แนวทางการบริหารจัดการน้ำ ลุ่มน้ำปากพนัง
ของโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาลุ่มน้ำปากพนังตอนล่าง
ปี 2550

1.การบริหารจัดการน้ำตามภารกิจของกรมชลประทาน

1.1.ฤดูแล้ง

            เมื่อระดับน้ำของแม่น้ำปากพนังในปลายฤดูฝนที่บริเวณประตูระบายน้ำอุทกวิภาชประสิทธิ ลดลงอยู่ที่ ระดับ +0.300 เมตร (รทก.) ซึ่งระดับตลิ่งของแม่น้ำปากพนังโดยทั่วไปอยู่ที่  +0.500 เมตร (รทก.) จะปิดบาน ประตูระบายน้ำอุทกวิภาชประสิทธิ เพื่อเก็บกักน้ำไว้ใช้เพื่อการเพาะปลูก การอุปโภคบริโภคในฤดูแล้งและป้องกันน้ำเค็มรุกล้ำ ทั้งนี้ ระดับน้ำต่ำสุดจะอยู่ที่  –0.300 เมตร (รทก.) โดยปริมาตรน้ำในลำน้ำปากพนังที่ระดับสูงสุด +0.300 เมตร (รทก.) และต่ำสุด  -0.300 เมตร (รทก.) จะมีค่าประมาณ 66.13 และ 59.18 ล้านลูกบาศก์เมตร ตามลำดับ โดยจะมีปริมาตรน้ำใช้การได้ที่เก็บกักไว้ในช่วงฤดูแล้งจำนวน 6.95 ล้านลูกบาศก์เมตร ดังนั้น จึงมีปริมาณน้ำต้นทุนในฤดูแล้งจาก 3 แหล่ง คือ

(1) ปริมาณน้ำที่เก็บกักในแม่น้ำปากพนังด้านเหนือของประตูระบายน้ำอุทกวิภาชประสิทธิ มีปริมาตรคงที่ คือความจุใช้งาน 6.95 ล้านลูกบาศก์เมตร.

(2) ปริมาณน้ำท่าในฤดูแล้ง เป็นปริมาณน้ำที่ไหลตามธรรมชาติเข้ามาเติมในลำน้ำปากพนังปริมาณน้ำส่วนนี้จะผันแปรไปแต่ละปี

(3) ปริมาณน้ำจากอ่างเก็บห้วยน้ำใส ซึ่งเป็นอ่างเก็บน้ำที่มีความจุ 80 ล้านลูกบาศก์เมตร

            เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดและไม่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อสภาพแวดล้อม ได้กำหนดเกณฑ์ระดับเก็บกักสูงสุด ให้อยู่ที่ระดับ +0.300 เมตร (รทก.) และพยายามรักษาระดับน้ำที่ต่ำสุดในแต่ละเดือน พร้อมทั้งได้กำหนดเกณฑ์ต่างๆไว้ ดังนี้คือ

          เกณฑ์การจัดสรรน้ำ

1.      ลำดับความสำคัญของการใช้น้ำ จะเป็นดังนี้

1)  น้ำเพื่อรักษาระบบนิเวศทางน้ำและการประมง

2)  น้ำเพื่อการอุปโภคบริโภค

3)  น้ำเพื่อการเกษตร

4)  น้ำเพื่อการท่องเที่ยวและอุตสาหกรรม

5)  น้ำเพื่อวัตถุประสงค์อื่นๆ

2.      สำหรับพื้นที่ชลประทาน ยอมให้ขาดน้ำได้ไม่เกิน 20% ของจำนวนปีที่พิจารณา (คือ ขาดน้ำได้ไม่เกิน 1 ปี ทุกๆ ระยะเวลารวม 5 ปี)

3.      ต้องนำเกณฑ์การใช้ที่ดินมาใช้ควบคู่กับการวางแผนการบริหารการจัดการน้ำอยู่เสมอโดยพิจารณาเกณฑ์การใช้ที่ดินในข้อ (5)

4.      ในสภาพปกติควรมีการจัดการน้ำให้แก่ผู้ใช้น้ำในลุ่มน้ำอย่างทั่วถึงและเป็นธรรม แต่ในกรณีที่เกิดปัญหาการขาดแคลนน้ำ การจัดสรรน้ำจะต้องทำตามลำดับความสำคัญใน   ข้อ 1

            เกณฑ์คุณภาพน้ำ มีรายละเอียดดังนี้คือ

1.    ค่าความเป็นกรด-ด่าง โดยกำหนดให้ค่า pH อยู่ในช่วง 6.58.5

2.    ค่าปริมาณออกซิเจนที่ละลายอยู่ในน้ำโดยกำหนดให้ค่า DO ต้องไม่ต่ำกว่า 3.0 มก./ลิตรไม่ว่ากรณีใดๆ และตามปกติไม่ควรต่ำกว่า 6.0 มก./ลิตร

3.    ค่า BOD ต้องไม่เกิน 4.0 มก./ลิตรไม่ว่ากรณีใดๆ (เมื่อมีการผสมของน้ำทิ้งต่างๆลงในทางน้ำแล้ว) และตามปกติควรอยู่ในช่วงที่ไม่เกิน 2.0 มก./ลิตร        

          เกณฑ์ความเค็มของน้ำ

1.    ทางด้านท้ายน้ำจากประตูระบายน้ำ ค่าความเค็มของน้ำ ควรอยู่ในสภาพธรรมชาติ ก่อนที่จะมีการก่อสร้างโครงการฯ โดยค่าเฉลี่ยในเดือนต่างๆ ไม่ควรต่างไปจากสภาพปกติดังกล่าว เกินกว่า  + 3 ส่วนต่อพันส่วน(ppt) หรืออยู่ในช่วง 20-26 ppt เป็นสภาพน้ำกร่อย ซึ่งเหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของแพลงก์ตอนที่เป็นอาหารของทรัพยากรประมง

2.    ทางด้านเหนือน้ำจากประตูระบายน้ำ ความเค็มที่ระดับความลึก 3 เมตรจากผิวน้ำ ต้องไม่เกิน 2 ส่วนต่อพัน(ppt) ไม่ว่ากรณีใดๆและตามปกติควรอยู่ต่ำกว่า 0.5 ส่วนต่อพัน

3.    การเปิด-ปิดบานระบายน้ำของประตูระบายน้ำต่างๆ

3.1     หากระดับน้ำทางท้ายประตูระบายน้ำสูงกว่าทางด้านเหนือน้ำ โดยทั่วไป ห้ามเปิดบานระบายน้ำ

3.2     ในกรณีที่เปิดบานประตูระบายน้ำ อัตราการไหลของน้ำผ่านประตูระบายน้ำ จะต้องพอเพียง เพื่อป้องกันการรุกตัวของน้ำเค็ม ที่จะไหลย้อนเข้ามาตลอดเวลาที่เปิดบาน

3.3     ขณะปิดบานระบายน้ำจะต้องมีการติดตามตรวจวัดความเค็มทั้งด้านเหนือน้ำและท้ายน้ำของประตูระบายน้ำ เพื่อตรวจสภาพความเค็มและตรวจหาว่าบานระบายรั่วและน้ำเค็มลอดเข้ามาได้หรือไม่ หากพบว่ามีการรั่วซึมจะต้องซ่อมแซมโดยเร็ว

4.    เกณฑ์ความเค็มของน้ำข้างต้นนี้ให้นำไปใช้กับทุกประตูระบายน้ำ ทุกแห่ง ทั้งขนาดใหญ่และขนาดเล็ก ซึ่งอยู่ในแนวคันแบ่งน้ำจืดและน้ำเค็ม รวมทั้งประตูระบายน้ำอุทกวิภาชประสิทธิ

1.2.ฤดูฝน

          ช่วงต้นฤดูฝน : (ปลายเดือนกันยายน-ตุลาคม) เมื่อปริมาณฝนเริ่มตก จะทำการพร่องน้ำในแม่น้ำปากพนังและลำน้ำสาขา โดยรักษาระดับน้ำที่เหนือประตูระบายน้ำอุทกวิภาชประสิทธิที่–0.300 เมตร.(รทก). (หากต่ำกว่านี้จะทำให้เกิดการพังทลายของลาดตลิ่ง) ซึ่งสามารถรับน้ำได้ประมาณ 6.9 ล้านลูกบาศก์เมตร โดยการปรับบานคู่ เพื่อระบายน้ำไหลข้ามสันบาน โดยไม่ทำให้น้ำเค็มรุกล้ำไปทางด้านเหนือของประตูระบายน้ำอุทกวิภาชประสิทธิ

            สำหรับการบรรเทาน้ำท่วมด้านท้ายประตูระบายน้ำอุทกวิภาชประสิทธิ เป็นการควบคุมระดับน้ำที่เทศบาลปากพนัง โดยหากระดับน้ำทะเลขึ้นถึงระดับ +0.800 เมตร (รทก.)  จะเปิดบานประตูระบายน้ำอุทกวิภาชประสิทธิ(บานคู่ก่อน) เพื่อให้น้ำทะเลจากอ่าวปากพนังไหลข้ามประตูระบายน้ำอุทกวิภาชประสิทธิเข้ามายังแม่น้ำปากพนัง เพื่อลดระดับน้ำท่วมท้ายน้ำลง หากน้ำยังขึ้นต่อเนื่องจะเปิดบานเดี่ยวเสริม พร้อมเปิดบานประตูระบายน้ำฉุกเฉิน เพื่อระบายน้ำทะเลกลับออกมาไปทางคลองฉุกเฉินด้วย เมื่อระดับน้ำที่เทศบาลปากพนังลดลงไปถึงระดับน้ำทะเลต่ำสุด (ตามการคำนวณของกรมอุทกศาสตร์) ก็จะปิดบานประตูระบายน้ำอุทกวิภาชประสิทธิและประตูระบายน้ำฉุกเฉิน เพื่อให้มีพื้นที่ไว้รองรับน้ำปริมาณน้ำฝนต่อไป

            ช่วงกลางฤดูฝน : (เดือนพฤศจิกายน) เมื่อระดับน้ำเหนือประตูระบายน้ำอุทกวิภาชประสิทธิ สูงขึ้นเกิน +0.300 เมตร (รทก.) จะระบายน้ำโดยยกบานประตูให้พ้นน้ำทุกบาน รวมทั้งพิจารณาเปิด ประตูระบายน้ำฉุกเฉิน เพื่อให้สามารถระบายน้ำได้ในอัตราสูงสุด ทั้งนี้ในช่วงที่น้ำทะเลขึ้นสูงกว่าระดับน้ำเหนือประตูระบายน้ำทั้งสอง ก็จะปิดบาน เพื่อไม่ให้น้ำทะเลไหลย้อนเข้ามาหนุนทำให้น้ำท่วมมากขึ้น

            ช่วงปลายฤดูฝน : (เดือนธันวาคม) เมื่อระดับน้ำเหนือประตูระบายน้ำอุทกวิภาชประสิทธิ ลดลงใกล้สู่ระดับ +0.300 เมตร. (รทก.) ซึ่งเป็นระดับเก็บกักสูงสุด จะทำการปิดบานเดี่ยวและระบายน้ำส่วนที่เกินโดยการปรับบานคู่เท่านั้น  และจะเริ่มปิดบานทุกบานเมือระดับน้ำเท่ากับ +0.30 เมตร. (รทก.) เพื่อเก็บกักน้ำไว้ใช้ในฤดูแล้ง

 

2.การบริหารจัดการน้ำลุ่มน้ำปากพนัง แบบมีส่วนร่วม (ระบบนิเวศ 3 น้ำ)

2.1.ฤดูฝน (เงื่อนไข การเปิด-ปิดประตูระบายน้ำ)

            2.1.1การเปิดประตูระบายน้ำ เมื่อมีองค์ประกอบพร้อม 4 ประการ คือ

1.)    สิ้นสุดฤดูการทำนาปรังของปีนั้น โดยเฉพาะพื้นที่ที่กำหนดให้เป็นระบบนิเวศ 3 น้ำ คือตั้งแต่บริเวณบ้านปากแพรก ไปถึงปากอ่าวปากพนัง เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบในการใช้น้ำจืด

2.)    การประปาส่วนภูมิภาคอำเภอปากพนัง สามารถสำรองน้ำเพื่อการการผลิตน้ำประปาได้ไม่น้อยกว่า 2 เดือน (โดยไม่ใช้แหล่งน้ำจากแม่น้ำปากพนัง)

3.)    ในการเปิดประตูระบายน้ำอุทกวิภาชประสิทธิ เพื่อสร้างระบบนิเวศ 3 น้ำ จะดำเนินการได้ เมื่อค่าความเค็มของบริเวณด้านเหนือและท้ายประตูระบายน้ำอุทกวิภาชประสิทธิ ไม่เกิน 3 ppt เพื่อให้สามารถควบคุมค่าความเค็มที่ผิวน้ำบริเวณบ้านปากแพรก ไม่เกิน 3 ppt

4.)    จำเป็นต้องปิดประตูระบายน้ำในลำน้ำสาขาย่อย เพื่อไม่ให้น้ำเค็มรุกล้ำเข้าไปได้

            2.1.2 การปิดประตูระบายน้ำ

1.)    เมื่อความเค็มที่ผิวน้ำบริเวณบ้านปากแพรก เกิน 3 ppt

2.)    ปิดประตูระบายน้ำ ก่อนสิ้นฤดูสิ้นฤดูฝน เพื่อกักเก็บน้ำจืดไว้ใช้ในฤดูแล้ง สำหรับการเกษตร และประปา ซึ่งอยู่ประมาณ ปลายเดือนพฤศจิกายน ของทุกปี

            2.1.3 รายละเอียดการดำเนินงานในแต่ละประตูระบายน้ำ

1.)    ประตูระบายน้ำอุทกวิภาชประสิทธิ เมื่อตรวจพบว่า ค่าความเค็มของบริเวณด้านเหนือและท้ายประตู ไม่เกิน 3 ppt จะเริ่มดำเนินการเปิดบานระบายโดยการลดบานคู่ก่อน ในขณะที่ระดับน้ำเหนือและท้ายประตูระบายน้ำมีระดับน้ำเสมอกันหรือใกล้เคียงกัน เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบในการผสมผสานน้ำจากสองด้าน จากนั้น จึงค่อยๆ เปิดบานระบายขึ้นพ้นน้ำทุกช่องบาน แต่หากมีการตรวจพบความเค็มที่บ้านแพรกเกิน 3 ppt จะปิดบานระบายน้ำและเมื่อมีฝนตกมีน้ำจืดมาผสม จึงจะเปิดบานประตูระบายน้ำอุทกวิภาชประสิทธิ

2.)    เมื่อเปิดบานระบายน้ำประตูระบายน้ำอุทกวิภาชประสิทธิพ้นน้ำแล้ว ให้ปิดบานระบายน้ำประตูระบายน้ำฉุกเฉิน ประตูระบายน้ำท่าพญา ประตูระบายน้ำแพรกเมือง ประตูระบายน้ำเสือหึง (ประตูระบายน้ำสาขาฝั่งอ่าไทย) เพื่อให้มีการไหลระบายน้ำออกทางปากอ่าวปากพนังอย่างเต็มที่ อย่างไรก็ตามเมื่อระดับน้ำในแม่น้ำปากพนังสูงถึง หรือเกือบถึงระดับ + 0.300 เมตร (รทก.) ให้เปิดบานระบายน้ำประตูระบายน้ำสาขาฝั่งอ่าวไทย เพื่อเพิ่มช่องทางระบายน้ำท่วมออกสู่ทะเล เพิ่มจาการระบายน้ำผ่านประตูระบายน้ำอุทกวิภาชประสิทธิ นอกจากนี้ยังจำเป็นต้องระบายน้ำออกจากคลองผ่านประตูระบายน้ำเหล่านี้บ้าง เพื่อป้องกันตะกอนทรายปิดปากคลอง หากระดับน้ำในแม่น้ำปากพนังลดลงสู่ระดับปกติ จึงจะปิดบานระบายน้ำประตูระบายน้ำต่างๆ ดังกล่าว

3.)    ประตูระบายน้ำสาขาต่างๆ (ประตูระบายน้ำบางไทร) ประตูระบายน้ำเชียรใหญ่ ประตูระบายน้ำคลองฆ้อง) ต้องปิดเพื่อเก็บกักน้ำจืดไว้ใช้ในการเพาะปลูกให้เต็มที่ในคลองสาขาต่างๆ และจะเปิดระบายน้ำน้ำลงมายังแม่น้ำปากพนังหากมีน้ำท่วมหน้าประตูระบายน้ำสาขา สำหรับประตูระบายน้ำคลองฆ้องนั้น ในต้นฤดูฝนค่อยๆ เปิดบาน เพื่อระบายน้ำเปรี้ยวจากพรุลงมายังแม่น้ำปากพนังทีละน้อย และยอมให้ระดับน้ำหน้าประตูระบายน้ำคลองฆ้องสูงกว่าระดับเก็บกักช่วงเวลาหนึ่ง เพื่อไม่ให้มีผลกระทบต่อสัตว์น้ำในแม่น้ำปากพนัง

4.)    ปิดปากคลองสาขาฝั่งอ่าวไทย เพื่อป้องกันน้ำเค็มและน้ำกร่อยในแม่น้ำปากพนังบริเวณหน้าประตูระบายน้ำอุทกวิภาชประสิทธิ ถึงบ้านปากแพรก ไหลเข้าไปในคลองสาขาฝั่งอ่าวไทย (ปัจจุบันยัง มีลักษณะเป็นท่อระบายน้ำที่ก่อสร้างมานาน จำเป็นต้องปรับเปลี่ยนเป็นประตูระบายน้ำ กรณีเร่งด่วน ให้ดำเนินการโดยใช้ทำนบชั่วคราว)

2.2 ฤดูแล้ง (เงื่อนไข การเปิด-ปิด ประตูระบายน้ำ)

2.2.1.)    ประตูระบายน้ำอุทกวิภาชประสิทธิ คาดว่าจะเริ่มปิดประมาณ พฤศจิกายน โดยกำหนดปิดบานระบายน้ำเมื่อระดับน้ำอยู่ที่ประมาณ  +0.30 เมตร (รทก.) และมีสภาพน้ำเป็นน้ำจืด ทั้งนี้ขึ้นกับปริมาณฝนตกและความเค็มที่หน้าประตูระบายน้ำอุทกวิภาชประสิทธิ

2.2.2.)    ประตูระบายน้ำฉุกเฉิน ประตูระบายน้ำท่าพญา ประตูระบายน้ำเสือหึง ประตูระบายน้ำแพรกเมือง (ประตูระบายน้ำสาขาฝั่งอ่าวไทย) ปิดบานระบายน้ำ เพื่อเก็บกัดน้ำจืดไว้ใช้ ยกเว้นประตูระบายน้ำหน้าโกฏิ ซึ่งจะเปิดและปิด ตามความเหมาะสมในการจัดการเรื่องน้ำกร่อยและน้ำเน่าเสียของคลองหัวไทร เพื่อประโยชน์ให้เป็นน้ำกร่อยสำหรับป่าจากและการเลี้ยงกุ้งในเขตน้ำเค็มบริเวณคลองหัวไทร (น้ำกร่อยมีค่าความเค็มของน้ำประมาณ 20-25 ppt)

2.2.3.)    ประตูระบายน้ำบางไทร ประตูระบายน้ำเชียรใหญ่ ประตูระบายน้ำคลองฆ้อง เปิดรับน้ำต้นทุนจากแม่น้ำปากพนัง กรณีระดับน้ำในแม่น้ำปากพนังสูงกว่า และทำการเก็บกักน้ำไว้ เพื่อใช้ในการเพาะปลูกให้เต็มที่ในคลองสาขาต่างๆ

2.2.4.)    เปิดปากคลองสาขาฝั่งอ่าไทย ให้รับน้ำจากแม่น้ำปากพนังไปใช้ตามคลองต่างๆในฤดูแล้ง