ห้องส้วมคือแดนปลดปล่อยทุกข์ทงกายที่สัมผัสได้ชัดเจนที่สุด

  สำนวนภาษา

 พูดจาประสาส้วม 

พัฒนาการส้วมไทย

            ผมเคยเปิดประเด็นเรื่องส้วมนานาชาติ ไว้ในบันทึกว่า ใครที่เคยรู้เคยเห็นส้วมประเทศไหนมาบ้าง ก็ขอให้เล่าสู่กันฟังหน่อย จะได้รู้ว่า ส้วมไทยเราเป็นอย่างไร อยู่ในระดับแนวหน้ากับเขาไหม 

.................................................................................... 

        

         

                 ผมอยากใช้ประสบการณ์ชั่วชีวิตที่เคยรู้เรื่อง ส้วมไทยมาเล่านำไว้ก่อนครับ อาจไม่มีรายละเอียดที่ชัดเจน และรูปภาพในตอนนี้ แต่ก็อยากบันทึกไว้ก่อน หากได้โอกาสค้นคว้าเพิ่มเติมก็จะนำมาขยายเล่าต่อครับ

  

         บันทึกเรื่อง ส้วมไทยนี้จะผูกติดกับสำนวนภาษาที่ใช้คู่กันมาตามยุคสมัย ทำให้เรามองเห็นลักษณะความเป็นไทยมากขึ้นด้วย

         "ส้วม" :  มีคำที่เรียกส้วมหลายคำครับ

         "เวจ"  (อ่านว่า เว็ด)  เป็นภาษาบาลี แปลว่าที่ถ่ายอุจจาระ  ถ้าสำหรับพระภิกษุ จะเรียกว่า "เวจกุฎี"หรือ "ถาน"          

         คำว่า "ส้วม"  ในภาษาถิ่นอีสาน หมายถึง ห้องนอน ถ้าใครเคยไปเที่ยว "ปากเซ" ลาวใต้ จะมีสถานที่ท่องเที่ยวที่หนึ่งครับคือ "น้ำตกผาส้วม" ก็หมายถึงน้ำตกที่เหมือนห้องนอนของหญิงสาว  เพราะฉะนั้นอย่าเข้าใจผิดคิดว่า "ส้วม" คือที่ถ่ายอุจจาระ ปัสสาวะอย่างเดียวนะครับ 

 ................................................................................. 

ไปทุ่ง   :    ยุคแรกของส้วมไทย  

                   จะว่าไปแล้วคนชนบทแต่โบราณนานเท่าไหร่ไม่ทราบ แต่ย้อนไปประมาณ 40 ปี ผมอายุ 10 ขวบกว่าๆ ก็เห็นสภาพนี้แล้ว เวลาก่อนอรุณรุ่ง ก่อนแสงเงินแสงทองจับฟ้า บรรดาชาวบ้านต่างก็ตามตะเกียง (จุดตะเกียงหรือจุดไต้) รีบออกจากบ้านไปแต่เช้า แสงไฟวูบวาบ  ผมตะโกนถามว่า 

    ลุง ไปไหน   ลุงก็จะตอบว่า   ไปทุ่งโว้ย 

 

ต่อมาจึงรู้ว่า เขาไปถ่ายหนัก (อุจจาระ) กันนั่นเอง  นี่คือยุคแรกๆ ของส้วมไทยที่ยังไม่มีรูปร่างให้เห็น

  

              การไปทุ่ง เมื่อเสร็จกิจแล้วเขาก็จะใช้ใบไม้ ใบหญ้า หรือไม่ก็กิ่งไม้เช็ด  แต่ต้องเป็นกิ่งไม้ไร้หนามนะครับ ไม่เช่นนั้น เลือดซิบเจ็บแสบน่าดูชม  ผมเคยพลาดใช้ฟางข้าวใหม่ๆ เช็ด ได้เลือดมาแล้วเหมือนกัน  สมัยก่อนมีกระดาษชำระ    ( ทิชชู  )  นุ่มๆ ให้เช็ดที่ไหนกันครับ

  

 

                  ไปทุ่ง  จึงเป็นสำนวนที่รู้กันดีว่าไปถ่ายหนักเบา ไม่ใช่ออกไปทำไร่ไถนาตั้งแต่ดวงอาทิตย์ยังไม่โผล่มาทักทาย

  อย่าเอาไม้สั้นไปรันขี้   :  สำนวนไทยสะท้อนภาพสังคม 

                  

             เวลาไปทุ่ง นั่งถ่ายอาจนึกอยากจะเล่นอึของตัวเอง (ไม่อยากนึกภาพ) หรือไปพบเห็นมูลวัวมูลควายที่ไหนเกิดคะนองเอาไม้ไปเขี่ยเล่น  หรือตั้งใจเขี่ยหาแมงกุดจี่มากิน โดยเฉพาะทางภาคอีสาน เวลาเขี่ยก็อาจจะกระเด็นมาถูกตัวทำให้ตัวสกปรกและเหม็นได้ 

 

              สำนวนนี้จึงใช้เปรียบเทียบว่า   ถ้ารู้ว่าคนไม่ดีก็อย่าไปตีสนิทชิดเชื้อ เพราะจะพลอยทำให้เราเสียชื่อเสียงหรือตกบันไดพลอยโจนทำความไม่ดีตามเขาไปด้วย 

  

ก้นต้องไปหาร่อง   :  สำนวนไทยสะท้อนความเป็นอยู่

 

              เรือนไทยสมัยก่อน เขามักทำร่องไว้บนเรือนเพื่อไว้ถ่ายเบาหรือบ้วนน้ำหมากเทของเสียลงเรือน ยามค่ำคืนจะได้ไม่ต้องลงจากเรือน เพราะเรือนไทยโบราณเขาชักบันไดไว้บนเรือน จะได้ป้องกันขโมยหรือสัตว์ขึ้นเรือน นี่เป็นวิถีชีวิตของคนในชนบทอย่างหนึ่ง  สำนวน ก้นต้องไปหาร่อง  ก็หมายความว่า เวลาตนมีทุกข์ร้อนอะไร ต้องรู้ว่า ไม่มีใครเขาอาสามาแก้ความเดือดร้อนให้เรา  เราต้องแก้ไขเอง  ก็คล้ายกับการปลดทุกข์ถ่ายเบาจะให้ร่องมาหาคงไม่ได้ เราต้องลุกไปที่ร่องเอง

ส้วมหลุม   :  ส้วมวิบาก แต่มีประโยชน์อีกทางหนึ่ง

  

                ส้วมหลุมน่าจะเกิดจากการไม่ชอบไปทุ่ง เพราะดูไม่ค่อยจะเข้ากับสังคมพัฒนา ไม่ถูกสุขอนามัย  บางทีการไปทุ่งอาจเกิดปัญหามีการจ๊ะเอ๋กันในหมู่พวกดูไม่สะดวก  บางทีต้องตะโกนโหวกเหวกกันว่า เฮ้ย ข้ากำลังทำธุระนะเว้ย  เป็นอันรู้กันว่า ตรงนั้นมีคนถ่ายหนักอยู่

  

               ส้วมหลุมน่าจะเกิดหลังจากนั้นไม่นานครับ ตอนเด็กอายุ 12-13 ผมยังเคยไปดูเขาขุดหลุมส้วมเลยครับ คะเนกว้างประมาณเมตร ลึกสัก 2-4 เมตร  ขุดแล้วก็สร้างคูหาหลังคาเปิดโล่ง สูงพอเห็นหัวคนยามยืน แต่ถ้านั่งก็จะมองไม่เห็น คูหา 4 ด้านจะทำด้วยตับจากตับหญ้าหรือฟางข้าว บางบ้านก็ใช้ไม้ไผ่ขัดแตะดูดีหน่อย มีประตูปิดมิดชิด ตรงบริเวณปากหลุมจะใช้ไม้กระดานแผ่นเดียวพาดไว้นั่งหย่อนก้นได้ ไม่ต้องมีอะไรปิดหลุมทั้งหมด เหตุผลไม่มีอะไรมากครับ เขาต้องการใช้ประโยชน์โดยตักอุจจาระในหลุมมาใช้เป็นปุ๋ยรดผักให้งอกงามนั้นเองครับ การที่ไม่ปิดหลุมจึงเป็นการสะดวก

                 แต่บางบ้านที่เขาไม่ต้องการใช้ประโยชน์ดังกล่าว เขาจะทำฝาปิดหลุมแต่เปิดช่องไว้ให้อุจจาระร่วงลงไปได้ เสร็จกิจแล้วเขาจะเอาไม้กระดานปิดช่องไว้อีกทีเพื่อกันแมลงวันบินลงไปตอม              

                 ดูสภาพส้วมไทยยุคส้วมหลุมแล้วก็หวาดเสียวพอสมควรนะครับเพราะมีกลิ่นและเห็นสภาพของเก่า  อาจแพ้ภัยจากของเก่าได้  และโดยเฉพาะประเภทไม้กระดานแผ่นเดียวนั้นมีสิทธิ์พลัดตกลงไปได้ถ้าไม่ระวัง  ส้วมซึม    :  ยุคกลางของส้วมไทย  

 

                   ส้วมซึม เป็นส้วมที่พัฒนาขึ้นจากส้วมหลุมครับคือเริ่มมีการก่อสร้างเป็นรูปร่างค่อนข้างถาวร   โดยเขาจะขุดหลุมวางท่อซีเมนต์เป็นชั้นๆ แต่พื้นส้วมเป็นดินเพื่อให้น้ำซึมผ่านลงไปได้ ปากหลุมปิดมีคอห่านสำหรับนั่งยองๆ ถ่ายได้สะดวก และใช้น้ำราดอุจจาระลงไปในหลุมได้  ส้วมชนิดนี้จะปิดมิดชิดสร้างด้วยไม้บ้าง ก่ออิฐถือปูนบ้าง มีหลังคามุงไม้ มุงสังกะสีบ้าง  ทำให้สะดวกขึ้นมาก ปัจจุบันส้วมซึมยังมีใช้อยู่มากโดยเฉพาะในชนบท

                     ส้วมซึมต้องนั่งยองๆ ครับ บรรดาคนเฒ่าคนแก่หรือพวกแข้งขาไม่ดีไม่ค่อยชอบ นั่งนานๆ ก็ปวดเข่าปวดขา ส้วมไทยจึงต้องพัฒนากันต่อไป 

มีลูกสาวก็เหมือนมีส้วมตั้งไว้หน้าบ้าน  : สำนวนไทยน่าคิด

  

                     ผู้ใหญ่ในยุคนั้นมักเปรียบเปรยไว้ว่า การที่มีลูกสาวก็เหมือนมีส้วมตั้งไว้หน้าบ้าน นั่นคือ  การเลี้ยงลูกสาวต้องดูแลมิให้เกิดเรื่องไม่ดีไม่งามเพราะมักมีผู้ชายมาแวะเวียนหรือมาจีบมากมายหลายหน้า หากไม่ดูแลปล่อยให้เกิดเรื่องไม่ดีไม่งามขึ้นมาก็เหมือนกับไม่รู้จักทำความสะอาดส้วมปล่อยให้ส้วมส่งกลิ่นเหม็นไปทั่วบ้าน  คือเป็นที่โจษขานทั่วไปว่าลูกสาวบ้านนี้ประพฤติตนไม่ดีในเรื่องผู้ชาย กลายเป็นที่รังเกียจของคนทั่วไป

                     ดังนั้นจึงเป็นการสะท้อนว่า การมีส้วมก็ต้องดูแลรักษาความสะอาดปราศจากกลิ่นเหม็น ไม่เช่นนั้นจะเป็นที่รังเกียจ ข้อนี้ส้วมจีนยุคก่อนหน้านี้สัก 10 ปี น่าจะเข้าข่ายสุดยอดแห่งความสกปรกและกลิ่นเหม็น  

 

              ตอนเรียนชั้นมัธยม ครูให้แต่งกลอนสักวามาส่ง เพื่อนผมคนหนึ่งแต่งเรื่องเกี่ยวกับส้วมไว้ได้ไพเราะจับใจจริงๆ ผมจำได้เพราะช่วยมันแต่งครับ เลยลองนำมาให้อ่าน ตรง ... เป็นคำเซ็นเซอร์ครับ ท่านกรุณาเติมเองนะครับ

         สักวา นั่ง...ดีดีหน่อย   

 แล้วจึงค่อยบรรจงปล่อยลงร่อง

อย่านั่งบิดไปมาไม่น่ามอง     

 จะเลอะปล่อง...กระจายน่าอายใจ

เกิดเป็นคนต้อง...แล้วราดน้ำ  

ห้องส้วมช้ำสกปรกน่าอายไหม

แมวมัน...ยังกลบ...ดีเหลือใจ 

ส้วมของใคร ต้องรดราดสะอาดเอย

ส้วมชักโครก   :  ส้วมยุคปัจจุบัน 

                      ส้วมไทยพัฒนามาตามลำดับ จนกระทั่งเกิดส้วมชักโครกขึ้นในเมืองไทย ไม่ทราบว่าเอามาจากไหนแต่เคยมีผู้ใหญ่เล่าว่า ชักโครก เอามาจากพวกฝรั่ง  แต่ใครไปเอามาและนำมาเผยแพร่กันอย่างไรนั้น  ผมไม่ทราบ  แต่ก็ได้ใช้เรื่อยมากว่า 20 ปีแล้วหรืออาจนานกว่านั้น  จนเดี๋ยวนี้ก็ถือว่า เป็นส้วมที่นิยมแพร่หลายกลายเป็นสัญลักษณ์ของส้วมยุคปัจจุบันไปแล้ว

                      

           ความสะดวกของส้วมชักโครกคือ ได้นั่งเต็มก้นไม่ต้องนั่งยองๆ ให้ปวดเข่า ปวดขา  การชำระล้างก็ใช้สายชำระฉีดล้าง แล้วเช็ดด้วยกระดาษชำระ ห้องส้วมก็ก่อสร้างทันสมัย ดูหรูหราดี จะประดับตกแต่งให้สวยงามอย่างไรก็ได้   

             ปัจจุบัน การออกแบบตกแต่งห้องน้ำ ห้องส้วมพัฒนาไปไกลมาก  ทั้งในส่วนตามโรงแรม รีสอร์ต ที่พักตากอากาศ ร้านอาหาร และบ้านเรือนโดยเฉพาะบรรดาเศรษฐีมีเงินนั้นก็จะออกแบบประดับประดาหรูหราสวยงามน่าใช้มาก

            สำหรับห้องส้วมที่ออกจากมีปัญหามากในเรื่อความสกปรก กลิ่นไม่สะอาด ก็คือห้องน้ำสาธารณะ ตามห้างร้าน ร้านค้า โดยเฉพาะ สวนสาธารณะและบรรดาปัมน้ำมันยังถือว่าส่วนใหญ่ไม่ค่อยได้มาตรฐาน  สกปรก กลิ่นเหม็น มาก  เป็นที่ขายหน้าประชาชาวต่างชาติที่มาท่องเที่ยว ก็ต้องฝากให้ผู้ที่เกี่ยวข้องไปดูแล กำชับ และจัดการให้มีมาตรฐานขึ้น  ครับ  เพราะเป็นเรื่องสำคัญมาก  เกี่ยวข้องกับความทุกข์ร้อนโดยตรงของประชาชนทีเดียวนะครับ  เคยฟังสำนวนนี้ไหมครับ  "ฝนจะตก พระจะสึก ขี้จะแตก"  ห้ามได้ยากครับ  

             ผมอยากกล่าวว่า ห้องส้วมคือแดนปลดปล่อยทุกข์ทางกายที่สัมผัสได้ชัดเจนที่สุด ดังนั้น เราจึงต้องสร้างห้องส้วมให้เป็นที่น่ารื่นรมย์ที่สุดแห่งหนึ่งในบ้านและในเมืองของเราครับ  

 "ส้วมอัจฉริยะ  : ส้วมไทยในอนาคต

               ส้วมไทยในยุคหน้า จะพัฒนาเป็นแบบใดก็ยังไม่แน่ อาจจะใช้ตามแบบส้วมอัจฉริยะของประเทศญี่ปุ่นก็เป็นได้ คือใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วย ซึ่งพบว่า ในประเทศไทยก็มีส้วมอัจฉริยะแบบญี่ปุ่นเข้ามาใช้บ้างแล้ว เช่นโรงแรมใหญ่ๆ หรือบ้านเศรษฐีมีเงิน  แต่ก็ไม่ทราบว่าจะเป็นที่นิยมใช้แพร่หลายหรือไม่ในอนาคต        

            ท่านใดมีแนวคิด ความฝัน ว่าต้องการได้ส้วมแบบใดในยุคหน้า ก็ลองแสดงความคิดเห็นเข้ามาสักนิด เพราะเรื่องนี้ถือเป็นการวัดดัชนีความสุขอย่างหนึ่งของประชาชนเหมือนกันนะครับ