การสะท้อนความคิดเห็นก่อนปฏิบัติการพัฒนานวัตกรรม
ข้าพเจ้าสอนวิชาภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 จำนวน 1 ห้องเรียน ซึ่งนักเรียนชั้นนี้ประกอบด้วยผู้เรียนที่มีพื้นฐานดังนี้ คือ นักเรียนที่เรียนค่อนข้างเก่ง นักเรียนที่อยู่ในระดับปานกลาง และนักเรียนที่อยู่ในระดับอ่อน แต่นักเรียนส่วนมากจะไม่รักการอ่าน ซึ่งการอ่านเป็นพื้นฐานสำคัญในการเรียนทุกสาระการเรียนรู้ ถ้าหากนักเรียนสามารถอ่านได้คล่อง เขียนคล่อง ก็จะเข้าใจเนื้อหาที่เรียน ย่อมส่งผลให้การเรียนรู้ในวิชาต่าง ๆ บังเกิดผลดีอย่างแน่นอน ทั้งนี้วิชาภาษาไทย เป็นวิชาทักษะที่นักเรียนต้องทำการฝึกฝนอย่างสม่ำเสมอ จึงจะเกิดความรู้ความเข้าใจ จนสามารถนำไปใช้ประโยชน์ในชีวิตประจำวันได้อย่างมีประสิทธิภาพ ข้าพเจ้าจึงคิดวิธีการสอนที่จะทำให้นักเรียน รักการอ่าน และอ่านได้คล่อง คือจัดทำหนังสือส่งเสริมการอ่าน แต่งเป็นนิทานสั้น ๆ มีภาพประกอบ และจัดทำแบบฝึกทักษะภาษาไทย โดยตั้งจุดประสงค์เป็นข้อ ๆ ในแต่ละจุดประสงค์จะมีแบบฝึกทักษะหลายกิจกรรม เพื่อให้บรรลุจุดประสงค์ที่ตั้งไว้ ซึ่งแบบฝึกสามารถทำได้ทั้งที่โรงเรียน และที่บ้านให้นักเรียนได้ฝึกทำบ่อย ๆ
การสังเกตผลการปฏิบัติ ข้าพเจ้าเห็นว่าการปฏิบัติตามแผนที่วางไว้มีผลต่อผู้เรียนดังนี้
1. นักเรียนมีโอกาสได้อ่านหนังสือส่งเสริมการ ทำให้มีนิสัยรักการอ่านมากขึ้น
2. นักเรียนได้ฝึกทำแบบฝึกทักษะภาษาไทย ทั้งที่โรงเรียน และที่บ้าน
3. นักเรียนอ่านคล่องและเขียนคล่องขึ้น
การสะท้อนความคิดหลังการปฏิบัติ
ผลจากการที่ใช้ “หนังสือส่งเสริมการอ่าน” เป็นเครื่องช่วยสอน ปรากฏว่า นักเรียนมีความสนใจในการเรียนดีขึ้น มีนิสัยรักการอ่าน และผ่านเกณฑ์การประเมินมากขึ้น ซึ่งเป็นสิ่งที่สามารถยืนยันได้ว่านอกจากครูจะต้องจัดกิจกรรมการเรียนการสอนที่หลากหลาย โดยยึดผู้เรียนเป็นสำคัญแล้ว อีกสิ่งหนึ่งที่จะทำให้การเรียนการสอนประสบผลสำเร็จ คือครูจะต้องเลือกใช้สื่อประกอบการเรียนการสอนที่เหมาะสมกับสภาพนักเรียน และสภาพปัญหาที่เกิดขึ้นด้วย
หนังสือและตำราประกอบการค้นคว้า
ถวัลย์ มาศจรัส. การเขียนหนังสือส่งเสริมการอ่าน และ หนังสืออ่านเพิ่มเติม
กรุงเทพมหานคร : เลิฟแอนด์ลิฟเพรส, 2535
ฐะปะนีย์ นาครทรรพ. ปัญหาภาษาไทยในสังคมปัจจุบัน. เอกสารประกอบคำบรรยาย