" การเกษตรมีกำไร แต่ทำไมเกษตรกรยากจน " <p> </p><p>ที่จริง เป็นคำถามในบล็อกอาจารย์แสวง ได้แสดงความคิดเห็นในบล็อกอาจารย์แล้ว แต่คิดว่า น่าจะเอาความเห็นนั้นมาขยายความในบล็อกตัวเองด้วย</p><p> </p><p>ประการแรก ผลตอบแทนทางการเกษตร กับความยากจน เป็นเรื่องเกี่ยวเนื่องกัน แต่ไม่ใช่เรื่องเดียวกัน เกษตรกรยังมีรายจ่ายนอกภาคเกษตร เคยเอาตัวเลขมาดู บางปีที่ รายได้สุทธิจากภาคเกษตรเป็นบวก (รายรับสูงกว่าต้นทุนการเกษตร) แต่รายได้สุทธิจากภาคเกษตรหักกลบลบหนี้แล้ว ยังไม่พอสำหรับรายจ่ายในครัวเรือน ที่รวมหลายๆเรื่อง เช่น ค่าการศึกษาของลูก เกษตรกรบ้านเราจึงต้องหารายได้นอกภาคเกษตรเข้ามาจุนเจือ</p> <p>ประการที่สอง ผลตอบแทนทางการเกษตรที่เราพูดถึงนั้น อาจเป็นสุทธิปลายปี แต่จริงๆ เกษตรกรต้องลงทุนก่อน จึงจะได้ผลผลิตเป็นรายได้ ช่วงที่ต้องลงทุนก่อน จะเอาเงินมาจากที่ไหน ชักเงินตัวเอง หรือไม่ก็ยืมเขามา ตรงนี้มีค่าดอกเบี้ย ที่เราอาจยังไม่ได้คิด ยิ่งถ้ากู้ยืมนอกระบบก็ยิ่งดอกเบี้ยสูง</p> <p>ประการที่สาม ปีปกติ อาจทำเกษตรพอมีเงินเหลือ แต่ปีต่อไปเกิดภัยพิบัติ ขาดทุน (เท่าที่ดูข้อมูล) ความเสี่ยงเกิดขึ้นถี่ขึ้นเรื่อยๆ จากทุก 5 ปี เป็นทุก 3 ปี 2 ปี... และที่เสี่ยงทุกปีคือเรื่องราคา เกษตรกรขาดทุนปีเดียว ต้องกู้หนี้ยืมสิน ปีต่อไปก็ลำบากมากขึ้นแล้วค่ะ </p><p></p><p>ประการที่สี่ พวกเราไม่คิดต้นทุนสิ่งแวดล้อม ตลาดมันทำงานล้มเหลวตรงนี้ค่ะ ตัวดิฉันเองคิดเสมอว่า เรายิ่งส่งออกสินค้าเกษตรมาก ประเทศยิ่งขาดทุน เพราะเราส่งออกธรรมชาติให้ต่างชาติกินฟรีๆ ถูกๆ แล้วธรรมชาติเราก็แย่ลง เกษตรกรเราก็แย่ลง แต่ถ้าจะลดการผลิตสินค้าเกษตรให้แค่พอมีพอกินอยู่ในประเทศ ก็จะเป็นปัญหาเรื่องการปรับโครงสร้าง การปรับตัวของเกษตรกรอีกค่ะ ต้องคิดกันเป็นเรื่องใหญ่</p><p></p>ประการที่ห้า บทบาทของรัฐ <p>ที่ญี่ปุ่น เกษตรกรอยู่ได้ด้วย "เงินอุดหนุน" จากรัฐล้วนๆค่ะ อเมริกา ยุโรป ก็เหมือนกัน</p><p></p><p>บ้านเรา นอกจากรัฐจะไม่อุดหนุนแล้ว (หรืออุดหนุนแบบตัวเองกินไอติมไปก่อน เหลือแค่ไม้ไอติมส่งให้เกษตรกร) การแทรกแซงของนักการเมืองระดับชาติระดับท้องถิ่นยังทำให้ระบบปั่นป่วนด้วย</p><p></p><p>ประการที่หก บทบาทของพวกเราทุกคน</p><p>ยิ่งพัฒนาภาคเกษตรจะยิ่งเสียเปรียบมากขึ้นเรื่อยๆ (เป็นจริงสำหรับทุกประเทศ เว้นแต่รัฐเข้ามาอุดหนุน) เหตุผลง่ายๆ คือ เวลาคนเรามีรายได้เพิ่มขึ้นจาก 100 บาท เป็น 200 บาท เราไม่ได้กินอาหารเพิ่มขึ้นจาก 3 จานต่อวัน เป็น 6 จานต่อวัน เงินเหลือมากขึ้นก็ไปซื้อสินค้านอกภาคเกษตร ภาคอุตสาหกรรมจึงโตไปเรื่อยๆ ภาคเกษตรโตช้ากว่า ช่องว่างทางรายได้มากขึ้น </p><p></p><p>กติกาการค้าโลกก็พยายามปิดทางไม่ให้รัฐอุดหนุน แต่รัฐที่ฉลาดก็จะเอาเรื่องการปกป้องพื้นที่สีเขียว ปกป้องวิถีชีวิตที่เป็นวัฒนธรรมเข้ามาเป็นเหตุผลเพื่ออุดหนุนเกษตรกรของเขาค่ะ</p><p></p><p>ผู้บริโภคต่างประเทศที่พอมีกำลังจ่าย จะยินดีจ่ายแพงขึ้นสักนิดเพื่อซื้อสินค้าเกษตรในประเทศ แต่ผู้บริโภคบ้านเรา ยังอาจมองราคาเป็นตัวตั้ง ซื้อของดีราคาถูกไว้ก่อน หรือไม่ก็ต้อง “ต่อราคา” ไว้ก่อน </p> <p>สินค้าอุตสาหกรรมหลายๆอย่าง (ที่ไม่ใช่สินค้าอาหาร) มีสินค้าเกษตรและแรงงานชาวบ้านเป็นพื้นฐานแต่ผู้บริโภคมองไม่ทะลุถึงตรงนั้น และไม่เห็นคุณค่าของ “แรงงาน” หรือ "ฝีมือ" เท่าไหร่</p> <p>เอ็นจีโอเมืองนอก พยายามหาทางต่อตรงระหว่างเกษตรกรกับผู้บริโภค บ้านเราก็พยายามกันอยู่เหมือนกันค่ะ แต่ขบวนยังเล็ก และยังไม่มีประสิทธิภาพ</p>
<p> </p></strong>
สวัสดีค่ะอาจารย์เอก
ไม่ได้คุยกันนาน เมื่อไรอาจารย์เอกจะรวมเล่มนิทานสร้างสรรค์ จะได้พกติดตัวไว้อ่าน "เพลินดี มีคติ" ค่ะ
อาจารย์เอกชวนเล่นหรือชวนจริงคะนี่ รู้ได้ยังไงว่า วันที่ 12 ตค. จะไปสงขลาพอดี แต่ไปถึงกลางดึก ไปแวะวันที่ 13 หรือ 14 หรือ 15 จะได้ไหมคะ :)
แต่... มีผู้ติดตามเป็นขบวนเลยค่ะ
เออหนอ อยู่แถวๆ กทม. ปทุมธานีเหมือนกัน แต่ต้องนัดเจอกันที่ ตจว. !!!!
อ้อ อาจารย์เอกเคยอ่าน นิทานของตอลสตอยไหมคะ เขียนให้เด็กน้อยอ่าน แต่ผู้ใหญ่อ่านก็ยังรู้สึกลึก (หรือเราคิดมากไปเองก็ไม่รู้)
เรื่องการอุดหนุนของทางภาครัฐนี่ไม่ค่อยจะเห็นด้วย คือมองในมุมของคนทำธุรกิจ ภาครัฐก็ไม่ได้อุดหนุนในส่วนอื่นๆ เหมือนกัน ถ้าจะทำได้อย่างยั่งยืนต้องไม่หวังพึ่งภาครัฐ มันจะกลายเป็นความเคยชินว่า ยังไงภาครัฐก็ต้องเข้ามาแทรกแทรง จริงๆ แล้วเกษตรกรน่าจะรวมตัวกันเองมากกว่า แล้วตั้งกลไกราคาผลผลิต คือ ถ้าทั้งหมดพร้อมใจกันตั้งราคาเดียว ผู้บริโภคก็ต้องยอมรับราคาที่ผู้ผลิตเป็นฝ่ายกำหนด เป็นแค่แนวคิดนะคะ แต่คิดว่าคงเป็นไปได้ยากมาก
มองในแง่อุปสงค์อุปทาน ถ้าคนผลิตไม่ยอมขายราคานี้คนซื้อยังไงก็ต้องกิน ในที่สุดก็ต้องยอมจ่ายในราคาที่คนขายต้องการอยู่ดี แต่ที่เป็นไปไม่ได้ก็เพราะเกษตรกรเป็นรายย่อยควบคุมลำบากกว่าอุตสาหกรรมเยอะ
เคยคิดเล่นๆ ว่าที่ราคาข้าวตกต่ำ ถ้าเกษตรกรรวมตัวกันไม่ขายข้าว จะเกิดอะไร ทั้งประเทศพร้อมใจกันหยุดขายข้าว จะทำให้ราคาในตลาดขยับสูงขึ้นไหม ไม่รู้เหมือนกันว่าจะเกิดอะไรขึ้น
รบกวนอาจารย์ช่วยแนะนำเพิ่มเติมด้วยนะคะ : )
สวัสดีค่ะคุณ little jazz (ชื่อน่ารักดีค่ะ)
ตอบเป็นข้อๆ นะคะ
ข้อแรก เรื่องการลงทุนวิจัย ถ้าลองนึกถึงขนมเค้ก เงินวิจัยทั้งก้อนของประเทศนั้น จริงๆ เหมือนขนมเค้กก้อนเล็กนิดเดียวค่ะ ถึงภาคเกษตรจะได้แบ่งไปตั้งครึ่งหนึ่ง ก็ยังเล็กน้อยมาก ถ้าเทียบกับ GDP ภาคเกษตรเอง ก็ยังไม่ถึง 0.5% อย่างกรมวิชาการเกษตรเอง ก็ใช้เงินก้อนเล็กๆนี้วิจัยพืชเกือบ 100 ชนิด ก็จะเหลือพืชละไม่กี่สตางค์ ข้าวอาจจะมากหน่อย
การอุดหนุนมีหลายรูปแบบ การอุดหนุนโดยตรงด้านการผลิตและราคาจะมีปัญหาเรื่อง "ประสิทธิภาพ" ที่บั่นทอนความเข้มแข็งของเกษตรกรเองแน่ค่ะ และ WTO ก็ไม่อนุญาตด้วย แต่ถ้าเราสามารถอุดหนุนในรูปแบบอื่น เช่น เรื่องการจัดการน้ำ การวิจัยและพัฒนา ยังทำได้ และถ้าทำถูกทาง (บนพื้นฐานภูมินิเวศ ต่อยอดภูมิปัญญา วิถีปฏิบัติ) ก็ยังเป็นผลดีค่ะ
ถ้าคำนึงถึง "ความเสมอภาค" ดิฉันกลับคิดว่า มีเหตุผลที่จะอุดหนุนเกษตรกร เพราะภาคเกษตรเสียเปรียบภาคอุตสาหกรรมและบริการโดยธรรมชาติของอุปสงค์อุปทานอยู่แล้ว ประกอบกับ ปัญหาการกระจายรายได้ สร้างผลกระทบทางสังคมอีกมาก
ที่เกษตรไทยส่งออกได้มาก มีผลไม้อร่อยๆกิน ก็ฝีมือเกษตรกรเสียเป็นส่วนใหญ่ค่ะ ภาคเอกชนเข้ามาทีหลังบนฐานทุนที่มากกว่า มีเครือข่ายการตลาดมากกว่า คุมตลาดต้นน้ำ (เช่น เมลัดพันธุ์ แม่พันธุ์ อาหารสัตว์) ได้ และสามารถเข้าไปครองตลาดได้ ตั้งแต่กระบวนการผลิตจนถึงกระบวนการการตลาด
ถ้าไม่นับผลที่ถูกมองด้านลบในเรื่องอำนาจตลาด ภาคเอกชนไทยก็มีส่วนผลักดันให้ภาคเกษตรโตขึ้นมากค่ะ
เกษตรไทย มีเกษตรกรรายย่อยมาก กระจายอยู่ทั่วประเทศ บนฐานระบบนิเวศน์และวิถีชีวิตที่หลากหลาย การรวมกลุ่มไม่ใช่เรื่องง่าย
รวมถึงในอดีตชาวนาไทยถูกกีดกัน "กำจัด" โดยรัฐในช่วงหนึ่งของประวัติศาสตร์
รัฐสร้างระบบคุณพ่อรู้ดี ใช้การอุดหนุนแบบผิดประเภท คือ เอาดอกเบี้ยราคาถูกมาเป็นตัวสร้างแรงจูงใจให้เกษตรกรผลิต หรือ ใช้ปัจจัยการผลิต ยอมรับในเทคโนโลยีที่รัฐคิดว่าดี แต่ทำแล้วอาจไม่ได้ลดต้นทุนจริง หรือไม่มีตลาด
หน้าที่ที่รัฐควรทำคือ การประกันความเสี่ยง การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเช่น น้ำ สนับสนุนกระบวนการเรียนรู้ระหว่างเกษตรกร เพิ่งเกิดขึ้นในระยะหลังๆ
ถ้าชาวนารวมกลุ่มไม่ขายข้าว ผู้บริโภคหลายคนก็จะทานขนมปัง สปาเกตตี้ หรือมาม่า แทน ในทางตรงข้ามเกษตรกรในหลายพื้นที่ ถ้าไม่ปลูกข้าว ก็ไม่รู้จะปลูกอะไร (เช่น สภาพที่ดินไม่ให้ ความชำนาญไม่มี ทุนในการเริ่มต้นไม่มี) ถ้าไม่ขายข้าวก็ไม่รู้จะกินอะไร ยิ่งปัจจุบันติดหนี้สินอยู่ด้วย ยิ่งจำเป็นต้องรีบขายผลผลิต ชาวนาไม่มีอำนาจต่อรองและไม่มีทางเลือกมากนัก
ดิฉันเห็นการรวมกลุ่มของชาวบ้านและเกษตรกรมากขึ้นกว่าแต่ก่อน แต่ก็ยังเป็นขบวนที่ไม่มีอำนาจต่อรองมากนัก ยิ่งขบวนการห้างสรรพสินค้าเข้มแข็งมากขึ้นเท่าไร ผู้กำหนดราคาตัวจริงจะอยู่ตรงนั้น ไม่ใช่ทั้งเกษตรกร ผู้บริโภค พ่อค้าท้องถิ่นที่รวบรวมผลผลิต หรือแม้แต่พ่อค้าขายส่ง
ถ้าเป็นสินค้าส่งออก ผู้กำหนดราคาคือ ตลาดโลกค่ะ
ตอบยาวไปหน่อยนะคะ
^ /\ ^ ขอบพระคุณค่ะอาจารย์ที่ช่วยไขข้อสงสัยให้กระจ่าง แต่ก็รู้สึกว่าระบบไม่ยุติธรรมและผิดปกติอยู่ดี มีที่ไหนคนที่ทำอาชีพที่เป็นลำดับที่หนึ่งในปัจจัยสี่ในการยังชีพของมนุษย์ถึงยากจนกว่าอย่างอื่น ลองดูปัจจัยอย่างอื่นที่เหลือนะคะ
ที่อยู่อาศัย คือตลาดอสังหาริมทรัพย์คนทำก็ร่ำรวย
เครื่องนุ่งห่มคือพวกอุตสาหกรรมสิ่งทอ หรือวงการแฟชั่น พวกนี้ก็รวยเช่นกัน
ยารักษาโรคคืออุตสาหกรรมยา อันนี้ยิ่งไม่ต้องพูดถึง พอดีมีลูกค้าเป็นบริษัทยาข้ามชาติยักษ์ใหญ่หลายราย พวกนี้รวยจนเหลือเฟือไม่เผื่อใคร
แล้วทำไมหนออาหารซึ่งเป็นปัจจัยลำดับที่สำคัญที่สุดแท้ๆ แต่คนผลิตต้นทางยิ่งทำยิ่งจน T_T
อาจารย์เอกคะ
ไปปักษ์ใต้บ่อย ก็เพราะเป็น "ปักษ์ใต้บ้านเรา" ไงคะ เคยมีของดีทั้งธรรมชาติ และประวัติศาสตร์
วันที่ 12 ตค. ต้องเป็นวันดีแน่ วันบวช วันเกิด หรือวันแต่ง คะ จะได้เตรียมของขวัญไปถูกกาลเทศะ :) (เดาว่าเป็นอย่างหลังสุด)
จะถึงหาดใหญ่ก่อนสองทุ่มหรือไม่นั้น ไม่แน่ใจเลยค่ะ เพราะมีประชุมทั้งวัน จะออกจากดอนเมืองได้กี่โมงก็ยังไม่รู้ จะส่งข่าวอีกทีก็แล้วกันนะคะ
ขอบคุณที่ชวนค่ะ , Kampai .... (เป็นภาษาญี่ปุ่น แปลว่า ไชโย ...to celebrate...)
คุณ little jazz คะ
มูลค่าถูกกำหนดจาก "คุณค่า" และ "ความหายาก" โดยเฉพาะตัวหลังมีพลังมาก เพ็ชรจึงแพงกว่าน้ำ อันนี้เป็นตัวอย่าง classic ทางเศรษฐศาสตร์ค่ะ
ความหายาก ทำให้ผู้เป็นเจ้าของสิ่งที่หายาก สามารถแสวงหาประโยชน์จากสิ่งที่หายากนั้นได้ โดยเฉพาะถ้าสิ่งหายากนั้นเป็นสิ่งจำเป็น
ที่ดิน เป็นตัวอย่าง
ยา เป็นตัวอย่าง
ความรู้เฉพาะทาง เป็นตัวอย่าง
อำนาจ เป็นตัวอย่าง
อ่านบทความของอาจารย์พอจะเข้าใจกะเขาบ้าง ที่สำคัญอ่านแล้วไม่ค่อยง่วงนอนครับ
คลาสสิกดีค่ะตัวอย่างที่ยกให้เห็น แต่ในบางสถานการณ์ เช่น กลางทะเลทราย น้ำก็อาจจะหายากพอกับเพชร คราวนี้ล่ะ อาจจะต้องมาวัดกันที่คุณค่าที่แท้จริงในการดำรงชีวิต สถานการณ์สมมุติอย่างนี้อาจจะไม่เกิดขึ้นกับเกษตรกรตลอดชั่วชีวิตเลยก็เป็นได้
จะมีโอกาสเห็นภาวะที่ทุกคนยอมแลกทุกอย่างกับอาหารมั้ย จะมีวันที่ เพชรพลอย เงินทอง ไม่มีค่าพอแม้จะแลกข้าวสักจานหนึ่งมั้ย หนูว่าคงจะต้องเป็นสภาวะสงครามโลกถึงจะมีโอกาสเห็น แต่ไม่แน่ อาจตายก่อน เลยไม่ได้เห็นเช่นกัน ^ ^ ถึงวันนั้นจะเป็นวันที่เกษตรกรรู้สึกว่าตัวเองร่ำรวยกว่าคนอื่นๆ
นำ ชุมชนคน กศน.และ กศ.ตามอัธยาศัย มาฝากเพื่อการ ลปรร.ครับ
สวัสดีค่ะคุณหมอ
รออ่านประสบการณ์ดีๆของคุณหมออยู่เช่นกันค่ะ
คุณ little jazz
"เงินทองของมายา ข้าวปลาสิของจริง"
ท่านสิทธิพรเตือนสติพวกเราไว้ค่ะ
อาจารย์จำนง สวัสดีค่ะ
อาจารย์ยกมาทั้ง planet เลย :) เพราะความยากจนเป็นเรื่องใหญ่ มีหลายมิติ เกี่ยวข้องกับทั้งพฤติกรรม และโครงสร้าง
แถมยังมีความยากจนเปรียบเทียบ คือ ก็พอมีพอกินนั่นแหละ แต่เทียบกับคนอื่น มีความมั่งคั่งทางวัตถุน้อยกว่าเขา ก็เลย "ยังจนอยู่"
อย่างนครศรีฯ นี่ ตัวเลขทางสถิติบอกว่า เทียบกับจังหวัดอื่นๆทางภาคใต้แล้ว รายได้ต่อประชากร ไม่สูง (คงเพราะมีประชากรเกษตรและประมงพื้นบ้านในสัดส่วนสูงกว่าที่อื่น) แต่ดิฉันลงไปนครฯทีไร ก็ชื่นชมว่ามีพื้นที่สีเขียวมาก มีประวัติศาสตร์ อาหารอร่อยและน่าอยู่ โดยเฉพาะมีคนเก่งคนดีอยู่หลายคนค่ะ