Concept of family caregiving (Part I)

            ช่วงนี้ผมกำลังศึกษาเกี่ยวกับ "บทบาทของผู้ดูแลผู้ป่วยในครอบครัว" ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการเรียนการสอน ในสาขาการพยาบาลเวชปฏิบัติครอบครัว ครับ เนื้อหาที่รวบรวมมา บางส่วนผมเอามาลงใน blog และส่วนที่เหลือจะค่อยทะยอยเอามาลงใน blog โดยหวังว่าหากมีใครเข้ามาอ่าน และมีความเข้าใจ ใน Concept of working with Family caregiver ช่วยกันแนะนำ ในการปรับปรุงเนื้อหาด้วยนะครับ หรือมีแหล่งข้อมูลที่จะแนะนำ ก็ขอขอบคุณล่วงหน้านะครับ 

Concept of family caregiving

ความหมายของญาติผู้ดูแลที่บ้าน หรือผู้ดูแลในครอบครัว
         คำว่า “ผู้ดูแล” หรือ “ญาติผู้ดูแลที่บ้าน” หรือ “ผู้ดูแลในครอบครัว” หรือศัพท์ภาษาอังกฤษที่เขียนในบทความ หรือรายงานวิจัยต่างๆ คือ “Family caregiver” นิยมใช้ในสหรัฐอเมริกา หรือ “Carers” นิยมใช้ใน สหราชอาณาจักร ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ มีผู้ให้ความหมายไว้หลากหลาย เช่น 
       ผู้ดูแล คือ “ผู้ให้การดูแลในกิจกรรมลักษณะต่างๆ ที่บ้าน โดยไม่ได้รับค่าจ้างหรือค่าตอบแทน เป็นการดูแลที่มีพื้นฐานมาจากจริยธรรม อารมณ์ โดยมีความผูกพันทางเครือญาติ” (Ross & Mackenzie, 1996)
   ผู้ดูแล คือ “ใครบางคนที่ให้การดูแลญาติหรือเพื่อนที่เจ็บป่วย ทุพพลภาพ หรือจากการสูงอายุ โดยไม่สามารถดูแลจัดการตนเองที่บ้านได้โดยปราศจากการช่วยเหลือ ผู้ดูแลที่ไม่เป็นทางการจะไม่ได้รับค่าจ้างในการดูแล” (Carers UK, 2005)
      ผู้ดูแล คือ “ญาติหรือบุคคลที่ให้ความช่วยเหลือ ดูแลผู้ป่วยที่บ้าน มีความสัมพันธ์กันแบบญาติ ให้การดูแลโดยไม่รับค่าตอบแทน การดูแลเกิดขึ้นที่บ้านหรือชุมชนแหล่งที่อยู่อาศัย (ยุพาพิน ศิรโพธิ์งาม, 2539)
     สรุป “ผู้ดูแล” คือ สมาชิกในครอบครัวที่ให้ความช่วยเหลือ ดูแลสมาชิกในครอบครัว ซึ่งเจ็บป่วย พิการ หรือเจ็บป่วยเรื้อรัง ที่ไม่สามารถดูแลจัดการตนเองได้ โดยผู้ดูแลจะมีความสัมพันธ์กันแบบเครือญาติ และให้การดูแลโดยไม่ได้มุ่งหวังค่าตอบแทน


ความหมายของ family caregiving
      การดูแล มีผู้ให้ความหมายไว้หลายลักษณะ เช่น
     การดูแล (caregiving) หมายถึง กระบวนการช่วยเหลือบุคคลที่มีภาวะพร่องความสามารถทางร่างกาย และ จิตใจตามความต้องการของผู้รับการดูแล โดยครอบคลุมทุกด้านไม่ว่าด้วยเหตุผลใดๆ ก็ตาม ซึ่งผู้ดูแลต้องใช้กลวิธี เทคนิคต่างๆ ตามลักษณะของงานดูแลที่แตกต่างกันไปแต่ละระดับความรุนแรงของโรคที่เกิดขึ้น (Kane & Kane, 2000)
     การดูแล (caregiving) หมายถึง กระบวนการช่วยเหลือบุคคลที่มีภาวะพร่องความสามารถทางร่างกาย และ จิตใจตามความต้องการของผู้รับการดูแลกระบวนการช่วยเหลือบุคคลที่มีภาวะพร่องความสามารถทางร่างกาย และ จิตใจตามความต้องการของผู้รับการดูแล ซึ่งต้องได้รับการตอบสนองหรือช่วยเหลืออย่างต่อเนื่อง (George, 1996)
     ในแง่ผู้สูงอายุ การดูแล (caregiving) หมายถึง คือ การให้ความช่วยเหลือผู้สูงอายุ ที่ไม่สามารถไปใช้บริการที่จัดขึ้นในหน่วยบริการต่างๆ ได้ (ศศิพัฒน์ ยอดเพชร, 2544 อ้างใน ศิริพันธุ์ สาสัตย์, 2549)
     สรุป “การดูแล” คือ การช่วยเหลือสมาชิกในครอบครัวที่มีภาวะพร่องความสามารถทั้งทางด้านร่างกายและจิตใจ โดยการช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ของสมาชิกในครอบครัว ในการตอบสนองความต้องการภาวะพร่องความสามารถดังกล่าว โดยการช่วยเหลือเป็นกิจกรรมที่กระทำอย่างต่อเนื่อง

ความสำคัญของ Family caregiving
ความสำคัญของผู้ดูแลในครอบครัว (Family caregiver)
      สภาวะปัจจุบัน สถานพยาบาลของรัฐที่มีอยู่ สมารถรองรับได้แต่ผู้ป่วยด้วยโรคเฉียบพลันเท่านั้น ยังไม่มีสถานดูแลผู้ป่วยแบบเรื้อรังให้กับประชาชน ขณะเดียวกันนโยบายทางด้านสาธารณสุขและสังคม ได้มีการส่งเสริมให้มีการดูแลในชุมชน (Community care) เพื่อให้ผู้ป่วยอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ตนคุ้นเคย ลดการย้ายเข้ามาอยู่ในสถานพยาบาล และยังช่วยลดต้นทุนในการให้บริการสุขภาพด้วย ความก้าวหน้าทางด้านวิทยาศาสตร์การแพทย์ ทำให้สามารถรักษาโรคเจ็บป่วยเฉียบพลันได้ ส่วนหนึ่งเปลี่ยนแปลงเป็นการเจ็บป่วยเรื้อรัง ที่ต้องอยู่ในสภาพพึ่งพา ต้องได้รับการช่วยเหลือ หรือช่วยการทำกิจวัตรประจำวันให้ ซึ่งกลุ่มผู้ป่วยเรื้อรังเหล่านี้ ส่วนใหญ่ได้รับการดูแลโดยคนในครอบครัว แต่การดูแลผู้ป่วยเรื้อรังในบ้านนั้น เป็นงานที่หนักมาก มีผลต่อสภาพร่างกาย จิตใจ และฐานะทางด้านการเงินของผู้ดูแล จนผู้ดูแลอาจกลายเป็นผู้ป่วยด้วย โดยที่ผู้อื่นอาจมองไม่เห็น หรือเรียกว่า ผู้ป่วยแฝง (hidden patient) จากการสำรวจกลุ่มผู้สูงอายุที่ป่วยด้วยโรคเรื้อรัง ในสหรัฐอเมริกา ใน ค.ศ. 1980 พบว่าผู้สูงอายุร้อยละ 80 ดูแลโดยคนในครอบครัว ซึ่งเป็นบุคคลในวัยผู้ใหญ่ ประมาณ 10 ล้านคน ซึ่งต้องให้การดูแลอยู่ตลอดเวลา (Lubkin & Payne, 1998. อ้างใน ลิวรรณ อุนนาภิรักษ์, 2547)


การแบ่งประเภทของ family caregiving
     ประเภทของผู้ดูแล การพิจารณาผู้ดูแลโดยแบ่งตามความสัมพันธ์ระหว่างผู้ดูแลและผู้รับการดูแลเป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ ดังนี้ (Alzheimer Research, 2003; Bell & Gibbons, 1989; Parker, 1992. อ้างใน ศิริพันธุ์ สาสัตย์, 2549)
     1) ผู้ดูแลอย่างเป็นทางการ (formal caregiver/carers) หมายถึง ผู้ดูแลที่เป็นวิชาชีพ จากสถานพยาบาล หรือองค์กรต่างๆ ที่ผ่านการฝึกอบรมมาก่อน เป็นผู้ดูแลที่ไม่มีความสัมพันธ์ส่วนตัวกับผู้รับการดูแล เช่น ลูกจ้างดูแล พยาบาล ทีมสุขภาพ องค์กรต่างๆ รวมทั้งผู้ช่วยการดูแลจากศูนย์ที่ให้บริการดูแลผู้ป่วยที่บ้าน (care assistant) โดยอาจจะไม่รับ หรือรับค่าตอบแทนที่เป็นค่าจ้างหรือรางวัลก็ได้ ตามข้อตกลง
     2) ผู้ดูแลที่ไม่เป็นทางการ (informal caregiver/carers) หมายถึง ผู้ดูแลให้การช่วยเหลือในชีวิตประจำวันต่างๆ แก่ผู้ป่วยโดยไม่ผ่านการฝึกอบรมมาก่อน การดูแลอาจยาวนาน 24 ชั่วโมงต่อวัน มักพบว่ามีความสัมพันธ์แบบ 1 ต่อ 1 (Ungerson, 1990) ผู้ดูแลที่มีความสัมพันธ์ส่วนตัวกับผู้รับการดูแล การดูแลเกิดจากความรัก ความผูกพัน สำนึกในบุญคุณหรือหน้าที่ แรงจูงใจของการดูแลอาจมาจากความสัมพันธ์ทางการสมรส หรือจากครอบครัว เช่น สมาชิกในครอบครัว ลูก หลาน ญาติ เพื่อน หรือเพื่อนบ้านของผู้ป่วย เป็นต้น โดยมุ่งเน้นเฉพาะการให้การดูแลโดยไม่รับค่าตอบแทนที่เป็นค่าจ้างหรือรางวัล
     ในกลุ่มของผู้ดูแลที่ไม่เป็นทางการอาจมีผู้ที่ดูแลผู้ป่วยร่วมกันหลายคน Parker (1992) ได้อธิบายความแตกต่างของกลุ่มผู้ดูแลแบบไม่เป็นทางการ ตามลักษณะความสัมพันธ์กับผู้ป่วยและปริมาณการช่วยเหลือที่ให้ ดังนี้
1. แบ่งตามลักษณะความสัมพันธ์กับผู้ป่วย
      1.1. ผู้ดูแลที่เป็นญาติ หรือญาติผู้ดูแล (Family caregiver/carers) คือ ผู้ให้การดูแลช่วยเหลือผู้ป่วยที่เป็นสมาชิกในครอบครัวเดียวกัน ซึ่งเป็นผู้ดูแลไม่เป็นทางการที่พบบ่อยในสังคมไทย ทั้งนี้ในกลุ่มผู้ดูแลที่เป็นญาตินี้ อาจประกอบไปด้วยผู้ดูแลหลัก และผู้ดูแลรอง เช่น สมาชิกบางคนดูแลเรื่องกิจวัตรประจำวัน บางคนดูแลเรื่องค่าใช้จ่าย บางคนดูแลเรื่องการพาไปพบแพทย์ ซึ่งขึ้นอยู่กับความสะดวกหรือความคล่องตัว ในการติดต่อประสานงาน เป็นต้น
      1.2. ผู้ให้การช่วยเหลือไม่เป็นทางการ (Informal helper) คือ ผู้ให้การดูแลช่วยเหลือผู้ป่วยที่มาจากเครือญาติอื่นๆ เพื่อน หรือเพื่อนบ้าน ที่ให้การช่วยเหลืองานบ้านหรือกิจวัตรประจำวันโดยไม่คิดค่าตอบแทน การช่วยเหลือมาจากความรัก ความผูกพัน หรือการตอบแทนคุณความดีที่ผู้ป่วยเคยมีให้แก่ผู้ดูแล ประเภทนี้มาก่อนในอดีต
2. แบ่งตามปริมาณการช่วยเหลือที่ให้ มีดังนี้
     2.1. ผู้ดูแลหลัก (main carers/major/primary caregiver) หมายถึง ผู้ที่เป็นหลักในการรับผิดชอบดูแลผู้ป่วยโดยตรงอย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่องมากกว่าผู้อื่น บุคคลที่ได้รับการระบุว่าเป็นผู้ที่ให้การช่วยเหลือดูแลในระยะเวลาเจ็บป่วย หรืออาจเป็นผู้ดูแลที่คิดเป็นชั่วโมงดูแลต่อวันสูงสุด หรือผู้ที่อาจยอมรับว่าตนเองเป็นผู้ดูแล (self-identified) ทำหน้าที่ปฏิบัติกิจวัตรประจำวัน เช่น อาบน้ำ แต่งตัว ดูแลกิจวัตรประจำวัน ดูแลสุขวิทยาส่วนบุคคล ดูแลเรื่องการกินยา การทำแผล เป็นต้น โดยให้เวลาของการดูแลสม่ำเสมอมากกว่าผู้อื่น (ศิริพัฒน์ ยอดเพชร, 2547) ผู้ดูแลหลักเป็นผู้ที่เผชิญกับความเครียดสูงสุด และผู้ให้การดูแลผู้ป่วยที่มีระด้วยโรคหรือปัญหาสุขภาพต่างกันจะมีระดับของความเครียดต่างกัน (ศิริพันธุ์ สาสัตย์, 2549)
     2.2. ผู้ดูแลรอง (secondary caregiver/carers) หมายถึง บุคคลอื่นที่อยู่ในเครือข่ายของการให้การดูแลเท่านั้น อาจมีส่วนร่วมในการทำกิจกรรมบางอย่าง แต่ไม่ได้ทำอย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่อง หรือมีระยะเวลาของการดูแลคิดเป็นชั่วโมงน้อยกว่าผู้ดูแลหลัก เช่น ให้การดูแลผู้ป่วยแทน เป็นครั้งคราวเมื่อมีความจำเป็น เป็นธุระพาผู้ป่วยไปพบแพทย์ พาผู้ป่วยไปปฏิบัติธรรม (ศิริพัฒน์ ยอดเพชร, 2547) หรือเป็นผู้ช่วยของผู้ดูแลหลัก ในการดูแลเท่านั้น


ลักษณะของผู้รับการดูแล
      ผู้รับการดูแลหรือผู้รับความช่วยเหลือ หมายถึง บุคคลที่มีภาวะสุขภาพที่เปลี่ยนแปลงไปเนื่องจากโรค ความพิการ หรือความเสื่อมถอยของสมรรถภาพร่างกาย จิตใจ หรืออารมณ์ ที่มีผลทำให้มีข้อจำกัดในการปฏิบัติกิจวัตรประจำวัน หรือก่อให้เกิดความต้องการในการดูแลรักษาเฉพาะโดยความต้องการนั้นต้องได้รับการตอบสนอง หรือช่วยเหลืออย่างต่อเนื่อง ลักษณะของผู้รับการดูแล สามารถพิจารณแบ่งเป็น 2 ประเภท (George, 1996 อ้างใน วรรณรัตน์ ลาวัง และคณะ, 2547) ดังนี้
1. บุคคลที่มีความผิดปกติทางร่างกายและจิตใจ
     1.1. ผู้ป่วยเรื้อรัง เช่น อัมพาต หัวใจ ไต โรคทางจิตเวช เป็นต้น
     1.2. ผู้มีความพิการทางร่างกายต่างๆ เช่น แขน ขา ดวงตา หู เป็นต้น
     1.3. ผู้มีความบกพร่องทางสติปัญญา เช่น ปัญญาอ่อน เป็นต้น
2. บุคคลที่ช่วยเหลือตนเองไม่ได้ หรือได้น้อยตามพัฒนาการ เช่น วัยทารก วัยเด็ก วัยสูงอายุ เป็นต้น


สถานที่สำหรับการดูแล
     สถานที่ใดก็ได้ที่ผู้รับบริการใช้เป็นสถานที่พักอาศัย อาจจะเป็นบ้าน เพิง อพาร์ทเม็นท์ อาคารชุดหรืออื่นๆ ที่ได้รับการพิจารณาว่าเป็นแหล่งที่อยู่อาศัย หรือชุมชน แต่ไม่ใช่โรงพยาบาลหรือสถานบริการสุขภาพใดๆ


คุณลักษณะของญาติผู้ดูแลที่บ้าน (Demographic of family caregiving)
      คุณลักษณะโดยทั่วไปของญาติผู้ดูแลที่บ้าน เป็นปัจจัยสำคัญ ที่มีอิทธิพลในการพิจารณาว่าบุคคลใดในครอบครัวหนึ่งๆ จะเหมาะสมหรืออยู่ในข่ายที่น่าจะเป็นผู้รับผิดชอบหลักในการดูแลผู้ป่วยที่บ้าน และมีผลต่อความพร้อม ความสามารถ เวลา และความสะดวกในการให้การดูแล ซึ่งคุณลักษณะของญาติผู้ดูแลจากรายงานการวิจัย ทั้งในและต่างประเทศ (Exploring the myths: Caregiving in American, 1998; ชนิตา มณีวรรณ, เมรีย์ สุดจินดา และคณะ, 2535; ชนิตา มณีวรรณ, สุนทรี ภาณุทัต และคณะ, 2536; วิภาวรรณ ชอุ่ม, 2536. อ้างใน ยุพาพิน ศิรโพธิ์งาม, 2539) สามารถสรุปได้ดังนี้
1. อายุ
      ผู้ดูแลที่อายุมาก จะผ่านเหตุการณ์ในชีวิตมาก กระบวนการตัดสินใจ การเผชิญปัญหา และการดูแลผู้ป่วยอาจดีกว่าผู้ที่มีอายุน้อย ซึ่งการศึกษาของ วรรณรัตน์ ลาวัง, รัชนี สรรเสริญ, ยุวดี รอดจากภัย (2547) ซึ่งศึกษาสถานการณ์และความต้องการของญาติผู้ดูแลผู้ใหญ่ป่วยเรื้อรังที่บ้าน ในเขตภาคตะวันออก พบว่าผู้ดูแลส่วนใหญ่มีอายุอยู่ในช่วงดังต่อไปนี้ คือ อายุช่วง 41 – 50 ปี และ 31 – 40 ปี ในจำนวนใกล้เคียงกัน (ร้อยละ 21.1 และ 20.8) รองลงมาคือ 51 – 60 ปี และ 61 – 70 ปี (ร้อยละ 19.5 และ 17.1) อย่างไรก็ตาม ผู้ดูแลที่อายุมากสุขภาพย่อมมีความเสื่อมตามวัย ย่อมให้การดูแลผู้ป่วยได้ไม่นาน จึงต้องการผู้ช่วยเหลือด้านแรงงานมากกว่า ผู้ที่มีอายุน้อย
2. เพศ
       ลักษณะของผู้ให้การดูแลผู้ป่วยที่บ้าน นั้น เพศหญิง เพศชาย อาจมีความแตกต่างกันในเรื่อง ความเชื่อ เจตคติ และค่านิยมที่ต่างกัน กล่าวคือ ผู้ดูแลเพศหญิงจะถูกอบรมเลี้ยงดูให้เป็นผู้ดูแลงานบ้าน และช่วยดูแลสมาชิกในบ้าน เช่น เด็กเล็ก หรือ ผู้สูงอายุ การเข้ารับบทบาทของผู้ดูแลจะสามารถปรับตัวได้ง่าย ส่วนเพศชายจะถูกอบรมเลี้ยงดูให้เป็นผู้หารายได้มาสนับสนุนครอบครัว หากต้องรับบทบาทของผู้ดูแลจะปรับตัวได้ยากกว่า (วิมลรัตน์ ภู่วราวุฒิพานิช, 2537) ในต่างประเทศ สหรัฐอเมริกา ประมาณร้อยละ 75 ของผู้ดูแลในบ้าน เป็นเพศหญิง ซึ่งมีความสัมพันธ์กับการศึกษาของ วรรณรัตน์ ลาวัง, รัชนี สรรเสริญ, ยุวดี รอดจากภัย (2547) ซึ่งศึกษาสถานการณ์และความต้องการของญาติผู้ดูแลผู้ใหญ่ป่วยเรื้อรังที่บ้าน ในเขตภาคตะวันออก พบว่า ญาติผู้ดูแลผู้ป่วยเรื้อรังที่บ้าน ส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง (ร้อยละ 73.1) และจากการศึกษาของ ชูชื่น ชีวพูนผล (2541) ศึกษาเรื่องอิทธิพลของภาวะสุขภาพของผู้ป่วยความเข้มแข็งในการมองโลกของญาติผู้ดูแล และความรู้สึกเป็นภาระในการดูแล ต่อการปรับตัวของญาติผู้ดูแลผู้ป่วยมะเร็งระยะลุกลาม พบว่า ผู้ดูแลเป็นเพศหญิง (ร้อยละ 81.5) เพศชาย (ร้อยละ 18.5)
3. ระดับการศึกษา
       ผู้ดูแลที่มีการศึกษาดี จะมีการใช้เหตุผล และวิธีการแก้ปัญหาได้ดี รู้จักแสวงหาความช่วยเหลือจากแหล่งต่างๆ ได้มากขึ้น
4. สถานภาพสมรส
       ผู้ดูแลที่คู่สมรสเจ็บป่วย ความเครียดที่เกิดจากการดูแล ขึ้นกับว่าสัมพันธภาพระหว่างกันดีหรือไม่ หากมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันมาก่อน ด้วยความรักความผูกพัน ผู้ดูแลจะมีความมุ่งมั่นและเต็มใจในการดูแล แต่ถ้ามีความสัมพันธ์ที่ไม่ดีต่อกัน ผู้ดูแลจะมีความเครียดได้มากกว่า เนื่องจากจะเป็นการปฏิบัติตามหน้าที่และความจำเป็น มากกว่าความเต็มใจ และในผู้ดูแลที่ที่แต่งงานแล้วและต้องดูแลผู้ป่วยเรื้อรังที่ไม่ใช่คู่สมรสของตัวเอง จะทำให้ต้องรับภาระหน้าที่ต่างๆ มากขึ้น จึงมีแนวโน้มที่จะเกิดความเครียดได้ง่าย
 ในประเทศไทย จากผลการวิจัยจากการศึกษาของ ชูชื่น ชีวพูนผล (2541) ศึกษาเรื่องอิทธิพลของภาวะสุขภาพของผู้ป่วยความเข้มแข็งในการมองโลกของญาติผู้ดูแล และความรู้สึกเป็นภาระในการดูแล ต่อการปรับตัวของญาติผู้ดูแลผู้ป่วยมะเร็งระยะลุกลาม พบว่า ผู้ดูแลมีความเกี่ยวข้องกันเป็นคู่สมรส ร้อยละ 53 ประกอบด้วยภรรยา ร้อยละ 46 และสามีร้อยละ 7 และจากการศึกษาการดูแลผู้ป่วยโรคสมองเสื่อมโดยญาติผู้ดูแลในสังคมไทย ศึกษาจากผู้ดูแล 44 คน พบว่า มากกว่าครึ่งของผู้ดูแล เป็นคู่สมรส (ร้อยละ 55) โดยเป็นภรรยา ร้อยละ 44 

แนวคิดเกี่ยวกับภาระของผู้ดูแล

เชา(Chou,2000 อ้างในรัชนี สีดา, 2005 )ได้เสนอแนวคิดเกี่ยวกับภาระของผู้ดูแล สรุปดังนี้
  1. ภาระของผู้ดูแลเป็นการรับรู้ของบุคคล  เนื่องจากผู้ดูแลมีความต่างกันในแต่ละบุคคล ดังนั้นการรับรู้ต่อภาระของผู้ดูแลย่อมต่างกัน รวมทั้งขั้นกับลักษณะและความรุนแรงของความเจ็บป่วยเรื้อรังแต่ละประเภท
 2. ภาระของผู้ดูแลเป็นเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นหลายมิติ (Multidimensional phenomena ) กล่าวคือภาระของผู้ดูแลเป็นภาระที่เกิดขึ้นทั้งด้านร่างกาย จิตใจ สังคม จิตวิญญาณ และด้านเศรษฐกิจ
  3. ภาระของผู้ดูแลเป็นมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาขึ้นกับความต้องการและคาดหวังของผู้ดูแล
 4. ภาระของผู้ดูแลเป็นจะเพิ่มขึ้นได้เสมอ ขึ้นกับความสมดุลของความต้องการกับสิ่งที่มีอยู่ของผู้ดูแล ดังนั้นเมื่อใดก็ตามความต้องการของผุ้ดูแลมีมากกว่าสิ่งที่ผู้ดูแลมีอยู่จะทำให้ภาระของผุ้ดูแลเพิ่มขึ้น

ปัจจัยที่มีผลต่อภาระของผู้ดูแล
1. ลักษณะส่วนบุคคลของผู้ดูแล
  1.1 เพศ    
  พบว่าผู้ดูแลส่วนใหญ่เป็นเพศ หญิง> ชาย เพราะเป็นที่คาดหวังว่าผู้หญิงเป็นเพศที่มีหน้าที่หลักในการดูแลผู้อื่น และผู้ดูแลหญิงจะทำหน้าที่ได้ดีกว่าเพศชาย
 1.2 ฐานะเศรษฐกิจและสังคม  เนื่องจากต้องมีค่าใช้จ่ายจากการเจ็บป่วยของผู้ป่วยซึ่งทำให้ครอบครัวมีรายจ่ายเพิ่มมากขึ้น บางครอบครัวต้องหยุดงานเพื่อมาดูแลผู้ป่วย หรือทำงานมากขึ้นเพื่อให้รายได้ของครอบครัวมีมากขึ้น จากการศึกษาของ ฟิ้ง (Fink,1995 อ้างใน รัชนี สีดา ,2005) พบว่าค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลเป็นปัจจัยที่สามารถทำนายภาระของผู้ดูแลได้ดีที่สุด
 1.3 เชื้อชาติและวัฒนธรรม พบว่าวัฒนธรรมการดูแลบุคคล มักแตกต่างออกไป ขึ้นกับท้องถิ่นและฐานะทางเศรษฐกิจของแต่ละระดับ
    2.  ภาวะสุขภาพของผู้ดูแล  พบว่า  ผู้ดูแลที่มีภาวะสุขภาพเบี่ยงเบนหรือมีความเจ็บป่วย จะทำให้ภาระในการดูแลบุคคลอื่นเพิ่มมากขึ้นกว่าผู้ดูแลที่มีสุขภาพดี
       ซึ่งพบว่ามีความสัมพันธ์กับงานวิจัยของ วรรณรัตน์ ลาวัง (2548) ที่ศึกษาเรื่องปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อภาวะสุขภาพของญาติผู้ดูแลผู้ใหญ่ป่วยเรื้อรังที่บ้านในเขตภาคตะวันออก พบว่าญาติของผู้ดูแลมากกว่าครึ่งเป็นเพศหญิง มีอายุระหว่าง 12-82 ปี ส่วนมากจบการศึกษาระดับประถมศึกษา รายได้ครอบครัวน้อยกว่า 10,000บาท/ เดือนและไม่มีประสบการณ์การดูแลผู้ป่วยเรื้อรังมาก่อน โดยใช้เวลาในการดูแลเฉลี่ย12 ชั่วโมงต่อวัน และพบว่าครึ่งหนึ่งมีผู้ช่วยในการดูแล และ 1 ใน4 มีปัญหาในการดูแล ได้แก่ ขาดความรู้ ไม่มีเวลา เหนื่อย และสื่อสารกับผู้ป่วยลำบาก และพบว่า 1ใน 4 ของญาติผู้ดูแลมีโรคประจำตัว และด้านที่มีปัญหามากสุด คือความเจ็บปวด ไม่สุขสบายประมาณ 2 ใน 3 มีอาการปวดเมื่อยตามร่างกาย  รองลงมา คือการนอนหลับ/มีชีวิตชีวา ส่วนด้านที่มีปัญหาน้อยสุดคือ ด้านการดูแลตนเอง และงานวิจัยของ วรรณรัตน์ ลาวัง และคณะ(2547) ที่ทำการศึกษาเรื่องสถานการณ์และความต้องการของญาติผู้ดูแลผู้ใหญ่เรื้อรังที่บ้านพบว่า 1 ใน4 ของญาติผู้ดูแลมี โรคประจำตัว 5 อันดับแรก คือ เบาหวาน ความดันโลหิตสูง CVA/ Strok มะเร็ง และพิการทางสมอง ตามลำดับ


ความต้องการของผู้ดูแล (Demands of Caregivers)
  1. Primary demands  เป็นความต้องการของผู้ดูแล ภาระกิจกรรมที่ทำต่อผู้ป่วยเรื้อรัง นำมาซึ่ง สัมพันธภาพ  ความจำกัดกิจกรรมในการดูแลผู้ป่วย ปัญหาสุขภาพทั้งด้านกาย จิตของผู้ดูแล
  2. Secondary demands – เป็นความต้องการของผู้ดูแล ที่เกิดจากครอบครัว  งานอาชีพ หรือสังคม 
เช่น ครอบครัวที่ผู้ดูแลเป็นเพศหญิงและเป็นหัวหน้าครอบครัวเพียงคนเดียว

ภาระงานที่ญาติผู้ดูแลผู้ป่วยต้องรับผิดชอบหรือความต้องการการดูแลของผู้ป่วย
       ยุพาพิน ศิรโพธิ์งาม (2539)ความต้องการการดูแลของผู้ป่วย (Care giving demands) หรือภาระงานที่ญาติผู้ดูแลผู้ป่วยต้องรับผิดชอบกระทำให้ผู้ป่วยมี ผลจากสาเหตุ 3 ประการ คือ
  1. ข้อจำกัดหรือความพร่องทางร่างกายหรือการทำหน้าที่ของอวัยวะ (Physical or functional impairment) ข้อจำกัดดังกล่าวอาจเกิดจากโรคความพิการหรือความเสื่อมของอวัยวะต่างๆของผู้ป่วย ซึ่งมีผลต่อการปฏิบัติกิจวัตรประจำวันด้วยตนเองไม่ว่าจะเป็นกิจกรรมขั้นพื้นฐาน (Activities of daily living) กิจกรรมขั้นสูง(Instrumental activities of daily living) นอกจากนี้แล้วการดูแลที่เฉพาะเจาะจงของแต่ละโรค เช่น การฉีดยาอินซูลิน การเปลี่ยนน้ำยาล้างไต เป็นต้น เหล่านี้ย่อมเป็นภาระงานที่ผู้ดูแลที่บ้านต้องรับผิดชอบ อย่างไรก็ตามมักเป็นกิจกรรมที่ญาติผู้ดูแลผู้ป่วยสามารถวางแผน คาดการณ์ และจัดเวลาล่วงหน้าได้ว่าจะทำอะไร เมื่อใด
 2. ปัญหาความพร่องทางความคิด สติปัญญา(Cognitive impairment) หรือความเบี่ยงเบนของพฤติกรรมที่เกิดขึ้น เช่น อาการหลงลืม ซึมเศร้า หวาดระแวง เป็นต้น ซึ่งอาจพบในผู้ป่วยสูงอายุ หรือโรคสมองเสื่อม ความต้องการการดูแลจากปัญหาเหล่านี้ โดยมากจะเกิดขึ้นโดยไม่สามารถคาดคะเนเหตุการณ์ล่วงหน้าได้ ดังนั้น ญาติผู้ให้การดูแลอาจเกิดความรู้สึกไม่แน่นอนเนื่องจากไม่สามารถวางแผนให้การช่วยเหลือล่วงหน้าได้
  3. การเปลี่ยนแปลงทางสภาวะอารมณ์ ความรู้สึกหรือความต้องการส่วนบุคคลในผู้ป่วยแต่ละราย ความต้องการดูแลประเภทนี้ มักเกิดขึ้นตลอดเวลา ซึ่งขึ้นอยู่กับคุณลักษณะส่วนบุคคลของผู้ป่วยและผลกระทบจากโรคที่ผู้ป่วยเป็นอยู่
จากปัญหาความต้องการการดูแลของผู้ป่วยดังกล่าวข้างต้น มีผลนำไปสู่กิจกรรมหรือภาระงานที่ญาติผู้ดูแลที่บ้านต้องกระทำให้กับผู้ป่วย
ประการแรกได้แก่ การให้การดูแลโดยตรงในกิจวัตรประจำวันต่างๆ รวมทั้ง ปัญหาทางพฤติกรรม
ประการที่สอง ญาติผู้ดูแลจะต้องให้การสนับสนุนทางด้านอารมณ์และจิตใจ (Emotional and Psychological  Support) เช่น จะต้องประเมินความรู้สึก ของผู้ป่วยและหลีกเลี่ยงประสบการณ์หรือเหตุการณ์ ที่จะทำให้ผู้ป่วย รู้สึกมีคุณค่าในตนเองลดลง
ประการที่สาม ญาติผู้ดูแลทำหน้าที่เป็นบุคคลกลางในการติดต่อเจรจาหรือติดต่อกับบุคคลกรหรือองค์กรทางสุขภาพเพื่อการรักษาพยาบาลหรือช่วยประสานงาน ลดความขัดแย้งที่อาจจะเกิดขึ้นที่อาจจะเกิดขึ้นระหว่างการดำเนินการรักษาตามระบบการแพทย์สมัยใหม่ และการรักษาแผนโบราณตามความเชื่อของผู้ป่วย
ประการสุดท้าย ญาติผู้ดูแลที่บ้านบางคนอาจจะต้องให้ความช่วยเหลือผู้ป่วยในเรื่องการเงินอีกด้วย

ผลกระทบจากการเป็นผู้ดูแล
Department of social Change and Mental Health ,WHO (2000) ได้แบ่งผลกระทบจากการเป็นผู้ดูแลออกเป็น 3 ด้าน ดังนี้


Negative
1. ผลกระทบทางด้านจิตใจ (phychological  problem)
  ความรู้สึกทางอารมณ์ของผู้ดูแล
  1.1 อารมณ์ (sad) เป็นอามรณ์ ที่เกิดขึ้นเมื่อเกิดการสูญเสียของที่ตนรักไป ผู้ดูแลจะรู้สึกสูญเสียญาติของตนไปทั้งๆที่ยังมีชีวิตอยู่เนื่องจากผู้ป่วยจำผู้ดูแลไม่ได้ ไม่สมารถทำกิจกรรมต่างๆได้ด้วยตนเอ มีบุคลิกลักษณะ เปลี่ยนไปทำให้เกิดอารมณ์เศร้า เบื่อหน่าย ท้อแท้ ไม่มีกำลังใจ รู้สึกไม่มีแรง
  1.2 ความรู้สึกผิด (guilt) บางครั้งผู้ดูแลอาจจะโกรธ ทะเลาะกับผู้ป่วยเนื่องจากไม่ให้ความร่วมมือในการดูแลกิจกรรมหรือทำกิจกรรมต่างๆ แล้วมักจะรู้สึกผิดจากการกระทำของตนเองภายหลัง
  1.3 ความโกรธ (guilt) ผู้ดูแลอาจโกรธผู้ป่วย โกรธตนเอง หรือโกรธเจ้าหน้าที่ทางการแพทย์พยาบาล หรือโกรธสถานพยาบาลที่ไม่สามารถให้การพยาบาลการรักษาผู้ป่วยหรือดูแลผู้ป่วยให้ดีขึ้นได้
  1.4 ความรู้สึกอับอาย (embarrassment) เช่นในกรณี ผู้ป่วยสมองเสื่อม  นอกจากจะมีปัญหาด้านความจำแล้ว ยังมีปัญหาด้านพฤติกรรม บางครั้งผู้ป่วยไปแสดงพฤติกรรมไม่เหมาะสมในที่สาธารณะทำให้เกิดความอับอายได้
  1.5 ความรู้สึกโดดเดี่ยว (Lonely) ด้วยภาระที่ต้องดูแลผู้ป่วยเกือบตลอด 24 ชั่วโมง ทำให้ผู้ดูแลไม่มีโอกาสไปพบปะเพื่อนฝูง การพูดคุยกับเพื่อนทางโทรศัพท์อาจไม่สะดวก เสมือนถูกตัดขาดจากสังคมทำให้ผู้ดูแลมีความรู้สึกโดดเดี่ยวอยู่เสมอ
  1.6 ความรู้สึกเครียด (stress and strain)


2. ผลกระทบทางด้านร่างกาย (Physiological problem)  จากการศึกษาของ ยาร์ทแมน (Yeatman et al ,1993 อ้างใน ศิริพันธุ์ สาสัตย์,2549  )  พบว่าผู้ดูแลผู้สูงอายุที่มีภาวะสมองเสื่อมมีปัญหาสุขภาพโดยเฉลี่ยสูงกว่าผู้ดูแลผู้สูงอายุที่มีภาวะซึมเศร้า และผู้ดูแลที่อยู่บ้านเดียวกับผู้ป่วยจะมีปัญหาสุขภาพมากกว่าผู้ดูแลที่ไม่ได้อาศัยอยู่บ้านเดียวกัน
และสรุปปัญหาที่ผู้ดูแลประสบอยู่บ่อยๆ เช่น
   • ปวดหลัง (backache) ผู้แลส่วนใหญ่มักบ่นว่ามีอาการปวดหลัง ปวดเมื่อยตามตัวร่างกายอันเนื่องมาจากการยกและการเคลื่อนย้ายผู้ป่วยโดยวิธีที่ไม่ถูกต้องและเกินกำลังตัวเอง และปัญหาปวดหลังยังบ่งบอกถึงอาการที่มาจากภาวะจิตใจ (psychosomatic) ที่มีสาเหตุจากภาวะเครียดที่จะสื่อให้ทราบว่าที่ผู้ดูแลรับไว้นั้นนับวันยิ่งมากขึ้น และเป็นอาการเตือนที่บ่งชี้ว่าผุ้ดูแลต้องการหยุดพักจากภาระนั้น
   • อ่อนเพลียไม่มีแรง (Weakness) ซึ่งทำให้ผู้ดูแลไม่มีเวลาในการพักผ่อน หรือพักผ่อนไม่เพียงพอ ทำให้ร่ากายอ่อนแอเกิดโรคแทรกซ้อนได้ และยังทำให้ผู้ดูแลมีอารมณ์หงุดหงิดโมโหง่ายส่งผลกระทบต่อการให้การดูแลผู้ป่วยโดยตรงได้เช่นกัน
   • ปัญหาทางสุขภาพเพิ่มขึ้น (increase health problem) ผู้ดูแลซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นสามีหรือภรรยาและสูงอายุด้วยกันทั้งคู่และมักมีโรคประจำตัว ด้วยภาระที่ต้องให้การดูแลผู้ป่วยอยู่ตลอดเวลาทำให้การดูแลสุขภาพตนเองลดลง ไม่มีเวลาไปพบปะแพทย์ตามนัด รับประทานยาไม่เป็นเวลา พักผ่อนไม่เพียงพอ  รับประทานอาหารไม่เป็นเวลา  โรคประจำตัวที่เป็นกำเริบมากขึ้นและอาจมีปัญหาสุขภาพอื่นๆเพิ่มมากขึ้น

3. ผลกระทบด้านสังคม เศรษฐกิจ (socio- economic problem) 
  3.1 การเปลี่ยนแปลงทางด้านรูปแบบการทำงาน(Change in working pattern) มีผู้ดูแลบางราอาจต้องปรับลักษณะการทำงานของตนให้เข้ากับภาระในการดูแลผู้ป่วย เช่น เปลี่ยนจากการทำงานเต็มเวลาไปเป็นทำงานบางเวลา หรือบางราย ต้องลาออกจากงานประจำเพื่อมาดูแลผู้ป่วยเต็มเวลา
  3.2 รายได้ลดลง (lower income) ถ้าผู้ดูแลมีการปรับลักษณะงานหรือต้องลาออกจากงานเพื่อให้การดุแลผู้ป่วยแล้วย่อมมีการสูญเสียรายได้เกิดขึ้นและบางรายอาจเป็นหนี้สินเพิ่มขึ้นอีกน้อย
3.3 ความขัดแย้งภายในครอบครัว (Family conflict) กรดูแลผู้ป่วยที่บ้านหากปราศจากการบริหารจัดการที่ดีแล้วจะนำมาซึ่งปัญหาความสัมพันธ์ภายในครอบครัวได้ หรือในรายที่ผู้ดูแลมีครอบครัวเป็นของตนเองและอาจเกิดปัญหาที่ไม่มีเวลาให้ครอบครัวได้
อย่างไรก็ตาม ผลกระทบจากการดูแลเหล่านี้อาจมีมากน้อยแตกต่างกันตามอาการเจ็บป่วยและประเภทของโรค

Positive Impact
       จากการศึกษาของ  กราเมอร์ (Kramer ,1997  อ้างในศิริพันธุ์ สาสัตย์) พบว่าผู้ดูแลมีความพึงพอใจในการดูแลเนื่องจากความต้องการที่จะให้การดูแล การได้รับรางวัล ความเพลิดเพลิน ได้เรียนรู้ความหมายเพิ่มขึ้น ทำให้เบิกบานใจ ได้ผลประโยชน์ และแม้ว่าการดูแลจะก่อให้เกิดปัญหาหลายประการดังที่ได้กล่าวข้างต้น นอกจากนี้ยังเป็นโอกาสอันดีที่ผู้ป่วยและผู้ดูแลได้เรียนรู้ซึ่งกันและกัน มากขึ้น มีความปลาบปลื้มใจที่เห็นลูกหลานแสดงการตอบแทนในการดูแล และจากการศึกษาของ ศิริพันธุ์ สาสัตย์ และคณะ(2534) และ Sasat (1998) อ้างใน ศิริพันธ์ สาสัตย์ , 2549 ที่ได้ศึกษาในกลุ่มผู้ดูแลและผู้ป่วยสมองเสื่อมในประเทศไทย  พบว่าผู้ดูแลส่วนใหญ่ก็ยังยืนยันที่จะดูแลผู้ป่วยต่อไป เนื่องมาจากเหตุผลหลายประการ เช่น
1. ได้ทดแทนบุญคุณ การดูแลผู้ป่วยในบริบทของไทยได้รับอิทธิพลจากศาสนาพุทธ ทำให้ผู้ดูแลส่วนใหญ่ตอบว่าการดูแลญาติผู้ใหญ่ที่เจ็บป่วยนั้นเป็นการทดแทนพระคุณที่เคยได้รับมาและมีความเต็มใจอย่างยิ่งที่จะให้การดูแลต่อไป
2. ได้ทำหน้าที่ที่พึงกระทำในฐานะเป็น สามี /ภรรยาหรือเป็นลูกหลาน เป็นสาเหตุที่ผู้ดูแลส่วนใหญ่ตอบ อย่างไรก็ตาม การทำหน้าที่ที่พึงกระทำทำให้เกิดคำถามถึงคุณภาพในการดูแล ซึ่งหากผู้ดูแลไม่ต้องการให้การดูแลแล้วแต่ต้องด้วยหน้าที่และสังคมบังคับก็อาจเกิดปัญหาในการดูแลได้
3. การตอบแทนคุณความดี  ประเด็นนี้มักจะพบในผู้ดูแลที่เป็นสามี ภรรยา ซึ่งบางรายเกิดความเบื่อหน่าย จากภาระงานและพฤติกรรมของผู้ป่วย แต่เนื่องจากผุ้ป่วยเคยดีกับตนมากๆจึงไม่สามารถทอดทิ้งไปได้ หรือพบได้ในรายที่ผู้ป่วยเป็นญาติที่เคยให้ความเมตตาแก่ผู้ดูแลมาก่อน ผู้ดูแลจึงยินดีที่ให้การดูแลเพื่อตอบแทนคุณความดีนั้น
4. ส่งเสริมสัมพันธภาพระหว่างผู้ป่วยและผู้ดูแลดีขึ้น ถึงแม้ว่าจากการศึกษาพบว่าความสัมพันธ์ระหว่างผู้ดูแลกับผู้ป่วยส่วนใหญ่ จะเลวลงแต่ก็มีผู้ดูแลบางรายที่ยอมรับว่าการให้การดูแลผู้ป่วยทำให้ความสัมพันธ์ ระหว่างตนเองกับผู้ป่วยดีขึ้น เนื่องจากมีเวลาใกล้ชิดกันมากขึ้นและผู้ป่วยก็ให้ความรักแก่ตนเองมากขึ้น
 

กลยุทธ์ แนวทางในการช่วยเหลือผู้ดูแล
       จากการศึกษาวิจัยต่างๆ ได้เสนอแนวทางช่วยเหลือให้ผู้ดูแลสามรถเผชิญกับปัญหาต่อไปได้มีความเกี่ยวข้องกับปัจจัย 3ประการต่อไปนี้ ( Parker ,1992 อ้างใน ศิริพันธุ์ สาสัตย์, 2549)
1. ผู้ดูแลมีเวลาหยุดพักจากการดูแล (time off from careing) เป็นการหาเวลาปลีกตัวจากผู้ป่วยหรือผู้รับการดูแล
2. ผู้ดูแลได้รับความช่วยเหลือจากผู้อื่น (help from others) เป็นความพึงพอใจจากการได้รับความช่วยเหลือจากบุคคลอื่น ที่อยู่ในเครือข่ายของผู้ดูแล เช่น จากเพื่อน เพื่อนบ้าน หรือชุมชน ในการช่วยเหลือทางด้านจิตใจ ความเมตตา การช่วยเหลือทางสังคม
3. การให้การบริการด้านต่างๆ จากจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง (provision of services) บทบาทของการบริการที่ช่วยลดภาวะเครียด ในผุ้ดูแล เช่น การช่วยเหลืองานบ้าน ได้รับการเยี่ยมจากพยาบาลชุมชน เป็นต้น


นอกจากนี้  ทวิก  (Twigg ,1992 อ้างใน ศิริพ

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน บันทึกเรื่องราว ของ MONKEY-O

คำสำคัญ (Tags)#family caregiving#ญาติผู้ดูแลที่บ้านในครอบครัว#ภาระของผู้ดูแล

หมายเลขบันทึก: 121180, เขียน: 22 Aug 2007 @ 03:53 () , แก้ไข, 23 Jun 2012 @ 18:26 (),  | , สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ, ดอกไม้: 2, ความเห็น: 14, อ่าน: คลิก
บันทึกล่าสุด


ความเห็น (14)

  • ขอบคุณค่ะ
  • จะได้นำไปใช้บ้างเหมือนกัน
ขอบคุณครับ กำลังรวมเนื้อหาทั้งหมดอยู่ครับ
ศิริพันธุ์ สาสัตย์
IP: xxx.155.122.14
เขียนเมื่อ 

อ่านเนื้อหาแล้วรวบรวมได้ค่อนข้างดีค่ะ

แต่พบว่าเนื้อหาบางส่วนถูกนำมาเขียนโดยไม่มีการอ้างอิงแหล่งที่มาหรือเป็นเนื้อหาที่ถูกอ้างอิงในบทความของใครมาก่อน

 ขอความกรุณาผู้เขียนช่วยตรวจสอบการอ้างอิงให้ถูกต้องด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในหัวข้อ

- ความหมายของญาติผู้ดูแลที่บ้าน หรือผู้ดูแลในครอบครัว

- ผลกระทบจากการเป็นผู้ดูแล

ทั้งนี้ก็เพื่อเป็นการให้เกียรติเจ้าของบทความที่ถูกนำมารวบรวมค่ะ

raenu
IP: xxx.183.130.163
เขียนเมื่อ 

ดิฉันกำลังเรียน  และได้รับอานิสงฆ์จากบทความของอาจารย์ ซึ่งเป็นประโยชน์ทั้งส่วนตัวในการทำความเข้าใจกับสถานการณ์รอบตัวและต่อการเรียนด้วยค่ะ

จึงขอขอบคุณมานะโอกาสนี้ แล้วจะติดตามต่อไปค่ะ

ขอบคณค่ะ

เสาวลักษณ์
IP: xxx.26.16.42
เขียนเมื่อ 

เนื้อหาสาระที่นำเสนอ เป็นประโยชน์สำหรับการศึกษาเพิ่มเติมมากเลยค่ะ ขอขอบพระคุณเป็นอย่างยิ่ง จะนำไปประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อไปค่ะ...................

IP: xxx.123.177.28
เขียนเมื่อ 

เพศ

ผู้ดูแลที่มีระดับการศึกษาดีทำให้มีเหตุผลและวิธีการแก้ปัญหาได้ดี รู้จักแสวงหาความช่วยเหลือจากแหล่งต่างๆได้มากขึ้น(วิมลรัตน์, 2537)

อ้อเองจ้ะ
IP: xxx.28.181.220
เขียนเมื่อ 

พี่เกรียง

รวบรวมได้ดีนะพี่ อ้อก็สนใจเรื่องนี้อยู่เหมือนกัน แต่อ้อคงลงใน stroke แล้วจะโทรไปปรึกษานะจ้ะ

ขอบคุณสำหรับข้อมูลค่ะ

จิราภรณ์ รัตติกาลสุขะ
IP: xxx.9.164.113
เขียนเมื่อ 

รวบรวมเนื้อหาได้ครอบคลุม ชัดเจนดีมากค่ะ นำไปใช้ประโยชน์ได้จริง ขอบคุณที่ให้ความรู้ดีดีแบบนี้ค่ะ

judethep
IP: xxx.77.145.235
เขียนเมื่อ 

เนื้อหาดีครับ กำลังค้นหาอยู่ได้ โชคดีที่พี่มาลงไว้ให้

พงศภรณ์ ฤทธิอา
IP: xxx.173.85.65
เขียนเมื่อ 

อยากรู้ว่าคุณคนจังหวัดไหน

น้องแนน
IP: xxx.77.233.60
เขียนเมื่อ 

ขอบคุณมากค่ะ ให้ประโยนช์แก่เรามาก ขอบใจจริงๆ

พิชญา
IP: xxx.96.245.39
เขียนเมื่อ 

เรียบเรียงได้ดีค่ะ อยากให้แนะนำเอกสารอ้างอิงหน่อยค่ะพอดีทำวิจัยเกี่ยวกับผู้ดูแลอยู่ค่ะ

เอเอ
IP: xxx.158.165.164
เขียนเมื่อ 

ผมสนใจเรื่องนี้เหมือนกันครับผมทำงานด้านมะเร็งกำลังศึกษาเรื่องของ caregiver ต่อการดูแลผู้ป่วยมะเร็งเต้านมหลังการรักษาเพื่อป้องกันภาวะแขนบวมและข้อยึดติด

venus
IP: xxx.68.241.23
เขียนเมื่อ 

....อยากได้งานวิจัยเกี่ยวกับ caregiver เพื่อนำมาเป็นแนวใช้ใน รพ. ปัจจุบัน ผู้สูงอายุติดเตียงเยอะมาก