สามเทพธิดาประสานกายในระบบเกษตรอินทรีย์

ผมไม่เคยรู้สึกถึงความรู้เช่นนี้เลยจากการอ่านตำรา หรือเอกสารต่างๆพอมาเรียนด้วยวิธีนี้ ผมจึงเริ่มปฏิเสธตำราที่ขาดจิตวิญญาณ และไม่อยู่กับความเป็นจริงของโลก มีแต่จินตนาการทางวิชาการเฉพาะสาขาที่ไม่เป็นจริงในธรรมชาติ
(ผมได้คุยกับคุณเม้งทาง MSN ตอนเย็นวันนี้ เห็นว่ามีสาระที่เป็นประโยชน์ ก็เลยนำมาแต่งคำให้เหมาะสำหรับคนทั่วไป ดังนี้) 

จากการที่ผมได้มาทำนาอินทรีย์ด้วยตนเองแบบลงมือเอง ๑๐๐% ทำให้ผมมีโอกาสไปสัมผัสของจริง

  

มีโอกาสไปนั่งดูดิน ดูน้ำ ดูข้าว ดูต้นไม้ และดูสัตว์ชนิดต่าง อยู่ในระบบนิเวศน์แบบพึ่งพากัน

  

ทำให้ผมยิ่งมั่นใจในเทคนิคและวิธีการของ การทำนาแบบไม่ไถ ไม่ดำ ไม่หว่าน ไม่ใช้สารเคมี ไม่ทำร้ายตัวเอง ไม่ทำร้ายผู้อื่น และไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม

  

โดยมีเป้าหมายเพื่อให้ระบบดิน น้ำ พืช สัตว์ ที่ถูกทำลายจนเสื่อมโทรม ได้มีโอกาสปรับเข้าสู่สมดุลเดิม และฟื้นตัวขึ้นมาอย่างเป็นธรรมชาติ

  

และเป็นแนวทางที่พระแม่ต่างๆ และเทวาอารักษ์จะพัฒนาชีวิตร่วมกัน

  

แต่ผมยังไม่สามารถเชื่อมพระพิรุณ กับเทวาอารักษ์เข้ามาในระดับแปลงของผมได้ เนื่องจากยังต่าง Scale มาก

  

ในระดับนาไม่ถึง ๒๐ ไร่ ผมคงจะโยงหาพระพิรุณยากมาก ท่านคงยังมองนาผมไม่เห็น เล็กเกินไป ผมคงต้องหาพวกมากๆ

  

ผมไม่เคยรู้สึกถึงความรู้เช่นนี้เลยจากการอ่านตำรา หรือเอกสารต่างๆ

  

พอมาเรียนด้วยวิธีนี้ ผมจึงเริ่มปฏิเสธตำราที่ขาดจิตวิญญาณ และไม่อยู่กับความเป็นจริงของโลก มีแต่จินตนาการทางวิชาการเฉพาะสาขาที่ไม่เป็นจริงในธรรมชาติ

  

ผมเคยไปบรรยายเรื่องตำราขาดจิตวิญญาณให้ฝรั่งฟัง เขาไม่เข้าใจ ผมรู้สึกว่าผมแปลไม่กินใจ และเขาก็ไม่เข้าใจอะไรลึกๆอย่างที่ผมสัมผัสเอง

   

โดยเฉพาะที่เกี่ยวกับ

 

·       พระแม่ธรณีที่มีชีวิตจะทำหน้าที่ร่วมกับพระแม่คงคาที่มีชีวิต ดูแลเลี้ยงดูพระแม่โพสพ จนได้ผลไว้มาเลี้ยงเราอีกชั้นหนึ่ง

 

·       แมง แมลงในดิน ไส้เดือน เป็นผู้ปรนนิบัติพระแม่ธรณี

 

·       สัตว์น้ำเป็นสมุนพระแม่คงคา ทำให้คงคามีชีวิต

 

·       นก แมลง เป็นสายเชื่อมของระบบ และจะดูแลกันเอง

 

·       โดยมีเทพาอารักษ์เป็นผู้คุ้มครอง

 

·       พระพาย พระอาทิตย์ช่วยส่งเสริม เพิ่มพลังครบวงจร โดยพระอาทิตย์ร่วมส่งเสริม

 

·       พระธรรมจะเป็นหลักคิดร่วมรักษาระบบนิเวศน์ด้วยครับ

  

ในปัจจุบัน

 

·       พระแม่ธรณีถูกทำร้าย ไถ คราด เผา จนขาดสิ่งปกคลุม รวมไปถึง จุลินทรีย์ ที่ถูกเผาทิ้ ง ถูกฆ่าตัดตอน ขาดการดูแล เสียสมดุล

 

·       พระแม่คงคาก็โดนสารพิษ สารเคมี ปุ๋ย และสารที่ทำให้น้ำเน่า

 

·       พระแม่คงคาตาย สิ่งไม่ดีก็แพร่กระจายเป็นปัญหา ทั้งหอย ปู ปลา

 

·       พระแม่ธรณีอ่อนแรง ต้องให้ยากระตุ้นประสาท แต่ไม่ให้กินอาหาร จะเอาแรงมาจากไหน นอกจากอยู่แบบซังกะตาย

 

·       พระแม่โพสพ ก็จบ

 

·       พระแม่โพสพ   ก็ถูกบีบให้ตัวเล็กๆ แต่มีลูกมากๆ ใครจะไปทนไหว ต่อไปคงหว่านปั๊บ หนึ่งเมล็ด ได้เป็นสิบเมล็ดทันตาเห็นไม่ได้ให้มีโอกาสได้หายใจกันบ้างเลย

 

·       เทวาอารักษ์จะเข้ามาอุ้ม มาประคองพระแม่ธรณีก็ถูกฆาตกรรม ตัดแขนตัดขา

 

·       อาหารที่เทพาอารักษ์ส่งมาเลี้ยงพระแม่ธรณี พระแม่คงคาก็ถูกปล้นเอาไปเผาทิ้ง

 

·       หน่วยเสบียงของพระแม่ธรณี (สัตว์เลี้ยง) ก็ถูกทำลาย กีดกัน ทำลาย กักขัง จนทำหน้าที่ไม่ได้   

  

เมื่อเทพธิดาทั้งสามหมดแรง แล้วเราจะเหลืออะไร

  

แล้วพระแม่โพสพ จะอยู่อย่างไร

 

แล้วเราจะอยู่อย่างไร

 

ใครจะให้เราพึ่งโดยไม่เอาเปรียบเรา

 ลองคิดดูสักนิดซิครับ 

หันกลับมา หาวิธีดูแลพระแม่ทั้งสามกันดีกว่า

เราจะได้พึ่งพาท่านได้ต่อไปเหมือนในอดีตที่ท่านเลี้ยงปู่ย่า ตาทวดเรามาเป็นพันๆปี ยังไงเล่าครับ 

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน ความรู้เพื่อชีวิต

คำสำคัญ (Tags)#เกษตรอินทรีย์#ความรู้เพื่อชีวิต#พระแม่โพสพ#พระแม่ธรณี#มหาชีวาลัย#kmr#km ธรรมชาติ#พระแม่คงคา#การเเล้ยงสัตว์#ระบบนิเวศนเกษตร

หมายเลขบันทึก: 121359, เขียน: 22 Aug 2007 @ 20:03 (), แก้ไข: 11 Feb 2012 @ 20:01 (), สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ, ความเห็น: 7, อ่าน: คลิก


ความเห็น (7)

Handy
เขียนเมื่อ 
สวัสดีครับ
      กลั่นออกมาได้แบบนี้ พอจะประมาณได้ว่าตอน M กับหนุ่มเม้งเยอรมัน จะมันหยดและยืดยาวเพียงใด เห็นพ่อครูบาแอบนินทาว่า จับคู่ถูก แล้วครับ
     โดยสาระทั้งหมด  ผมซาบซึ้งมาก  เพราะตอนเด็กๆ  ผมอยู่ท่ามกลางความสมบูรณ์ ความสมดุล ของธรรมชาติ พระแม่ทั้งสาม อยู่ใกล้ชิดกับพวกเรา จนกระทั่ง ถนน  ไฟฟ้า และความก้าวหน้าทางวัตถุเหยียบย่างเข้าไปนั่นแหละครับ ทุกอย่างก็เริ่ม "วินาศ" และเหลือเพียงภาพฝันในปัจจุบัน

อยากให้กลับไปเหมือนเดิมด้วยครับ แต่ก่อนอยู่บ้านในป่าในเขา ออกจะสบาย ไม่เหมือนในเมืองมีแต่เสียงดัง อากาศก็ไม่ดีครับ

แต่ก่อนเราก็ดีอยู่แล้ว ถ้าจะอยู่ก็อยู่ได้ด้วยตัวเอง ทำไมต้องตามคนอื่น ตามเทคโนโลยีต่างประเทศ ที่ไม่เหมาะกับประเทศเราเลย แต่ยังไงก็ย้อนกลับไม่ได้แล้วครับ แต่เริ่มคิด เริ่มทำได้ใหม่ ผมว่าน่าจะทันนะ ถ้าทุกคนช่วยกัน

ขอบคุณครับสำหรับความคิดเห็น
P
Handy
เมื่อ พ. 22 ส.ค. 2550 @ 20:53
ผมก็เตรียมการไว้บ้าง คิดใหม่เอาบ้างนะครับ
ผมคิดว่าจะตีเรื่องนี้ให้ชัด และหักปากกานักวิชาการสายเดี่ยวให้กระเจิง เพื่อให้มาเกิดในโลกใหม่ที่สดใสกว่าเดิมนะครับ
หวังว่าคงจะได้เจอกันบ่อยๆนะครับ

 
P
ที
เมื่อ พ. 22 ส.ค. 2550 @ 21:05
ผมก็หวังว่าจะให้ทุกคนคิดหวนกลับ แต่ความรู้ต้องคนละชุดแน่นอน
ตอนนี้ผมก็พยายามสร้างอยู่ เรื่องนี้หาที่พึ่งยากจริงๆ นักวิชาการหอคอยงาช้างนี่คุยกันไม่ค่อยรู้เรื่องหรอกครับ

สวัสดีครับ ท่านอาจารย์และทุกท่าน

  • เมื่อวานผมไปซักผ้า แล้วบังเิอิญเจอเด็กหนุ่มเยอรมันคนหนึ่ง เลยยืนคุยกันอยู่ร่วมชั่วโมง ว่าด้วยเค้าเคยไปเที่ยวเมืองไทย และคุยไปคุยมาก็มาออกพระธรรมครับ  คือธรรมชาตินะครับ
  • เราได้ประเด็นร่วมกันและเห็นพ้องกันเยอะ เช่น ทำไมสัตว์ทั่วๆ ไปที่ไวต่อภัยต่างๆ เราบอกกันว่าเพราะว่าสัตว์เหล่านั้น เค้าอยู่ร่วมกับธรรมชาติได้ดี เมื่อมีเหตุอะไรจะเกิดขึ้นเค้าจะเข้าใจผ่านธรรมชาติที่เป็นเพื่อนของเค้าแล้วรับรู้สัมผัสสิ่งนั้นได้ละเอียดกว่าคนเราครับ
  • ขอบคุณมากครับ 

คุณเม้ง

ท่าน่ากลัวที่สุดคือคือ

เราทำลายทุกอย่างที่ขวางหน้าเราจนแทบหมด ก่อนที่เราจะรู้ประโยชน์ และคุณค่าของสิ่งเหล่านั้นครับ

และ

พอจะรู้ก็สายไปซะแล้ว นะครับ

ไม่ทราบจะป้องกันได้อย่างไรดี ผมเองก็ยังคิดไม่ออกครับ

สวัสดีครับอาจารย์

  • เรียนรู้เอาจากโทษก็น่าจะได้มั้งครับ
  • สร้างความรู้เอาจากปัญหาที่ได้รับ น่าจะต้องกราบขอบพระคุณ คุณปัญหา ใครแปลงปัญหาให้เป็นปัญญาได้ก็เจอแสงธรรม
  • แปลงไม่ได้ก็อยู่กับปัญหาไปครับ สายบ้าง ทันกาลบ้าง ไม่ทันบ้าง รอดบ้าง ตายไปบ้าง เป็นเรื่องธรรมดานะครับ
  • กินมากก็พุงแตก กินน้อยก็พุงแห้ง กินพอดีก็ไปได้พอดี คิดกันได้ทุกคน ทุกสิ่งมีชีวิตครับ
  • ขอบคุณมากครับ
ผมสับสนเรื่อง การพัฒนา  กับ ดั้งเดิม    ไม่รู้ว่าจะยืนอยู่ตรงไหนแล้วครับ  ลองคิดถึงทำการเกษตรแบบดั้งเดิม  เชื่อได้เลยครับว่าเกษตรกรจะยากจนลงกว่านี้เยอะ  และจะเหนื่อยกว่านี้หลายเท่า  พื้นที่แถวบ้านผมเป็นนาร้างหมดแล้วครับ  น้ำเยอะเกินเพราะพญานาคให้น้ำมากเกิน  ด้วยความคิดที่ว่าพระพิรุณให้น้ำไม่เป็นเวล่ำเวลา เลยกั้นเขื่อนปล่อยน้ำตลอดปี  ดินไม่ได้พัก แช่น้ำตลอดปี ในขณะที่ วัฒนธรรมการทำนาไม่เปลี่ยน นาข้าวเลยกลายเป็นป่ากก รกจนวัวควายบุกไม่ไหว เมื่อชื้นตลอดปีทากก็ชุม  คนกลัวทากเลยไม่กล้าทำนากัน  คนกลัวเหนื่อยไม่สู้ที่จะไถบุกดงกก  ต้นเหตุอยู่ที่น้ำมากเกินไปครับ