การประชุมสภาวิชาการของ มอ. กระตุ้นให้ผมเขียนบันทึกนี้ ว่าหน้าที่ของมหาวิทยาลัย มองมุมใหม่ สำหรับมหาวิทยาลัยวิจัย คือเสาะหาวิชชา วิชชาที่ “ดิ้นได้” มุมมองต่อ “วิชชา” ในสมัย ๘๐ – ๕๐ ปีก่อน กับสมัยปัจจุบัน ไม่เหมือนกัน
ในมหาวิทยาลัยวิจัย ระบบบุคลากร ต้องไม่แยกออกจากระบบสร้างสรรค์วิชาการ มหาวิทยาลัยวิจัยต้องมองอนาคตทางวิชาการ แล้วสร้างคนโดยกิจกรรมทางวิชาการของตน และร่วมกับมหาวิทยาลัยอื่น ทั้งในและต่างประเทศ ในระหว่างนั้นคิด career path คิดระบบแรงจูงใจเอาไว้ ทั้งแรงจูงใจในการตอบแทน และแรงจูงใจในโอกาสสร้างผลงาน สร้างทีมงาน
มหาวิทยาลัยที่มุ่งส่งอาจารย์ไปเรียนต่อที่อื่น เช่นในต่างประเทศ จะไม่มีวันเป็นมหาวิทยาลัยที่แท้จริงได้ เพราะจะไม่มีวัฒนธรรมวิจัย
ในมหาวิทยาลัยวิจัย career path ที่ใฝ่ฝัน คือการมีทีมวิจัยของตน หรือเข้าไปอยู่ในทีมวิจัยที่น่าสนุก น่าตื่นเต้น ได้ทำงานวิจัยที่ตนคลั่งไคล้ และภาคภูมิใจ
มหาวิทยาลัยวิจัยต้องมีเจ้าหน้าที่ที่ทำงานด้านการจัดการทั่วไปที่เข้มแข็ง ทำหน้าที่หนุนกิจกรรมวิชาการ อาจารย์ที่เก่งต้องมุ่งทำงานวิจัย-วิชาการ หวังสร้างความสำเร็จในชีวิตโดยสร้างผลงานวิจัย-วิชาการ ไม่ใช่มุ่งความสำเร็จในชีวิตโดยเข้าสู่ตำแหน่งบริหารอย่างในปัจจุบัน
การเป็นมหาวิทยาลัยวิจัย ในปัจจุบัน ต้องตีความ “สังคมความรู้” ในความหมายใหม่ ว่าปัจจุบันเป็นสังคม distributive knowledge ที่ความรู้มีกระจายอยู่ทั่วไป มหาวิทยาลัยไม่ใช่ศูนย์กลางความรู้ (centralized knowledge) อย่างที่เป็นในอดีต มหาวิทยาลัยวิจัยจึงต้องร่วมมือกับแหล่งความรู้ต่างๆ อย่างกว้างขวาง ร่วมมือกันสร้างความรู้ขึ้นมาจากสภาพชีวิตจริงของแหล่งความรู้นั้นๆ
การทำหน้าที่ มหาวิทยาลัยวิจัย ในยุคโลกาภิวัตน์ หมายความว่าขอบเขตของ “โลก” ขององค์กรต้องไม่ใช่แค่ภายในประเทศไทย ต้องมีขอบเขตการดำเนินการกว้างขวางทั่วโลก
ผมได้เรียนรู้ว่าการกระจายอำนาจให้คณบดี ไป เสาะหาอาจารย์ที่มีความสามารถสูง คุณวุฒิสูง แต่ถูกกดดันโดยหัวหน้าภาคฯ กดดันให้รับ ปริญญาโท นี่คือข้อจำกัดด้านวัฒนธรรมและปัญหาผู้บริหารสายตาสั้น ไม่มองการณ์ไกล
ผมได้เรียนรู้จาก รศ. ดร. ยืน ภู่วรวรรณ ว่า
ในอนาคตมีการเปลี่ยนแปลงสูงมาก
ต้องเล็งอนาคตว่าต้องเปลี่ยนไปอย่างไร ต่อไป
service industry จะโตมากขึ้นเรื่อยๆ
เวลานี้กว่า ๕๐% ของเศรษฐกิจไทย
คนไทยรุ่นใหม่ ไม่ยึดสาขาวิชา
มีความรู้หลายด้าน
เปลี่ยนงานบ่อย การพัฒนาไปอยู่ที่ขอบ (edge)
มีลักษณะเป็น collaboration มากขึ้น
ไม่เป็นศาสตร์เดียว
เรียนรู้เท่าไรก็เรียนได้ไม่หมด
ต้องปรับเปลี่ยนในอนาคตง่าย
เป็นอนาคตที่คาดเดาไม่ได้
การพัฒนาบุคลากรต้องไปมองตัวคนในปัจจุบัน
ว่าเขาต้องการอะไร
ผมมองว่าปัจจัยสำคัญสำหรับการได้คนดีและเก่ง คือต้องมีระบบบริหารที่ empower ให้ทำงานสนุก อย่าไปหยุดอยู่แค่ดัชนีหลอกๆ ต้องไปให้เลย % PhD
ผมได้เรียนรู้ว่า มอ. มีกรณีความสำเร็จ เวลานี้คณะเภสัชศาสตร์ เป็นที่ ๑ ของประเทศในด้านความรู้ของบัณฑิต ใช้เวลาพัฒนา ๘ – ๑๒ ปี คณะวิศวกรรมศาสตร์ มี publication อันดับ ๓ ของประเทศ วางฐานโดย รศ. ดร. สุรพล อารีกุล ใช้เวลา ๑๒ ปี มอ. ต้องการดำเนินการในคณะอื่นๆ ด้วย โดยลดเวลาให้สั้นลง เหลือ ๗ – ๘ ปี
วิจารณ์ พานิช
๒๐ ส.ค. ๕๐
บนเครื่องบิน หาดใหญ่ – กรุงเทพ
เห็นด้วยกับท่านอาจารย์ในหลายส่วน ผมจึงส่งข้อความของอาจารย์ไปให้อาจารย์ท่านอื่นๆในคณะได้อ่าน (คณะหนึ่งภายในมหาวิทยาลัยมหิดล) มีข้อ feedback กลับมาที่ผมดังนี้ครับ <p style="margin: 0pt" class="MsoNormal">“I can't agree more on many issues being touched, except this statement มหาวิทยาลัยที่มุ่งส่งอาจารย์ไปเรียนต่อที่อื่น เช่นในต่างประเทศ จะไม่มีวันเป็นมหาวิทยาลัยที่แท้จริงได้ เพราะจะไม่มีวัฒนธรรมวิจัย'!
The Fac.— at MU has been proven successful against such statement as the past 3-4 decades, most of the faculties graduated from overseas filled with new vision & research mind. That's why Dean has been trying to discourage in-bred appointment of faculty members here. I support such contention, but of course it could be true for the others as Aj Vichan has pointed out.”</p> จึงเกิดคำถามคือ๑. การลด in-breeding staff ทำได้โดยการส่งไปเรียนต่างประเทศหรือ ?๒. เราไม่สามารถผลิตอาจารย์ที่เก่ง รอบรู้ มี vision & research mind ได้ด้วยตัวเราเองหรือ ? ท่านอาจารย์มีความเห็นอย่างไรครับ