วันที่ 20 ส.ค. 50 ผมได้ฟังคุณประยงค์ รณรงค์ เอ่ยถึงภูมิปัญญาชาวบ้านในการใช้ขี้เถ้าขัดหม้อ     ทำให้ผมรำลึกถึงชีวิตสมัยเด็ก     อายุ 7 – 12 ขวบ     ในฐานะลูกคนโต แม่จะมอบหมายงานหลายอย่างให้      งานอย่างหนึ่งคืองานขัดก้นหม้อ    

         สมัยนั้นเราหุงข้าวและทำกับข้าวโดยใช้เตาอั้งโล่      ใช้ฟืนเป็นเชื้อเพลิง     ผมเคยทำหน้าที่เป็นพนักงานผ่าฟืน  เอาฟืนไม้เสม็ด ไม้โกงกาง ที่ซื้อมาจากคนตัดไม้     เอามากองเป็นภูเขา หรือกองเป็นชั้นๆ สี่เหลี่ยม     ตากแดดให้แห้ง     สำหรับใช้ในเตาเคี่ยวน้ำตาล (มะพร้าว)     แล้วผมทำหน้าที่ผ่าเป็นฟืนชิ้นเล็กๆ สำหรับใช้กับเตาอั้งโล่ในครัว

         นั่นคือที่มาของการขัดหม้อครับ     คือไฟจากฟืนมันมีเขม่ามาก     ก้นหม้อจะมีเขม่าจับจนดำสนิท     ไปโดนอะไรเขม่าก็ติดเลอะเทอะต่อไป     เราจึงต้องขัดก้นหม้อ ทั้งหม้อดิน หม้ออะลูมิเนียม และหม้อทองเหลือง (ที่บ้านผมหุงข้าวด้วยหม้อทองเหลืองใบเก่าอายุคงจะหลายสิบปี เป็นมรดกตกทอด)     วิธีขัดหม้อ เราเอาขี้เถ้าจากใต้เตาอั้งโล่นั่นแหละ     ใช้ “กะพด” (คือกาบมะพร้าว ส่วนที่เป็นใยนุ่ม) แช่น้ำจนนุ่ม     เอามาจุ่มขี้เถ้าขัด     ตอนนั้นยังไม่มี สก็อตไบรท์  ไม่มีผงขัดวิม     และจริงๆ แล้วแม้เวลานี้กาบมะพร้าว-ขี้เถ้า ก็มีคุณสมบัติไม่แพ้ สก็อตไบรท์-วิม 

         ตอนที่พ่อแม่ทำโรงสีแล้ว เรามี “ผงขัด” อย่างดีเยี่ยม และฟรี คือแกลบจากโรงสี     แกลบมันมีความคมของเปลือกข้าว จึงขัดก้นหม้อได้เร็ว     โดยใช้แกลบกับน้ำ  ตามด้วยกาบมะพร้าว-ขี้เถ้า  

         น้ำขี้เถ้านี้ ไม่ใช่แค่ใช้ขัดหม้อเท่านั้น     ตอนนั้นยังไม่มีผงซักฟอก และสบู่ก็แพง     การล้าง จานชามหม้อที่มีคราบน้ำมัน     เราก็ใช้น้ำขี้เถ้า     ผมเป็นพนักงานล้างชามด้วยน้ำขี้เถ้าอยู่หลายปี     จนผงซักฟอกมาถึง เราก็เลิกใช้น้ำขี้เถ้า  และผงขี้เถ้า  

วิจารณ์ พานิช
20 ส.ค. 50
เกาะยอ สงขลา  ระหว่างนั่งฟังการอภิปราย