ผมขออนุญาตนำความรู้ที่ได้ไปอบรมเริ่องการสร้างนวัตกรรมมาแลกเปลี่ยนกับพวกเราครับ เป็นแนวทางของ ดร.วรภัทร ภู่เจริญ ซึ่งผมเห็นว่ามีความหมายดี และถูกใจมาก เชิญพิจารณาดูนะครับ
การพัฒนานวตกรรม
การบริหาร หลังปี 2005 เปลี่ยนแปลงไปแบบหน้ามือเป็นหลังมือ คือ จาก Mass production แบบทำกำไรมากๆ ----> มาเป็นแนว สร้างคน มาเล่น Soft side management กันแล้ว มาใช้ แนวทาง Education engineering ทำองค์กรเป็น "องค์กรเรียนรู้" คนที่เรียนบริหาร จบมาก่อน 2005 คงจะ งง และ เข็มขัดสั้น กับ ศาสตร์สมัยใหม่ ที่เน้น "คน" เน้น "สร้างสติ ปัญญา ความสุข พอเพียงและการพัฒนาที่ยั่งยืน" รักษ์โลก
- องค์กร สมัยใหม่ ไม่ไว้ใจ ผลผลิตที่ ระบบการศึกษาผลิตมาให้แล้ว ผู้บริหารสมัยจึงต้อง De-learning คือ ล้างสมองบัณฑิตใหม่ ....... เราเชื่อว่า การศึกษาในช่วง 10 - 20 ปีนี้ ล้มเหลวอย่างมาก คนที่จบมา ไม่มี sense ในการทำงาน ต้องเอามา "ล้างสมอง" เข้าค่าย Learn how to learn" ใหม่หมดเลย
- การบรรยาย ให้ผลแค่ 5% เท่านั้น แต่ ครู อาจารย์ ก็ยัง "หลง" ทำกันต่อไป
- ระบบการศึกษา USA ญี่ปุ่น สิงคโป เริ่มส่อให้เห็นว่าล้มเหลว เพราะ ไม่ทำให้คนเป็นคนที่สมบูรณ์เลย เต็มไปด้วย "บริโภคนิยม" ขาดความรักและเมตตา โหด เลว ฆ่าตัวตาย รุนแรง บ้ากาม ติดสุข เหงาหงอย ฯลฯ ----> แม้น แต่ นักการศึกษาสมัยใหม่ ของพวกเขาเอง ก็ออกมา ประนามการศึกษาของพวกเขา .... แต่ ไทยเราตามก้นพวกเขา ดูดและเลีย ของเสียที่เขาขับถ่าย ตลอดมา .... เราคิดระบบการศึกษาแบบไทยๆไม่เป็น เราดูถูก ภูมิปัญญาไทยๆ ของเราเอง
- หลักสูตรต่างๆ ออกแบบ แบบไม่ฟังคนในท้องถิ่น ยังคิดแบบครอบ หรือ เสื้อโหล อยู่เสมอ แม้น จะมี คนบ่นมา หลายสิบปี ก็ยังไม่แก้ไข อืดอาดทางการศึกษาจนชาติย่อยยับก็ไม่คิดจะเปลี่ยนแปลงอะไร ----> อ้างปัญหาเดิมๆ เสมอมาว่า " ราชการและคน.ในระบบมากมาย ขยับยาก" โดยไม่คิดแก้ไข คิดใหม่ ทำใหม่
- ครูในโรงเรียน มี เรื่องมากมายให้ทำ จนไม่ได้สอน อะไร อะไร ก็โยนให้ครู โทษครู ---> คนที่รับผิดชอบเป็น ครู สมัยนี้ คือ สื่อมวลชน ชุมชน ผู้ปกครอง ฯลฯ แต่ ทุกคน บอกปัด และโยน มาให้ "ครู" ---> ไม่ fair กับครูเลยจริงๆนะ
- ครู ทำงานก็ทำๆๆๆ ครู ขี้เกียจ ก็ สุดๆๆ ครูขยัน จนมีปัญหาทางบ้าน "สอนลูกคนอื่น ลืมลูกตนเอง" ---> ชีวิตครอบครัวครูมีปัญหา ครูก็คงมา ระเบิดอารมณ์กับนักเรียน
- นวตกรรม = กรรมใหม่ นว = new
- นวตกรรม อย่าไปสนใจว่า คือ สินค้า ผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ แต่ มันครอบคลุมไปถึง นวตกรรมทางกระบวนการเรียนการสอน วิธีคิด ปรัชญา พฤติกรรม ฯลฯ ----> อย่าไป หลงทำ นวตกรรมที่สินค้า เท่านั้น ...... ท่าน คุณหญิง ดร กษมา ก็น่ารักมาก ท่านบอกว่า "ทำไปเถอะ เล็กๆน้อยๆ ก็ทำมา"
- อย่าไป สนใจว่า นวตกรรมนั้นๆ มาได้อย่างไร แต่ จงสนใจว่า กระบวนการ จนกว่า จะปิ๊ง ได้ นวตกรรม สำคัญกว่า
- แต่ในปีแรกๆ ให้พวกครูสบายใจ ก็ให้ รางวัลที่ผลไปก่อน เพราะ คนที่เข้าใจว่า "กระบวนการที่จะได้มาซึ่งนวตกรรม" เช่น การสร้างบรรยากาศ เวที นวตกร ฯลฯ คงต้องใช้เวลา อีก 2 - 3 ปี ...... การให้รางวัลแบบ Quick win นี้ ให้เพื่อ จูงใจ แต่ เชื่อเถอะ ครู บางคน ไปลอก OTOP มาส่งแน่ๆ เราก็ต้องปิดตา ทำโง่ไปก่อน ..... การทำ นวตกรรม อุปมา ปลูกต้นไม้ใหญ่ ต้องใจเย็นๆ
- การทำนวตกรรมนั้น เน้น บรรยากาศที่เอื้อต่อการทำนวตกรรม สร้างบรรยากาศ เปิดโอกาส เปลี่ยนนิสัยให้ "เปิดหู เปิดตา เปิดใจ" (Open mind , open heart , open will) ให้ได้ก่อน ..... "สร้างบรรยากาศก่อนสร้างนวตกร ----> สร้างนวตกร ก่อนสร้างนวตกรรม"
- การทำนวตกรรม อย่าเอาคนแบบ Newtonian มาดูแล นะ จะพังหมดเลย เพราะ พวกนี้ ไร้ "ใจ"
- อย่าชื่นชม คนสำเร็จมากไป เอาคนทำไม่สำเร็จ มาชื่นชมด้วย นี่เป็นจิตวิทยาขั้นสูง ใช้ Dialogue เป็น tool เพื่อ "บำบัด" แบบเนียนนุ่มลึก ----> อย่าละเลย Failure cases เพราะ คนล้มนี่แหละ หลายคนจริงใจ ความล้มเหลวนี่แหละ ทำให้เรียนรู้ คนอื่นๆได้รู้ สร้างความกล้าที่จะผิด แม้นบางราย เราจะรู้ว่าล้มเพราะ ขี้เกียจ ก็ปิดตาข้างหนึ่ง เพราะ เราเป็น ศึกษานิเทศก์ เราเป็น คุณอำนวย
- สงสารครูในในหนัง Final score เพราะ ระบบราชการ ทำให้ท่านออกมาเป็นอย่างนั้นเอง .... ตึง เครียด เน้นผล ขาดหางเสียง ฯลฯ ระบบราชการไทย ทำลาย ความสวยงาม ดีงาม งอกงาม กับการศึกษาได้อย่างมากมายสุดที่จะคิด
- ครู ไม่เข้าใจ ไม่ชำนาญจิตวิทยา ไม่มี "ใจ" มันก็แค่ เจ้าหน้าที่ผ่านข้อมูล
- มีเครื่องมือ ทาง LO & KM มากมาย ที่ ศึกษานิเทศก์ นำไปใช้ได้มาก คือ Show & share / Dialogue / Story telling / ยอวาที / เรียงความ / ]ละคร / เวทีชาวบ้าน / AAR / Blog / และ อื่นๆ อีกมากมาย
- ที่ บรรยากาศ ชิวๆ ที่คลื่นสมอง alpha จะผลิตความคิดดีๆ นวตกรรมออกมาได้เอง อย่าไปกด ดัน
- อุปมาทำนวตกรรม อย่าไปเร่งปุ๋ย อย่าไปเขย่าต้น แต่ ต้องสร้างบรรยากาศให้ ชิวๆ
- คนที่ขาดโอกาสทางการศึกษา จริงๆแล้ว คือ พ่อแม่ ครู และ ผู้บริหารการศึกษา
- ชุมชน สมัยใหม่ ทำตามพระราชดำริ เรียนรู้ได้ดีกว่า นักเรียน นักศึกษาในระบบสะอีก คนไม่เข้าโรงเรียน ดูจะฉลาดและเอาตัวรอดได้ดีกว่า คนที่เข้าไปโดนครอบกระโหลก ในระบบโรงเรียน ----> อย่าดูถูก คนเรียนน้อยนะครับ ฉลาดกว่า Doctor มีมากมาย และ ดีกว่า ศาสตรจารย์มากมาย
- ไม่น่าเชื่อ ศึกษานิเทศก์มากมาย ไม่ได้ดูหนัง Final score
- การฝึกเรื่อง sensing เป็นมิติใหม่ ของการศึกษาครับ มีเรียนกันแล้วใน มหา ฯ อย่าง Massachusett Institue of Technology เมืองไทย ยังเรียนแบบจำ ๆกันอยู่เลย
- ปริญญาแบบไทย คือ สะสม Information ใครจำมาก คิดตรงกับอาจารย์ ก็เรียกว่าเก่ง ในขณะที่สมัยใหม่ เป็น sensing เป็น การเรียนแบบ learn how to learn
- ให้เข้าใจใหม่ว่า "ความรู้" ต้องผ่านการทำ ------> เป็น Constructivism ไม่ใช่ หลง เอา "ข้อมูล" ไปเป็น "ความรู้"
สวัสดีค่ะอาจารย์...นาย ชลอ เอี่ยมสอาด
ขอบคุณค่ะ
หวัดดีค่ะ...
สวัสดีค่ะ....ขอขมว่า Blog สวยจริงๆค่ะ แต่ว่าเนื้อหายาวไปนิดนะคะ.......ผ่านมาเลยแวะมาทักทายค่ะ
ขอบคุณทุกท่านครับที่แวะมาเยี่ยม
ยินดีรับใช้ครับ
ใจร้อนเลยนำลงทั้งหมดครับ ต่อไปจะตัดเป็นตอนๆให้ครับ ขอโทษด้วยครับ
อย่าลืมมาเยี่ยมอีกนะครับ
ขอบคุณข้อความดีๆที่อ่านแล้วได้เตือนสติและฉุกใจได้คิดบ้างหล่ะ
ขอบคุณครับที่มาเยี่ยม
อย่าท้อครับทุกอย่างแก้ไขได้
ช่วยกันสร้างสังคมใหม่ให้ได้ครับ
การสะท้อนความคิดเห็นก่อนปฏิบัติการพัฒนานวัตกรรม
ข้าพเจ้าสอนวิชาภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 จำนวน 1 ห้องเรียน ซึ่งนักเรียนชั้นนี้ประกอบด้วยผู้เรียนที่มีพื้นฐานดังนี้ คือ นักเรียนที่เรียนค่อนข้างเก่ง นักเรียนที่อยู่ในระดับปานกลาง และนักเรียนที่อยู่ในระดับอ่อน แต่นักเรียนส่วนมากจะไม่รักการอ่าน ซึ่งการอ่านเป็นพื้นฐานสำคัญในการเรียนทุกสาระการเรียนรู้ ถ้าหากนักเรียนสามารถอ่านได้คล่อง เขียนคล่อง ก็จะเข้าใจเนื้อหาที่เรียน ย่อมส่งผลให้การเรียนรู้ในวิชาต่าง ๆ บังเกิดผลดีอย่างแน่นอน ทั้งนี้วิชาภาษาไทย เป็นวิชาทักษะที่นักเรียนต้องทำการฝึกฝนอย่างสม่ำเสมอ จึงจะเกิดความรู้ความเข้าใจ จนสามารถนำไปใช้ประโยชน์ในชีวิตประจำวันได้อย่างมีประสิทธิภาพ ข้าพเจ้าจึงคิดวิธีการสอนที่จะทำให้นักเรียน รักการอ่าน และอ่านได้คล่อง คือจัดทำหนังสือส่งเสริมการอ่าน แต่งเป็นนิทานสั้น ๆ มีภาพประกอบ และจัดทำแบบฝึกทักษะภาษาไทย โดยตั้งจุดประสงค์เป็นข้อ ๆ ในแต่ละจุดประสงค์จะมีแบบฝึกทักษะหลายกิจกรรม เพื่อให้บรรลุจุดประสงค์ที่ตั้งไว้ ซึ่งแบบฝึกสามารถทำได้ทั้งที่โรงเรียน และที่บ้านให้นักเรียนได้ฝึกทำบ่อย ๆ
การสังเกตผลการปฏิบัติ ข้าพเจ้าเห็นว่าการปฏิบัติตามแผนที่วางไว้มีผลต่อผู้เรียนดังนี้
1. นักเรียนมีโอกาสได้อ่านหนังสือส่งเสริมการ ทำให้มีนิสัยรักการอ่านมากขึ้น
2. นักเรียนได้ฝึกทำแบบฝึกทักษะภาษาไทย ทั้งที่โรงเรียน และที่บ้าน
3. นักเรียนอ่านคล่องและเขียนคล่องขึ้น
การสะท้อนความคิดหลังการปฏิบัติ
ผลจากการที่ใช้ “หนังสือส่งเสริมการอ่าน” เป็นเครื่องช่วยสอน ปรากฏว่า นักเรียนมีความสนใจในการเรียนดีขึ้น มีนิสัยรักการอ่าน และผ่านเกณฑ์การประเมินมากขึ้น ซึ่งเป็นสิ่งที่สามารถยืนยันได้ว่านอกจากครูจะต้องจัดกิจกรรมการเรียนการสอนที่หลากหลาย โดยยึดผู้เรียนเป็นสำคัญแล้ว อีกสิ่งหนึ่งที่จะทำให้การเรียนการสอนประสบผลสำเร็จ คือครูจะต้องเลือกใช้สื่อประกอบการเรียนการสอนที่เหมาะสมกับสภาพนักเรียน และสภาพปัญหาที่เกิดขึ้นด้วย
หนังสือและตำราประกอบการค้นคว้า
ถวัลย์ มาศจรัส. การเขียนหนังสือส่งเสริมการอ่าน และ หนังสืออ่านเพิ่มเติม
กรุงเทพมหานคร : เลิฟแอนด์ลิฟเพรส, 2535
ฐะปะนีย์ นาครทรรพ. ปัญหาภาษาไทยในสังคมปัจจุบัน. เอกสารประกอบคำบรรยาย
ไม่รู้เรื่องเลย....แต่ก็ดีนะ