EQ Camp แบบบ้านบ้าน ตอนจบ

ไข่นุ้ย

ในที่สุดก็มาถึงตอนจบซะที ตอนนี้จะเฉลยด้วยว่าทำไมถึงเรียก EQ Camp นี้ว่าเป็นแบบบ้านบ้าน

การฝึกโจทย์สุดท้ายของเราคือ Deep Listening แบ่งเป็น 2 โจทย์ย่อย

  1. Indian stick โดยสมมติปากกาเป็นไม้วิเศษ เมื่อใครหยิบขึ้นมาได้ มีสิทธิพูดก่อน คนอื่นต้องเงียบและฟังอย่างเดียว เมื่อพูดจบแล้ว ให้วางไม้ และไม่มีสิทธิพูดอีก จนกว่าจะผ่านไปอีก 2 คน
  2. เป็นการจับคู่คนที่มีความขัดแย้งกัน (จริงๆแล้วไม่มี ก็พยายามนึกให้มันมีให้ได้) ให้พูดเรื่องที่แย้งกันคนละท่อน เมื่อคนหนึ่งพูดเสร็จ ให้อีกฝ่ายทวน

แต่ไม่รู้เป็นไง เราทำ DL กันได้เฮฮามากๆ ไม่รู้ผิดหลักการรึเปล่า(ถึงจะผิดก็ไม่เป็นไร เพราะทุกคนมีความสุขมาก) จะแอบเอาเพื่อนมาเผา เล่าให้ฟังเป็นเกร็ดเล็กน้อย

  • คนแรกคุณสมศักดิ์ นั่งวงเดียวกับผู้หญิงอีก 4 คน ไม่เคยหยิบไม้ทันสาวๆเลย จนแกต้องเปรยเบาๆว่า "เรามาจัดลำดับกันดีมั้ย ว่าใครจะพูดก่อน" อิ อิ สาวๆถึงยอมให้จับไม้ขึ้นพูดบ้าง
  • อีกวงนึงคุยกันเรื่องอาหารไทยที่มีการจัดอาหารให้รสชาติสมดุลกันในอาหาร แล้วคนพูดนึกตัวอย่างอาหารไม่ออก คนฟัง(พี่โอ๋) ทนไม่ได้ จับกระดาษปากกาเขียนว่า "สะเดาน้ำปลาหวาน" ส่งให้คนพูด ฮากันซะ ก็เค้าห้ามพูด แต่ไม่มีใครบอกว่าห้ามเขียน
  • คุณสุริยาก็เป็นผู้ชายคนเดียวในวงเช่นกัน และก็ไม่ได้พูดเช่นกัน ตอนเค้าแยกวง ยังได้ยินเสียงบ่นว่า "ผมยังไม่ได้เล่าเลย" พอตกเย็นยังเปรยอีกว่า "ผู้หญิงเนี่ย Deep กันได้ทุกเรื่อง" 555 สงสัยยังเจ็บใจเรื่องเมื่อเช้า

สรุปว่าตลอดระยะเวลา DL ในช่วงเช้า มีแต่เสียงหัวเราะ

ตอนบ่ายบรรยากาศอึมครึมเล็กน้อย เพราะบางคู่ที่จับคู่กันพูดมีประเด็นที่เป็นประเด็นจริงๆ แต่ก็จบลงด้วยดีค่ะ แถมยังมีผู้บริหารสองท่าน คือ คุณสมเกียรติ กับคุณพรชัย มาช่วยเราไขปมบางอย่างที่ยังไม่เข้าใจ จบวันเราก็ยังอุตส่าห์สรุปออกมาได้เป็นเรื่องเป็นราวว่า

Deep listening
  • เป็นเครื่องมือตัวหนึ่งที่ทำให้เราได้ฝึก EQ โดยใช้การฟังและอยู่กับปัจจุบันคือผู้พูดที่อยู่ตรงหน้าเป็นตัวฝึกจิต
  • การฟังอาจไม่จำเป็นต้อง Deep ตลอดเวลา ขึ้นอยู่กับสถานการณ์และแยกแยะสิ่งที่ควรฟัง สิ่งที่จำเป็นต้องฟัง และพยายามฝึกให้ Deep ได้มากขึ้นเรื่อยๆ

อ้อ! เกือบลืมเล่าว่าเมื่อคืนก่อนหน้านี้ เราได้ไปฝึกจิต นั่งสมาธิ เดินจงกรมกันที่ หน้าองค์พระหลวงปู่ใหญ่ป่าสัก กันด้วย

เฮ้อ! จบดีกว่า สรุปว่า EQ Camp ของเรานี้

 

EQ เป็นเรื่องของการปฏิบัติ ต้องฝึกให้มาก ดูจิตตัวเองให้ทัน ทำให้มาก แชร์กันให้มาก เป็นกัลยาณมิตรของกันและกัน ช่วยกันสร้างสติและวิธีการดึงสติ เมื่อจิตเกิดอารมณ์ต่างๆเข้ามา <ul style="margin-top: 0cm"> <li class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt; tab-stops: list 36.0pt">คิดและทำความเข้าใจ ว่ามันเป็นสัจธรรม เป็นเช่นนั้นเอง </li> <li class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt; tab-stops: list 36.0pt">พยายามดูอาการทางกายประกอบ เพราะตามดูจิตอาจตามยาก อาการทางกาย เช่น ลมหายใจ สีหน้า แววตา จะดูได้ชัดเจนกว่า อาการทางกายจะแสดงได้ว่าคนนั้นรู้สึกอย่างไร ช่วยให้เราดูตัวเองได้ชัดขึ้น รวมถึงการทำความเข้าใจคนอื่นได้ดีขึ้นด้วย</li> <li class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt; tab-stops: list 36.0pt">ทำความเข้าใจว่า ความโกรธ ความเกลียด คือ ยาพิษ เป็นพิษต่อร่างกาย ดังนั้นเราไม่ควรทำร้ายตัวเองด้วยอารมณ์โกรธ เกลียด </li> <li class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt; tab-stops: list 36.0pt">ความคิดเป็นตัวร้าย ทำให้เราปรุงแต่ง ฟุ้งซ่าน ให้เกิดโกรธ เกลียด กลัว หดหู่ ฯลฯ ต้องใช้ปัญญามาช่วยดึงสติกลับมา</li> <li class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt; tab-stops: list 36.0pt">การฝึก EQ ต้องประกอบด้วยมีความรู้ มีปัญญา และมีกัลยาณมิตรช่วยเตือน ช่วยบอก กัลยาณมิตรเป็นสิ่งสำคัญ ที่จะช่วยเราได้</li> <li class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt; tab-stops: list 36.0pt">ทำความเข้าใจเรื่องสังขาร </li> <li class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt; tab-stops: list 36.0pt">ไม่เพ่งโทษคนอื่น ทำจังหวะการคิดให้ช้าลง การตัดสินคนอื่น ต้องทำความเข้าใจเค้าก่อน ลองวางตัวเองให้อยู่ในสถานการณ์เดียวกับเค้า แล้วเข้าใจในสิ่งที่เขาเป็น สุดท้ายความคิดที่จะโกรธ จะโทษจะแปรเป็น เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา </li> </ul><p>เอาล่ะ ทีนี้มาเฉลยกันว่าทำไมถึงเป็น EQ Camp แบบบ้านบ้าน</p><ul>

  • โจทย์หลายๆโจทย์มันมาแบบไม่น่ามาได้ เช่น การไปเลี้ยงเด็ก จริงๆแล้วเราจะทำงานสร้างแท่นที่นั่งกันเพื่อนำไปนั่งในสวนหลังโรงงาน แต่ว่า ทั้งโรงงาน มีเลื่อยและค้อนอย่างละ 2 อัน เลยเปลี่ยนเป็นเลี้ยงเด็กดีกว่า ห้องเนอสเซอรีอยู่ติดกันกับห้องเรียนรู้ของเรานี่เอง
  • การไปเดินจงกรม นั่งสมาธิที่องค์พระใหญ่ ก็เพราะเช้าวันนั้นฝนมันตก และตกมาก่อนหน้านั้นวันนึง หลังโรงงานมันแฉะมาก ถ้าลุยกันเข้าไปนั่งอาจเจอตัวอะไรไชเท้าเอาได้ ตอนเช้าเลยต้องรีบไปติดต่อพี่ยามที่เฝ้าพระเพื่อขอพาพรรคพวกเข้าไปตอนค่ำ
  • </ul><p>แต่ในที่สุด Fa มือใหม่อย่างเราก็ผ่านอุปสรรคทั้งหลายมาได้ อาศัยว่าแถวบ้านมีอะไรก็เอาอันนั้นแหละมาเป็นโจทย์ แหะ แหะ</p><p>ที่สำคัญต้องขอขอบคุณ คุณทวีสิน อ.วรภัทร์ และพี่ๆที่ปูนซีเมนต์ไทย ที่อนุญาตให้พวกเราได้ร่วม EQ Camp ที่ปูนจัดขึ้นที่วัดธรรมอุทยาน เมื่อเดือนก่อน เพราะถ้าเราไม่เคยผ่านแคมป์นั้นมาก่อน เราคงไม่สามารถ เรียนรู้และเข้าใจโจทย์ในแคมป์ที่เราจัดกันขึ้นมาเองนี้ได้ ขอบคุณจริงๆค่ะ</p>

    บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน All under The Sun

    คำสำคัญ (Tags)#eq camp#facilitator learning camp

    หมายเลขบันทึก: 124926, เขียน: 04 Sep 2007 @ 14:22, แก้ไข, 06 Sep 2013 @ 18:18, สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ, ความเห็น: 4, อ่าน: คลิก
    บันทึกล่าสุด


    ความเห็น (4)

    ข้ามสีทันดร
    เขียนเมื่อ 04 Sep 2007 @ 22:15

    สวัสดีครับ คุณไข่นุ้ย

    แวะมาเยี่ยมและร่วมปิดบันทึกครับ...ควับ (เสียงบันทึกถูกปิด)  

    โบกี้ค่ะ
    เขียนเมื่อ 05 Sep 2007 @ 22:10

    โห! พี่นุ้ย เยี่ยมๆๆๆๆ สรุปได้ดีมากเลยค่ะ

    โบว์มันพวกเอาแต่ผิวเผินอ่ะ deep deep ไม่ค่อยได้ 55555 :D

    คนไร้กรอบ
    เขียนเมื่อ 15 Sep 2007 @ 09:10

    ดีมากครับ

    การออกไป เจอโจทย์  ทดสอบจิต  จะทำให้เรา จิตใจแข็งแกร่ง กำลังสติมาก  มีภูมิต้านทานมากนั่นเอง

    และ ที่ สำคัญ คือ ได้จิตอาสา

    การไป ที่ ต่างๆ  จะได้ ความรู้สะสม แบบไม่รู้ตัว    มันจะผุดออกมาใช้งานจริง  ในลักษณะ sensing หรือ กึ๋น  .....  คอยดูตอนมันทำงานก็แล้วกัน  จะ surprise

    naree suwan
    เขียนเมื่อ 18 Sep 2007 @ 16:56
    • กิจกรรมน่าสนใจจริงๆคะ
    • ได้ฝึกจิตไปพร้อมๆกันด้วย