบี้ยคือค่ารอนั่นเอง เป็นค่ารอที่ผู้ปล่อยกู้พอใจ

แล้วในมุมของผู้กู้เงินล่ะ อะไรคืออัตราดอกเบี้ยที่เขาพอใจ   ก็กลับมาเรื่องรออีกล่ะครับ แต่เป็นเรื่อง ไม่ยอมรอ   ผู้กู้เงิน กู้เงินในตอนนี้มาใช้จ่าย พอถึงกำหนดก็ต้องคืนทั้งเงินต้นทั้งดอกเบี้ย หมายความว่า ในอนาคตเขาต้องมีเงิน เพียงแต่ตอนนี้เขาไม่มี   นั่นคือ ถ้าไม่มีการกู้ยืมเงินแล้ว เขาต้องรอจนถึงตอนที่เขามีเงินในอนาคตแล้ว จึงจะสามารถเอาเงินมาใช้จ่ายได้   แต่เขาไม่ยอมรอ เอาเงินมาใช้จ่ายก่อน   สำหรับผู้กู้เงิน ดอกเบี้ยก็คือค่าไม่ยอมรอ คิดเสียว่าเป็นค่า Time Machine ก็ได้ครับ ไปเอาเงินจากอนาคตมาใช้ก่อน

เพราะฉะนั้น การกู้เงินมีต้นทุนนะครับ ไม่ใช่ได้มาฟรี เป็นการสร้างภาระในอนาคต   ถ้าเราคิดแบบมีเหตุผลแบบเศรษฐศาสตร์ เราก็ต้องประมาณการว่าเราจะมีเงินในอนาคตมาพอจ่ายคืนเงินต้นพร้อมค่าไม่ยอมรอ (ดอกเบี้ย)   ปัญหาที่เจอบ่อยๆ คือ Overestimate หรือคาดการณ์รายได้ในอนาคตไว้สูงเกินความเป็นจริง เลยคิดว่าจะมีเงินจ่ายคืนเงินต้นและดอกเบี้ย เช่น คิดว่าจะมีงานทำ เงินเดือนจะขึ้น จะมีโบนัสเหมือนปีที่ผ่านมา   แต่พอเอาเข้าจริงๆ ไม่ได้เป็นอย่างนั้น ทำให้มีปัญหา

แต่ที่น่ากลัวที่สุด คือ การไม่คิดหน้าคิดหลังอะไรเลย ก่อนการกู้เงินครับ 

 

หมายเลขบันทึก: 128250เขียนเมื่อ 15 กันยายน 2007 08:12 น. ()แก้ไขเมื่อ 6 มิถุนายน 2012 06:43 น. ()สัญญาอนุญาต:


ความเห็น (5)

ดิฉันก็เคยกู้เพราะ เราอยากได้สิ่งหนึ่ง เป็นราคาแพงมาก  ตอนนีอยากได้แต่ไม่มีปัญญาซื้อเงินสด  เพราะเงินมันก้อนใหญ่  ถ้าจะเก็บก็คงซัก 3  ปีซื้อสดเอา ด้วยความใจร้อน  มีกิเลส อยากได้อยากได้  เลยตัดสินใจซื้อ  ด้วยเหตุผล นำขึ้นให้รีบตัก ปรากฏว่าของสิ่งนั้น สมมุติ ผ่อน  5  ปี เขาบอกดอกเบี้ย 5 ปีไว้เรียบร้อยแล้ว  แล้วนำดอกเบี้ยใน 5 ปี มารวมกับเงินต้น แล้วหารออกมา เป็นชำระงวดรายเดือน ซึ่งหลังจากมาวิเคราะห์แล้ว เราเป็นฝ่ายเสียเปรียบมากเลย แต่ด้วยกติกาเขามี เพราะเขาก็อยากได้ดอกกับเรา อาชีพเขา ถ้าไม่ทำอย่างนี้เขาก็อยู่ไม่ได้

แต่ตามจริงถ้าดิฉันไม่ใจร้อนรน อยากได้และด้วยเหตุผลที่ว่า  นำขึ้นให้รีบตัก ดิฉันตั้งใจฝ่าฟันเก็บเงินสดอีกไม่นานก็ซื้อสดได้ และจะไม่เสียเปรียบจ่ายค่าดอกมากมายทีเดียว  ซึ่งเงินดอกเบี้ยนั้น  สำหรับคนที่ใช้ความสามารถในการหาเงินนี้ มันไม่ใช่เรื่องง่ายๆ ต้องอดทน กว่าจะได้มา  ดิฉันเห็นคุณค่าของเงิน แต่ไม่ใช่ขี้เหนียว จึงต้องเขียนประสบการณ์มาเล่าให้ฟัง ถ้าซื้อสดได้ ก็ควรเก็บเงินซื้อสด สำหรับของราคาน้อยๆ ราคามากๆ คิดอีกทีนานๆประมาณตน สวัสดีคะ

การผ่อนสินค้า ซึ่งปัจจุบันเป็นที่แพร่หลายมาก ก็เป็นการนำเงินในอนาคตมาใช้ก่อนเหมือนกัน ซึ่งก็มีทั้งที่ต้องจ่ายดอกเบี้ย และที่ไม่ต้องจ่าย (ดอกเบี้ย 0% ที่หลายๆ

(ไม่รู้เกิด accident อะไร ทำให้ระบบบันทึกความเห็นของกิ๊กไปเลย แล้วไปลบไม่ได้ด้วย เลยเขียนใหม่แล้วกันค่ะ เพื่อไม่ให้เสียความตั้งใจเดิม)

ดอกเบี้ยแบบ 0% ที่หลายๆ บริษัทบัตรเครดิตกำลังแข่งขันกันโปรโมทนั้น   มันก็เป็นการนำเงินในอนาคตมาใช้เหมือนกัน เพียงแต่ไม่มีดอกเบี้ย  อย่างนี้จะอธิบายตามหลักเศรษฐศาสตร์เรื่องค่าเสียโอกาสและดอกเบี้ยได้อย่างไรคะ

สวัสดีครับ คุณเล็ก ใช่แล้วครับ ต้องเตือนตนครับ ก่อนซื้อของเงินผ่อน ว่าเราต้องมีความจำเป็นต้องใช้ตอนนี้ จนต้องเอาในอนาคตมาใช้ หรือสามารถรอได้

สำหรับคำถามของคุณ Kik นะครับ ผมคิดว่าเขาคงต้องบวกต้นทุนของเขา (ที่ต้องรอเงินผ่อนดอกเบี้ย 0%) ไว้ในราคาสินค้าแล้วล่ะครับ ไม่มีอะไรได้มาฟรีๆ หรอกครับ

การกู้เงินมาใช้ซื้อสินค้าก่อนนั้นต้องคิดให้ดีครับสินค้าบางอย่างในอนาคตราคาถูกลงมากเช่นสินค้าประเภทไอทีนั้นไม่น่ากู้เงินมาซื้อโดยเพราะบางทีเรามีบัตรเครดิตซื้อง่ายมากคิดว่าเป็นแฟชั่นเท่อีกต่างหากบางคนมีบัตรเครดิตหลายใบอวดว่าตัวเองรวยแต่แท้ที่จริงแล้วเป็นความคิดที่ผิดเพราะเราเสียเงินมากมายเมื่อจ่ายคืน 1 ค่าดอกเบี้ย 2 ค่าบริการเคาเตอร์เซอวิตต่างๆกว่าจะจ่ายหมดกี่งวด 3.ค่าเดินทางไปจ่ายอีก 4.ค่าเสียเวลา

แต่สินค้าที่จำเป็นบางอย่างที่เราจำเป็นต้องใช้ไม่ค่อยมีให้ใช้เครดิตหรอกเช่นสินค้าอุปโภคบริโภคไม่ว่าจะเป็นน้ำปลากระเทียมพริกไทยๆ ส่วนมากที่ใช้เครดิตซื้อล้วนแต่เป็นสินค้าฟุ่มเฟือย การกู้เงินควรคิดให้มากซื้อในสิ่งที่คุ้มค่าคืนทุนหรือเมื่อเวลาผ่านไปสินค้านั้นราคาสูงขึ้นเช่นที่ดิน บ้าน ทองคำ

สรุปบัตรเครดิตคนส่วนมากมีไว้สนองกิเลสตัณหา เมื่อไม่มีจะกินไม่สามารถพึ่งบัตรเครดิตได้เลยนอกจากเงินกู้นอกระบบบบ

พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี