วิทยฐานะเลื่อนได้ไม่ยากแล้ว

ครูอยากเจริญก้าวหน้าต้องกลับมาสอน….เพราะ วิทยฐานะเลื่อนได้ไม่ยากแล้ว………จากข่าวหนังสือพิมพ์ เดลินิวส์   ฉบับที่ 21144 [หน้าที่ 27 ] ประจำวันที่ 3 กันยายน 2550….หัวข้อข่าว ชงปรับเกณฑ์ประเมินวิทยฐานะถ้าไม่สอนไม่ได้โต … ศ.ดร.สมหวัง พิธิยานุวัฒน์ ผู้อำนวยการสำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (สมศ.) ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการ ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (อ.ก.ค.ศ.) วิสามัญเฉพาะกิจปรับปรุงหลักเกณฑ์และวิธีการให้ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษามีวิทยฐานะและเลื่อนวิทยฐานะ เปิดเผยว่า ตามที่กระทรวงศึกษาธิ การ (ศธ.) มีนโยบายปรับปรุงหลักเกณฑ์การประเมินวิทยฐานะของครู โดยเน้นให้ความก้าวหน้าของครูจะต้องสะท้อนมาจากความก้าวหน้าของนักเรียนนั้น ขณะนี้ อ.ก.ค.ศ.ได้ตกลงหลักการของหลักเกณฑ์ฯใหม่ได้แล้ว <p>โดยมีสาระสำคัญ 7 ข้อ ได้แก่</p> 1.วิทยฐานะไม่ใช่สวัสดิการที่ทุกคนต้องได้ แต่จะเป็นของผู้ที่มีความรู้ความสามารถ 2.การประเมินวิทย ฐานะต้องสะท้อนมาจากประสิทธิภาพการปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งนั้นๆ ไม่ใช่เป็นการมาทำเพื่อขอวิทยฐานะ

ศ.ดร.สมหวัง กล่าวต่อไปว่า  
สำหรับสาระที่ 3.มีการกำหนดภาระงานของผู้ที่จะขอมีวิทยฐานะเพิ่มเติมจากเดิมที่ไม่ได้กำหนดไว้ด้วย เช่น เดิมครูที่มีสิทธิขอเลื่อนวิทยฐานะจะต้องปฏิบัติหน้าที่มาไม่น้อยกว่า 2 ปี แต่หลักเกณฑ์ใหม่จะเพิ่มว่าต้องมีภาระงานสอน 12-15 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ด้วย 4.ครูที่มีความผิดทางวินัยร้ายแรง ผิดจรรยาบรรณของวิชาชีพจะไม่มีสิทธิขอมีวิทยฐานะและเลื่อนวิทยฐานะ เพื่อให้ ความสำคัญกับการเป็นครูที่ดี ผู้บริหารที่ดี เป็นผู้ที่มีศีลธรรม มีวินัย ปฏิบัติตามจรรยาบรรณ โดยในการประเมินจะมีการตรวจสอบประวัติ ซึ่งหากเรื่องอยู่ระหว่างการร้องเรียนก็จะทำการประเมิน แต่ถ้าพิสูจน์แล้วว่าผิดจรรยาบรรณ หรือผิดวินัยร้ายแรง ก็จะไม่ตั้งวิทยฐานะถึงแม้จะผ่านประเมินก็ตาม ส่วนผู้ที่ได้เงินวิทยฐานะไปแล้วก็จะยุติการจ่ายเงิน 5. การขอมีวิทยฐานะจะไม่กำหนดเงินเดือนขั้นต่ำ เนื่องจากได้กำหนดไว้แล้วว่าวุฒิปริญญาตรี ทำงาน 2 ปี มีสิทธิขอได้ 6.ให้มีระบบ Fast Track หรือการเติบโตทางหน้าที่ราชการที่ก้าวหน้าลัดขั้นตอน เช่น ถ้าครูมีผลงานเป็นที่ประจักษ์ชัดชั้นเยี่ยมแบบที่เมื่อเอ่ยชื่อมาก็เป็นที่ยอมรับว่าเชี่ยวชาญ อาทิ ครูสังคม ทองมี ก็อาจจะก้าวกระโดดเป็นระดับเชี่ยวชาญได้เลย ทั้งนี้ต้องประจักษ์ชัดทั้งความดี ผลงาน และฝีมือการสอน

ศ.ดร.สมหวัง กล่าวอีกว่า
ส่วนสาระที่ 7.การประเมินผ่านหรือไม่ผ่าน จะประเมิน 2 หมวดเท่านั้น                   หมวดแรก คือ คุณภาพของการปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งจะดูจากผลการทำงานเป็นสำคัญ โดยจะมีผู้ประเมินลงไปดูการสอนในพื้นที่ด้วย ส่วนหมวดที่สอง คือ ผลการสอนการพัฒนาผู้เรียน จะดูจากคะแนนโอเน็ต ดูในเชิงพัฒนาการของลูกศิษย์ พัฒนาการของเพื่อนครู สถานศึกษา และชุมชน

การที่ต้องกำหนดภาระงานสอน เพราะขณะนี้มีครูที่ไม่ทำหน้าที่สอนอยู่จำนวนไม่น้อย ดังนั้นครูที่ไปทำงานธุรการ หรือไปช่วยราชการที่ไม่ได้สอน ต้องตัดสินใจถ้าอยากเจริญก้าวหน้าต้องกลับมาสอน ซึ่งผมเห็นว่านโยบายนี้จะช่วยกระจายครูจากโรงเรียนที่มีครูเกินไปสู่โรงเรียนที่ขาดครูได้ด้วย ศ.ดร.สมหวัง กล่าวและว่า จะมีการนำร่างหลักเกณฑ์ดังกล่าวเสนอต่อ ศ.ดร.วิจิตร ศรีสอ้าน รมว.ศึกษาธิการ ก่อนนำไปประชาพิจารณ์ปลายเดือนตุลาคมนี้.
           นี่ไง….ครูจะได้ ตั้งหน้าตั้งตา พัฒนาผู้เรียนกันอย่างจริงจังเสียที …ไม่ต้องไปเสียเวลา(ทิ้งห้องเรียน ไปเก็บผลงาน)กับ รวบรวมผลงาน เพื่อ นำมาอวดแสดงว่า พัฒนาผู้เรียน(เกือบจะจริง ๆ ) กันสักที