การจัดการชีวิตโดยใช้ความรู้ในส่วนที่ “มองไม่เห็น” หากแต่ “ฝังลึก”อยู่ในความรู้สึกและจิตวิญญาณ ความรู้ในส่วนนี้นี่เองที่ “มั่นคง” เป็นดั่ง “ราก” ที่ยึดเหนี่ยวผู้คนไม่ให้ถูกพัดพาด้วยกระแสลมแรง

  <h5 style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">เรามักบอก</h5><h5 style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">ลูกศิษย์เสมอว่า</h5><p>วิถีชุมชนไม่ได้แยกส่วนเหมือนศาสตร์ที่พวกเราเรียน การเข้าไปในพื้นที่เพื่อศึกษาวิจัยหรือทำงานพัฒนาเพียงเรื่องใดเรื่องหนึ่ง โดยไม่เข้าใจถึงความเป็น องค์รวม ของระบบชุมชน นอกจากจะไม่ทำให้ชุมชนเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้นแล้ว อาจยังเป็นการสร้าง ปัญหา ให้แก่ชุมชนด้วย </p><p>กระบวนคิดเชิงระบบหรือ System Thinking จึงเป็นสิ่งที่ลูกศิษย์เราต้องฝึกฝน เพื่อที่จะได้เข้าใจถึงกลไกความสัมพันธ์ของสิ่งต่าง ๆ ที่ดำรงอยู่ในวิถีชุมชนทั้งที่เป็น ระบบใหญ่ และ ระบบย่อย ต้องฝึกที่จะเป็นให้ได้ทั้ง ตานก และ ตาหนอน คือมองเห็นภาพทั้งมุมกว้างและมุมลึก</p><p>นอกจากนั้นยังต้องเข้าใจมิติทางประวัติศาสตร์ เงื่อนปมของการเปลี่ยนผ่านสังคมและวิถีชุมชนในแต่ละยุคแต่ละสมัย สิ่งที่เป็นปัจจัยหรือตัวแปรทั้ง ภายนอก และ ภายในของชุมชนและสังคมที่ส่งผลต่อกันในเชิงบวกอันเป็นการ เสริมพลัง หรือในเชิงลบซึ่งเป็นการ ทอนพลัง ทั้งที่เป็นปัจจัยด้านภูมินิเวศน์ ภูมิสังคม ภูมิวัฒนธรรม และภูมิปัญญา ตลอดจนมิติด้านเศรษฐกิจและการเมือง</p><p>ซึ่งเมื่อเข้าใจ ที่มา-ที่ไป ของวิถีชุมชนอย่างลึกซึ้งแล้ว จะทำให้เราสามารถทำ “Future Search” เพื่อให้เห็น ภาพอนาคต ของชุมชนภายใต้ปัจจัยหรือตัวแปรที่เราตั้งสมมติฐานว่าน่าจะมีอยู่หรือเกิดขึ้นในช่วงเวลาต่าง ๆ ของอนาคตได้  </p><p>ความสัมพันธ์ของปัจจัยหรือตัวแปรต่าง ๆ เชิงระบบนี้ยังสามารถนำมาสร้าง “Simulation Model” เพื่อที่จะนำไปใช้ในการวางแผนการพัฒนาชุมชนและสังคม โดยสามารถสร้างเป็น Model ที่หลากหลายเพื่อเสนอให้เป็น ทางเลือก ของการพัฒนาที่เหมาะสมภายใต้แต่ละบริบท </p><p>ทั้งหลายทั้งปวงนี้ คือ หลักการของ โยนิโสมนสิการอิทัปปัจจยตา และ ปฏิจสมุปบาท นั่นเอง </p><p>การที่จะเรียนรู้เพื่อเข้าใจชุมชนอย่างลึกซึ้ง จึงไม่สามารถทำได้เพียงการอ่าน ความรู้ที่มีอยู่ในตำราหรือหนังสือ หากแต่ลูกศิษย์เราต้องลงมือ ปฏิบัติ และการเรียนรู้ถึงความเป็นชุมชนที่ดีที่สุดนั้น คือการไป ฝังตัวเป็นสมาชิกคนหนึ่งของชุมชน และต้องทำตัวเป็น ผู้ไม่รู้เพื่อจะได้ เรียนรู้  </p><p>การเรียนรู้ในลักษณะนี้ไม่เพียงแต่จะทำให้พวกเขาเข้าใจ วิถีชุมชน อย่างแท้จริงเท่านั้น หากแต่ยังเป็นการสร้างการเรียนรู้ ตัวตน ผ่านการเรียนรู้ความเป็นชุมชน ซึ่งจะทำให้พวกเขาได้เข้าใจโลก ได้เข้าใจชุมชน และได้เข้าใจชีวิต จนสามารถมี ความรู้ และ ทักษะ ที่จะ จัดการชีวิต ของตนเองได้อีกด้วย  </p><p>เป็นการจัดการชีวิตโดยใช้ความรู้ในส่วนที่ มองไม่เห็น หากแต่ ฝังลึกอยู่ในความรู้สึกและจิตวิญญาณ ความรู้ในส่วนนี้นี่เองที่ มั่นคง เป็นดั่ง ราก ที่ยึดเหนี่ยวผู้คนไม่ให้ถูกพัดพาด้วยกระแสลมแรง </p><p>เนื่องด้วย ณ วันนี้ วิถีชุมชนหลายแห่งในบ้านเมืองของเรา ยังคงรักษาความเป็นวิถี ไทย ที่แสน เรียบง่าย และ งดงาม</p><p>เราเชื่อมั่นว่าการที่ลูกศิษย์เราได้ลงไปเรียนรู้ ได้สัมผัส ได้ตระหนักและได้ซึมซับถึงวิถีอันเรียบง่ายและงดงามของชุมชนนี้ จะทำให้พวกเขาเกิดการ เปลี่ยนผ่าน ตัวตนจากภายในได้ </p><p>ที่สำคัญ… การที่ลูกศิษย์เราได้เห็นและได้เรียนรู้การทำงานของเพื่อนพ้องน้องพี่เครือข่ายนักพัฒนาที่ทำงานด้วยจิตอาสา อยู่กับชุมชน ซึ่งแม้ค่าตอบแทนที่ได้รับเป็น ตัวเงิน นั้นจะดูเสมือนน้อยนิด หากแต่ผลงานที่สร้างสรรค์ล้วนเป็น ทรัพย์ หรือ เครื่องปลื้มใจ อันยิ่งใหญ่ คงจะมีสักคนกระมังที่ตั้งความปรารถนา ขอเป็น คนหนึ่ง ที่มีวิถีชีวิตแห่ง จิตอาสา </p><p>…ท่ามกลางเปลวแดดที่แผดเผา ท่ามกลางปัญหามากมายนานัปการ แม้จะเหน็ดเหนื่อย แม้จะอ่อนล้า…แต่นักพัฒนา จิตอาสา เหล่านั้นไม่เคย ท้อ เพราะต่างมั่นใจในเป้าหมายชีวิตที่มีและที่เป็นอยู่ นั่นคือ การยังประโยชน์ให้เกิดแก่มนุษยชาติ โดยเฉพาะการได้เกื้อกูล เพื่อน ร่วมโลกผู้ด้อยโอกาส ผู้ถูกเอาเปรียบจากความไม่เท่าเทียมของโครงสร้างการพัฒนาในสังคม… </p><p> หากวันใดอ่อนแอ... ท้อแท้อย่าหวั่นไหว</p><p>ขอให้ใจไม่สิ้นหวัง</p><p>ปัญหาแม้จะหนัก... ก็คงไม่เกินกำลัง</p><p>อย่าหยุดยั้ง...ก้าวไป</p><p> ขออย่ายอมแพ้...</p><p>อย่าอ่อนแอ...แม้ต้องร้องไห้ </p><p>จงลุกขึ้นสู้ไป </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">จุดหมาย...ไม่ไกลเกินจริง</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p>