ในเดือนมกราคมนี้ ที่โรงพยาบาลมีแพทย์ 5 คน รวมทั้งผมด้วย ผมจะอาสาราวน์วอร์ดเองทั้งเดือนสลับกันไปที่ตึกชาย 1 สัปดาห์และตึกหญิง 1 สัปดาห์ ปรากฎว่าทั้งเดือนธันวา-มกรามีคนไข้เต็มวอร์ด จนต้องมีการแทรกเตียง อย่างเมื่อวานนี้ผมราวน์วอร์ดเสร็จเกือบ 11 โมงครึ่ง เดินกันจนเมื่อยทั้งหมอ ทั้งพยาบาลเลย

          มีคนไข้หญิงอายุเกือบ 40 ปี มาด้วยเรื่องปวดศีรษะ จอเจาะเลือดเอดส์ปรากฎว่าให้ผลบวก พอมาเช้าที่ผมไปดูเริ่มซึม เบลอ เป็นพักๆ ดิ้นจนจะตกเตียง มีแม่มาเฝ้าอยู่ แต่เป็นการนั่งดูเฉยๆ ไม่ทำอะไรเลย พยาบาลต้องมาคอยยืนเฝ้าและต้องมีการผูกมัด ผมตรวจอาการแล้วน่าจะมีการติดเชื้อในสมอง(อาจเป็นเชื้อรา) แต่ตรวจตอนรับนอนไม่มีคอแข็ง ตอนที่ผมตรวจก็ไม่ค่อยชัดว่ามีหรือไม่ แต่ผมก็ตัดสินใจรีบส่งตัวไปที่โรงพยาบาลจังหวัด แต่แม่ไม่ยอมไปบอกว่าให้อยู่ที่นี่ก่อน ผมก็คุยกับเขาว่าคนไข้ยังรักษาได้ เขาก็ไม่ยอมและก็เลยไม่อยู่เฝ้า กลับบ้านไปเลยพร้อมกับสามี(ใหม่) ขณะที่กำลังจะนำส่งผู้ป่วยก็หมดสติและหยุดหายใจไปและก็เสียชีวิต ทั้งๆที่ตอนที่ดูก็มีการหายใจ หัวใจเต้นปกติ แต่เราก็ช่วยเขาไม่ได้ เขาเสียชีวิตโดยโดดเดี่ยว แม่ก็ไม่อยู่เฝ้า สามี(ใหม่)ก็ไม่ยอมมาดูแล ลูกก็มาเฝ้าไม่ได้เพราะคนโตผู้ชายอายุ 16 ปีเป็นสมองพิการ คนเล็กผู้หญิงอยู่ป.2 ต้องคอยดูแลพี่ชาย ลูกทั้งสองเกิดกับสามีเก่า แต่ปู่ย่านำไปเลี้ยงตั้งแต่เล็ก

            ตอนดึก พี่สาวของสามีเก่า(ป้า) พาลูกชายของเขามาตรวจและได้นอนโรงพยาบาลด้วยเรื่องอาเจียนมาก ไอมีเสมหะและหายใจแน่นหน้าอก ได้ตรวจแล้วพบว่าเป็นปอดบวม ป้าเด็กเล่าว่าเด็กได้ไปเห็นแม่ในโลงศพแล้วมีอาการเหมือนเสียใจ แล้วก็เกิดอาการเหล่านี้ขึ้นมา แต่เขาบอกใครไม่ได้เพราะพูดไม่ได้ ตอนที่ผมไปตรวจตอนเช้าผมเจอคนไข้คนนี้(เด็กชาย) นอนอยุ่บนเตียง เป็นลักษณะของสมองพิการและมีปอดบวมเล็กน้อย ไม่อาเจียรแล้ว และได้เห็นภาพน้องสาวเขากำลังเอานมป้อนให้พี่ชาย เป็นภาพแห่งความเอื้ออาทรของพี่น้องที่น่าประทับใจและน่าสงสารมาก ป้าเขาบอกว่าคนไข้(พี่ชาย)คุยกับใครไม่ได้แต่เขาสามารถสื่อสารกับน้องสาวเขารู้เรื่องและช่วยเหลือเกื้อกูลกันอย่างดี

              ผม ได้ถามเรื่องการช่วยเหลือจาก อบต. จากแหล่งต่างๆ และได้ให้งานสังคมสงเคราะห์ของโรงพยาบาลเข้าไปดูแลทั้งเรื่องการจัดทำบัตรทองพิการและการช่วยเหลือด้านอื่นๆด้วย

              บางที ในอีกสังคมหนึ่ง คนมีเงินใช้สอยอย่างสบายมือ ในขณะที่อีกเสี้ยวหนึ่ง(อาจเป็นส่วนใหญ่ของสังคม) กลับอัตคัตขัดสน เข้าไม่ค่อยถึงบริการต่างๆของรัฐ

              วันนี้ ผมตรวจคนไข้ในตึกเสร็จเร็ว ด้วยความรู้สึกหลายอย่างในจิตใจ ทั้งประทับใจ ทั้งหดหู่ และพยายามหาทางแก้ไขช่วยเหลือเท่าที่จะพอทำได้ หลังจากนั้นก็ได้สอนนิสิตแพทย์ต่อตอน 10 โมงเช้าถึงเที่ยงในหัวข้อการแจ้งข่าวร้าย(Breaking bad new)

               การได้ตรวจผู้ป่วยในเอง ทำให้เราได้เตรียมความรู้ทางการแพทย์ตลอดเพราะ โรคของผู้ป่วยในส่วนใหญ่จะซับซ้อนและใช้เวลา ประสบการณ์ความรู้มากกว่าผู้ป่วยนอก ทำให้ไม่ลืมความรู้ทางการแพทย์ เพราะต้องติดตามตลอดเวลา

                ช่วงบ่าย ก็มีตรวจผู้สูงอายุตามโครงการดูแลผู้สูงอายุของงานการพยาบาลผู้สูงอายุ ก็ได้พูดคุยกับผู้สูงอายุที่มาเข้าร่วมกิจกรรม หลายคนก็รู้จักมักคุ้นกันดีเพราะดูแลกันมาหลายปี มีป้าคนหนึ่งเป็นเบาหวาน รักษาด้วยยาฉีด แต่ก็รบเร้าขอเปลี่ยนเป็นยากินอยู่ตลอด เวาลเจอกันก็พูดแซวกันเล่นได้ ตอนนี้ก็รอพิจารณาระดับน้ำตาลในเลือดอยู่ว่าจะพอปรับไปใช้ยากินได้ไหม