องค์กรการเงินระดับรากฐาน

  จัดการความรู้เรื่องการเงิน  
องค์กรการเงินระดับฐานราก : ดอกเห็ดแห่งความเจริญ หรือไวรัสแห่งโ รคร้ายทางเศรษฐกิจ

มองมุมใหม่ - กรุงเทพธุรกิจ  วันที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2547

ในบทความนี้ ผมขอให้คำจำกัดความ ขององค์กรการเงิน ระดับฐานรากว่าหมายถึง องค์กรหรือกลุ่มใดๆ ไม่ว่าจะรวมตัวกันเป็นหน่วยงานอย่างเป็นทางการ หรือการรวมกลุ่มกัน กึ่งทางการหรือไม่เป็นทางการ ระหว่างประชาชนผู้มีรายได้น้อย หรือคนยากจนในหมู่บ้าน ชุมชนหรือพื้นที่เพื่อวัตถุประสงค์ ของการได้รับโอกาส ในการใช้บริการทางการเงินในรูปแบบต่างๆ

จริงๆ แล้ว ผมจะใช้คำว่า รากหญ้า (grass root) แทนฐานราก แต่เนื่องจากองค์กรเอกชนและผู้รู้ที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาชุมชนได้กล่าวไว้ในหลายที่และหลายโอกาสว่า คนยากจนและคนรายได้น้อยรู้สึกไม่ค่อยสบายใจนักกับคำว่า รากหญ้า เนื่องจากการเป็นรากหญ้านั้นเปรียบเสมือนการถูกเหยียบย่ำ ดังนั้น จึงแนะนำให้ใช้คำว่า ฐานราก แทนน่าจะเหมาะสมกว่า ซึ่งผมก็เห็นด้วย

จากการศึกษาของสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง กระทรวงการคลัง พบว่า เราสามารถแบ่งองค์กรการเงินสำหรับประชาชนในระดับฐานรากได้เป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มที่อยู่ในระบบ กลุ่มที่เป็นกึ่งในระบบ และกลุ่มที่พึ่งพิงตนเอง

กลุ่มที่อยู่ในระบบ ได้แก่ กลุ่มที่มีการกำกับดูแลจากกระทรวงการคลังหรือธนาคารแห่งประเทศไทย เช่น สถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐที่ให้บริการทางการเงินแก่ประชาชนผู้มีรายได้น้อย ยากจนหรือวิสาหกิจขนาดกลางขนาดย่อม เช่น ธนาคารออมสิน ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร และธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย เป็นต้น

กลุ่มที่เป็นกึ่งในระบบ ได้แก่ กลุ่มที่มีการกำกับดูแลจากหน่วยงานราชการอื่นที่ไม่ใช่กระทรวงการคลังหรือธนาคารแห่งประเทศไทย เช่น กองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองภายใต้การดูแลของสำนักงานกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ สำนักนายกรัฐมนตรี กลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิตภายใต้การดูแลของกระทรวงมหาดไทย สหกรณ์ออมทรัพย์ภายใต้การดูแลของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โรงรับจำนำและองค์กรทางการเงินรูปแบบต่างๆ ภายใต้การดูแลของกระทรวงพัฒนาสังคมฯ เป็นต้น

กลุ่มที่พึ่งพิงตนเอง ได้แก่ กลุ่มที่มีการกำกับดูแลกันเองระหว่างสมาชิก โดยมิได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐตั้งแต่เริ่มก่อตั้ง หรือได้รับการสนับสนุนก็เป็นเพียงส่วนน้อย ความคงอยู่ของกลุ่มเกิดจากการมีผู้นำท้องถิ่นที่เป็นที่นับถือของชาวบ้านใช้ภูมิปัญญาชาวบ้านในการชี้นำกลุ่ม เช่น กลุ่มออมทรัพย์คลองเปียะ ศูนย์รวมน้ำใจธนาคารหมู่บ้านอำเภอดอกคำใต้ ธนาคารหมู่บ้าน และกลุ่มสัจจะออมทรัพย์จังหวัดตราด เป็นต้น

ท่านผู้อ่านคงจะเห็นด้วยกับผมว่า รัฐบาลชุดนี้นับว่ามีบทบาทที่สำคัญในการสนับสนุนการแพร่กระจายขององค์กรการเงินระดับฐานราก โดยตัวอย่างที่ชัดเจน ได้แก่ กองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองประมาณ 74,000 กว่าหมู่บ้านทั่วประเทศ ทั้งนี้ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้โอกาสกลุ่มคนด้อยโอกาสทางสังคม คนยากคนจนได้เข้าถึงบริการทางการเงิน และแหล่งเงินทุนในการประกอบอาชีพ

นอกจากนี้ ปัจจุบันรัฐบาลโดยกระทรวงการคลังกำลังมีโครงการ และมาตรการในการส่งเสริมความแข็งแกร่ง ให้กับบริการทางการเงินระดับฐานราก โดยจะส่งเสริมให้มีการรวมตัวจัดตั้งองค์กรการเงินระดับฐานราก ในหมู่ของชาวบ้านขึ้นเองมากขึ้น ในทำนองเดียวกับกลุ่มที่พึ่งพิงตนเอง และทางการจะพยายามเข้าไปช่วยเสริมสร้างความแข็งแกร่ง และการบริหารจัดการที่ดีให้ ทั้งในส่วนที่เกี่ยวกับระบบฐานข้อมูล ระบบบัญชี ระบบการรายงาน และระบบบริหารความเสี่ยง เป็นต้น

อีกทั้งทางการจะวางระบบกลไกในการเชื่อมโยงธุรกรรมขององค์กรทางการเงินระดับฐานรากเหล่านี้เข้าด้วยกัน เพื่อสามารถช่วยจัดสรรเงินทุนที่มีเหลือในองค์กรใดองค์กรหนึ่งไปยังองค์กรที่ขาดเงินทุน ซึ่งจะเป็นการช่วยในการจัดสรรเงินทุนขององค์กรเหล่านี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

ผมมีความเชื่อว่า องค์กรการเงินระดับฐานรากส่วนใหญ่เกิดขึ้น และจัดตั้งมาก่อนที่รัฐบาลเริ่มให้ความสำคัญและกำหนดเป็นนโยบายเสียอีก และองค์กรเหล่านี้ได้พิสูจน์ตนเองมาระดับหนึ่งแล้วว่า สามารถอยู่รอดและเป็นที่พึ่งทางการเงินอย่างแข็งแกร่งให้กับประชาชนในท้องถิ่นของตนเองได้

สิ่งที่กระทรวงการคลังจะทำก็คือการนำตัวอย่างความสำเร็จขององค์กรเหล่านี้เผยแพร่ในชุมชนอื่นอย่างทั่วถึง เพื่อสนับสนุนให้มีการจัดตั้งองค์กรการเงินดังกล่าว และรัฐบาลโดยกระทรวงการคลังจะสร้างกลไกการเชื่อมโยงเงินทุนระหว่างองค์กรตามที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้น

ตั้งแต่นี้เป็นต้นไป ท่านผู้อ่านจะได้เห็นองค์กรการเงินระดับฐานรากเหล่านี้เกิดขึ้นราวกับดอกเห็ด เนื่องจากทางการมีนโยบายสนับสนุนในเรื่องดังกล่าว ทั้งนี้ เพื่อเป็นการเพิ่มโอกาสให้กับประชาชนในระดับฐานรากในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนในการประกอบอาชีพ

แต่อย่างไรก็ตาม หากองค์กรดังกล่าวเกิดขึ้นราวกับดอกเห็ดจริง สิ่งที่รัฐบาลจะต้องรับประกันและต้องดำเนินการ ได้แก่ การไม่ปล่อยให้ดอกเห็ดเหล่านี้ติดไวรัสและแพร่โรคร้ายเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจของไทย และต้องมีมาตรการส่งเสริมให้ดอกเห็ดนี้เป็นดอกเห็ดแห่งความเจริญ

ซึ่งหากรัฐบาลสามารถทำได้ ผมมั่นใจครับว่า องค์กรการเงินเหล่านี้จะเป็นตัวจักรสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจท้องถิ่น และแก้ไขปัญหาความยากจนของประเทศ อีกทั้งจะเป็นกลไกในการเพิ่มความแข็งแกร่งให้กับชุมชนอีกด้วย

อย่างไรก็ตาม หากดอกเห็ดเหล่านี้กลับกลายมาเป็นไวรัสแห่งโรคร้ายทางเศรษฐกิจ (การล้มละลายขององค์กร) ภัยพิบัติทางเศรษฐกิจภาคครัวเรือนอาจจะเป็นบ่อเกิดของวิกฤติเศรษฐกิจรอบต่อไปก็ได้ ดังนั้น จึงเป็นสิ่งที่ถูกต้องแล้วที่กระทรวงการคลังได้ลุกขึ้นมาเป็นผู้นำร่วมกับองค์กรชุมชน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่างๆ ในการเข้ามามีส่วนร่วมอย่างแข็งขันในการส่งเสริมบริการทางการเงินระดับฐานรากให้มีความแข็งแกร่ง มีระบบการบริหารจัดการในด้านต่างๆ ที่ดี และมีการเชื่อมโยงธุรกรรมทางการเงินเข้าด้วยกัน

ดังนั้น ต่อไปนี้ท่านผู้อ่านก็คงต้องคอยลุ้น และเป็นกำลังใจให้ทางการ สามารถดำเนินการตามที่ผมได้อธิบายไว้ ได้อย่างสัมฤทธิผล และประสบผลสำเร็จตามที่ได้กำหนดวัตถุประสงค์ไว้เทอญ สาธุ????

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน dkt1234

คำสำคัญ (Tags)#การจัดการความรู้เพื่อการพัฒนาท้องถิ่น

หมายเลขบันทึก: 124421, เขียน: 02 Sep 2007 @ 15:58, แก้ไข, 18 Jun 2012 @ 23:09, สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ, อ่าน: คลิก
บันทึกล่าสุด


ความเห็น (0)