KM เพื่อชีวิต

มนุษย์ยุคนี้จึงตกอยู่กับสภาวะ “ความรู้ท่วมหัว” จริงๆ ไม่ใช่อุปมาอุปมัยแบบสมัยก่อนแล้วละ

 

ความรู้ยุคนี้มันมาเร็วจนตั้งหลักไม่ทัน แม้จะเป็นคนขยันเรียนก็เถอะ เผลอเมื่อไหร่ตกรถไฟขบวนสุดท้ายทันที ความรู้ลอยฉวัดเฉวียนเต็มท้องฟ้า ใช้อินเตอร์เน๊ทดึงมาดูได้อย่างเก่งก็คงไม่ถึง 1%  มีความรู้ใหม่เกิดขึ้นวันละเป็นหมื่นเป็นแสนเรื่อง มนุษย์จะเอาอวัยวะส่วนไหนไปรับรู้ได้ทั้งหมด ด้วยเหตุนี้จึงเกิดการจัดการความรู้ขึ้นมายังไงละครับ หมายความว่าเราควรจะต้องเรียนวิธีคัดเลือกเอาความรู้ที่จำเป็นและเหมาะสมกับเรามาใช้ มนุษย์ยุคนี้จึงตกอยู่กับสภาวะ ความรู้ท่วมหัว จริงๆ ไม่ใช่อุปมาอุปมัยแบบสมัยก่อนแล้วละ  

       

อิทธิพลของความรู้นั้นเป็นอำนาจ เป็นเครื่องมือให้คนที่มีความรู้มากเอาเปรียบใครๆได้สะดวกขึ้น ทุกอย่างตัดสินกันที่ความรู้ พวกมักง่ายกับความรู้ก็ต้องจ่ายค่าโง่ซื้อลิขสิทธิ์ความรู้ของคนอื่น เขาจะโขกสับขึ้นราคาอย่างไรก็ได้แต่กล้ำกลืนฝืนใจทน ผมยังนึกไม่ออกว่าอีก 10 ปี พวกเราจะอยู่อย่างไร จะเอาเงินที่ไหนไปซื้อเทคโนโลยี ทั้งความรู้ ความคิด วัฒนธรรมล้วนดาวน์โหลดของเขามาทั้งสิ้น ไม่มีอะไรฟรีสักอย่าง จะคุยกัน ร้องเพลง มีค่าใช้จ่ายค่าลิขสิทธิ์ทั้งนั้น ต่อไปถ้าเกิดมันไปจดลิขสิทธิ์ท่ายิ้มไว้ ใครไปยิ้มตาต้นฉบับต้องจ่ายเงิน พวกเฮฮาศาสตร์มิร้องไห้เป็นเต่าเผารึ

ทุนที่เป็นทรัพยากรธรรมชาติก็ผลาญเล่นจนหมดแล้ว จารีตประเพณีก็เอาไปยำเละ ภูมิปัญญาท้องถิ่นก็ปล่อยให้เสื่อมสภาพ ความมั่นคงด้านต่างๆอ่อนไหวจนทำอะไรไม่ถูก ยกตัวอย่างเช่นเรื่องอาวุธสงคราม ถามว่าจะมีประเทศไหนเขาขายยุทธปัจจัยที่ทันสมัยที่สุดให้คนอื่น แม้แต่ความรู้ด้านวิทยาการต่างๆก็เช่นกัน เราเดินตามเขาห่างกันไม่รู้กี่ปีแสงก็ไม่ทราบได้ 

  เราต้องทำการบ้านอย่างหนักแล้วละ ทำอย่างไรเราจะสร้างชุดความรู้ของเราได้เอง โดยเฉพาะความรู้ที่จำเป็นต่อชุมชนในแต่ละพื้นที่นั้นๆ ถ้าสถาบันการศึกษาไม่ตั้งโจทย์ผลิตนักศึกษาไปสนองตอบตลาดแรงงานอย่างเดียว มาเป็นการผลิตนักศึกษาเพื่อพัฒนาท้องถิ่นควบกันไปด้วยแล้ว ภายใน 10 ปีเราจะเห็นปรากฎการคนกับควายเดินไปเข้าโรงฆ่าสัตว์

เมื่อก่อนชาวไร่ชาวนาขายควายส่งลูกเรียน เรียนจบแล้วมีการมีงานทำ เจริญก้าวหน้าคุ้มกับการลงทุน มาสมัยนี้เปลี่ยนเป็นขายควายส่งควายเรียน จบมายังเป็นภาระให้พ่อแม่ต้องเลี้ยงดู แบมือขอเงินเหมือนเดิม เพราะสถาบันการศึกษามุ่งสร้างบัณฑิตให้ไปหางานทำอย่างเดียว เกิดวิกฤติทางเศรษฐกิจเขาโล๊ะคนงานออกก็ทำอะไรไม่เป็น ไม่มีเป้าหมายสอนให้คนสร้างงานควบคู่กันไปด้วย คนที่มีความสามารถจะออกไปสร้างอาชีพอิสระ ไม่ไปเบียดเสียดแย่งงานกันทำเหมือนคอขวด เสียงบประมาณ เสียเวลา เสียอนาคต   

การจัด UKM.11 ครั้งนี้จะมีความหมายมาก ถ้ามีการพิจารณาถึงเรื่องที่เป็นปัญหาหลักเหล่านี้ ทำอย่างไรนักศึกษาจะคิดเป็นทำงานเป็น ไม่หยิบโย่งเหยียบอุจาระไก่ไม่ฝ่อ วิกฤติการรู้ไม่จริงจะเป็นดาบย้อนรอยมาสู่สังคมไทย เราสอนวิชาอะไรบ้าง ทำไม่เด็กถึงไม่มีความรู้เพียงพอที่จะอยู่ในท้องถิ่น ถามว่าจะให้ท้องถิ่นอยู่อย่างไร ในเมื่อคนที่เกิดในพื้นถิ่นนั้นๆยังไม่รักไม่อยู่ หรืออยู่ในท้องถิ่นตนไม่ได้

โจทย์ข้อนี้สถาบันการศึกษาต้องคิดหนักแล้วละครับ จะมาเขียนประกาศไว้บนป้ายหินอ่อนอย่างเดียวไม่ได้แล้ว ตัดสินใจหันหน้ามาร่วมมือกับชุมชนเรียนรู้ร่วมกันอย่างเข้มข้น ตามหัวข้อที่ตั้งไว้เถิด ไม่อย่างนั้นก็จะกลายเป็นว่าสถาบันการศึกษาเองนั่นแหละ ได้ละเลยและทอดทิ้งท้องถิ่นอย่างชาเย็น

ในขั้นต่อไปท้องถิ่นก็จะละเลยและทอดทิ้งสถาบันการศึกษาบ้าง ปรากฏการนี้จะเริ่มเห็นชัดเจนตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ภาควิชาต่างๆจะเหงาหงอย เพราะเรียนไปแล้วตกงาน มันจะเป็นการมัดมือชกแบบไม่รู้ตัว อย่ารอให้ถึงวันนั้นเลยนะครับ หันหน้าเข้าหากันเสียเถิด พวกเราชาว Bloggers จะเอาใจช่วยตลอดไป

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน KM ในมหาชีวาลัยอีสาน

คำสำคัญ (Tags)#มหาชีวาลัยอีสาน

หมายเลขบันทึก: 121169, เขียน: 22 Aug 2007 @ 01:17 (), แก้ไข: 11 Feb 2012 @ 20:00 (), สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ, ความเห็น: 8, อ่าน: คลิก


ความเห็น (8)

สวัสดีครับครูบาครับ

  • มหาวิทยาลัยมีหน้าที่มากมาย เราเองก็คาดหวังมากพอสมควร แต่ไม่ค่อยประสพผลเท่าไหร่ ความรู้ท่วมหัวจริงๆ ไม่เชื่อไปดูวิทยานิพนธ์ ปริญญาโท ปริญญาเอก ซีจะล้มทับคอหักตายแล้ว  แต่หาคนที่เอาความรู้นั้นมาทำ  มาปฏิบัติ มาทำ action research จริงๆในสนาม เอาให้มันรู้เหลืองรู้เขียวไปเลย เห็นมีอาจารย์แสวงละมั๊งครับ
  • ความจริงมหาวิทยาลัยทำหน้าที่จัดเวทีคุยกัน นำเสนอความคิดกันนั้นทำดีอยู่ แต่ไม่ค่อยลงปฏิบัติ เพื่อพิสูจน์หลักการ ทฤษฎี  แปดหมื่นพระธรรมขันธ์นั้นให้เห็น  น้อยจัง
  • เราคงได้ทำหน้าที่ติติง แล้วก็ก้มหน้าทำกันไปในสนาม นานๆจะมีนักวิชาการมาดู  แต่ที่ blog นี่นักวิชาการกระโดดลงมาเต็มที่เลยนะครับ ท่านอาจารย์แสวงนุ่งผ้าขาวม้าลงแปลงเลย อาจารย์แป็ด อาจารย์แป๋ว อาจารย์กมลวัลย์ ท่านติ๋ว ท่านอ้อย  ...อีกมากมาย นี่ก็นุ่งผ้าถุงลุยกันแล้ว ส่วนน้องขจิตนุ่งขาก๊วยมานานแล้ว
  • เห็นท่าชาว Blog จะก้าวไปไกลกว่า หอคอยงาช้างซะละมั๊งครานี้.. 

ครูบาครับ

ผมว่า

  • ถ้าเราไม่วิ่งตามข้อมูล
  • แต่ค่อยๆแยกข้อมูลดีๆ ออกจากข้อมูลขยะ
  • ก็จะไม่ถึงกับท่วมหัวหรอกครับ

ผมลองทำเท่าที่ผ่านมา (ไม่มากนักหรอกครับ เท่าที่มีเวลา)

  • ได้ข้อมูลดีๆ มาไม่กี่หยิบมือ
  • ข้อมูลที่ได้มา ต้องมาล้าง มาขัด มาแต่ง พอจะนำไปใช้อะไรได้จริงๆ

ผมว่า KM นี่แหละคือ เครื่องมือที่สุดยอดในการกรองขยะข้อมูล

ไม่ต้องอื่นไกล เอาแค่ข้อมูลใน คอมพิวเตอร์ของเรา ทุกคนนี่แหละ ที่ว่า ความจำเต็มกันกี่ กิกกะไบท์ ก็ไม่ทราบ

ลองหาเวลามานั่งไล่เรียงดูทีละเรื่อง จะทราบว่ามีขยะจำนวนมากมาย

 

ขนาดระบบของเราเองข้อมูลก็ท่วมหัวแล้ว จะเอาปัญญาไหนไปแยกขยะจากภายนอก

ตอนนี้พอได้อะไรก็โกยเอามาเก็บไว้จนเต็มหน่วยความจำ

harddisk มีเท่าไหร่ กี่ตัวก็เต็ม (ผมก็เป็นครับ)

แล้วก็ข้อมูลท่วมหัวครับ

(ผมไม่แน่ใจว่าความรู้จะท่วมหัวผมสักเท่าไหร่)

ฉะนั้น ถ้าเราใช้ KM เพื่อชีวิต อย่างครูบาว่า

เรารอด ทุกคนรอด ประเทศชาติรอด

แต่ถ้าเอาแต่โกยขยะเข้าบ้านแบบไม่แยกแยะ

มีแต่ขยะจะท่วมหัวนะครับท่าน

สวัสดีครับ

พ่อคะ

ระบบการประเมินฯ  ก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้สถาบันการศึกษาต้องคิดหนักเหมือนกัน  คิดตรงที่ว่าทำอย่างไรให้ได้ผลตามที่เป็นเป้าหมายของการประเมินแต่ละอย่าง ไม่ว่าจะเป็น ประกันคุณภาพฯ (ที่สร้างเงื่อนไขให้ต้องแข่งขัน)  ตรวจสอบบภายใน  กพร. (เพื่อเงินโบนัส?????) ของ สมศ ฯลฯ 

ด้วยกระบวนการของการประเมินฯ ทั้งหลายทั้งปวง  สถาบันการศึกษาจึงต้องดำเนินการไปสู่เป้าหมายเพื่อให้ได้ข้อมูล (ที่เป็นกระดาษ  ข้อมูลแห้ง ๆ )  มันอาจจะมี "ใจ"  แต่ถ้ามองให้ถึง "จิตวิญญาณ" มันอยู่ตรงไหน 

ระบบทำให้คนดี ๆ หลายคนต้องวิ่งออกจากระบบ

ระบบทำให้ผู้เป็นผู้นำเกิดความเครียดและ(อาจจะ)เห็นแก่ตัว  แวะ บันทึกนี้ค่ะพ่อ

ระบบทำให้คนในระบบเกิดการ "ระเบิด" ได้ก็หลายครา 

เราจะสร้างระบบให้ฝังในจิตใจเราเพื่อก้าวไปสู่ "ระดับจิตวิญญาณ" ได้อย่างไร

..........

 ออกจากกรงบ้างเน๊าะ 

...........

"กรงไม่ได้มีไว้ขัง

รังมีไว้ให้แอบอุ่น

เอาหัวใจที่มีทุน

ออกมาปัดฝุ่น...เพื่อหาต้นทุนใจ"

ซะบ้าง.....ก็ดี.....

  • ธุค่า พ่อครูบาฯ ..

เคยมีเพื่อนๆ พี่ ๆ หลายคนตั้งคำถามเอากับต้อมว่า ทำไมไม่คิดที่จะเรียนหนังสือ?    จำได้ว่าตอบไปทุกครั้งเหมือน ๆ กันว่า ข้าพเจ้าไม่ชอบระบบการเรียนการสอน   

หนูผิดไหมคะ? ที่อยากเรียนปั้นหม้อ  ปั้นโอ่ง  ปลูกพืชผักโน่นนี่ นั่งวาดรูป

เพื่อน ๆ พี่ ๆ บอกว่าหนูเป็นขบถ

P

ท่านมาช่วยเอาเสาค้ำ ความคิดนี้ได้อย่างบรรเจิด ตรงไปตรงมา ไม่มีอคติใดๆ มอง เห็น คิด อย่างไร ก็แนะนำมาตรงๆ ขอบคุณครับ ขออีก ขออีก

P

ท่านเล่าฮู แย๊ปแล้วก็เต้นโฉบไปรอบๆ ท่าสวยเหมือนอาลี แชมป์โลกแฮปวี่เว็ต ยังไม่ปล่อยหมัดฮุกเข้ากระโดงคาง กำลังดี กำลังสวย ช่วยกันประคับประคองสถานการณ์

P

น้าอึ่งมา..ตรงเป้าที่ซู๊ด จับประเด็นมาวางตามช่องหมากรุก 1=2=3 เพื่อให้เห็นว่า เรากำลังคิด ทำ อยู่ตรงไหน อย่างไร เพื่ออะไร ยังแถมท้ายตามสไตล์ ปัดฝุ่น ให้คนอ่านชื่นมื่นไปตามๆกัน

เมื่อคืนฝนตกไฟฟ้าดับ แต่ก็แปลกที่โทรศัพท์ช๊อตไปทั้งระบบ รับส่งไม่ได้เลย จะไปแอบดูว่าหลับดีแล้วรึยัง พลิกไปพลิกมาจนสว่าง  โทรศัพท์ก็ยังไม่มีสัญญาณ จะนัดหมายกันไปสารคามก็ยังเก้งก้าง

ขอบคุณมากที่มาเติมเสริมความจริงให้ปรากฎ

วันนี้น่าจะเป็นการเปิดสารบัญใหม่ของชาวBlogger ที่มีช่วยกันระดมความคิดอย่างเป็นกระบวนการ

ซึ่งเรื่องนี้อาจารย์Handy นำร่องไปก่อนแล้ว เกี่ยวกับการบริจาคความรู้ ความคิด และประสบการณ์ และพวกเราก็ตั้งใจใส่ทานกันอย่างดีเยี่ยม

น่าจะเป็นมาตรการใหม่สำหรับพวกเรา ที่ช่วยกันสมทบศักยภาพได้อย่างยอดเยี่ยม รักและคิดฮอดน้าเสมอ นะ วันหลังจะชวนไปล้างห้องน้ำอีก อิอิ

P

หนูต้อม

  • เธอคือนักการศึกษาตัวจริงเสียงจริง
  • รู้สิ่งที่จริงและทำได้จริงในสิ่งที่รู้
  • เพราะเรียนความรู้จริง
  • อย่าสงสัยอะไรอีกเลย
  • ถ้าจะขบถเพื่อสู้กับความโง่ ก็น่าทำน่ะ
  • ขอตีมือให้ 10,000,000 ล้านแปะ

ชาวบ้านไม่ได้เข้ามหาวิทยาลัยเขายังคล้องช้างในป่า ได้ เลี้ยงลูกเต้าส่งเข้าโรงเรียนได้ ดำรงตนอยู่ได้ เด็กสมัยนี้เสียอีกที่อ่อนแอกว่าคนที่ไม่เข้าโรงเรียน ทำอะไรไม่เป็นถ้าไม่มีคนบอก คอยรับคำสั่ง ถ้าให้คิดเองมีหวังตายกันทั้งกระจุก แค่นี้ก่อนนะ เดี๋ยวจะหาว่าตาแก่บ่นเลอะเทอะ อิอิ..

ขบถวิถี เพื่อชีวิต จิตวิญญาณ

การศึกษา ดุจลำธาร ทางความรู้

สถาบัน คือชีวิต ใจคือครู

องค์ความรู้ คือวิถี ชีวิตพอเพียง....

  • ธุพ่อครูบาฯ ค่ะ (( อีกรอบ ๆ )) ..

แต่บางที การที่เราคิด เราทำอะไรสวนทางกับคนหมู่มากก็ทำให้รู้สึกว่า ตัวเองพิลึก
เคยคิดมาก ๆ และมาก ๆ ตอนนี้ก็ยังคิดอยู่
คิดไปคิดมาก็เฮ้อ ..

ได้อ่านคำของพ่อครูบาฯ ในวันนี้  ค่อยยิ้มออกมาได้นิด  ^_^
กราบขอบพระคุณค่ะ

ป.ล.  และบ่นมาเถอะ  หนูชอบอ่านค่ะ 

 

Handy
เขียนเมื่อ 

สวัสดีครับ
    สอนเสร็จไปแล้ว 6 คาบ ลงมาเคลียร์เรื่องรุงรังในคณะอีกพักใหญ่ แล้วก็มาทำเรื่องสบายใจ คือเปิด Blog ตามหาสิ่งดีๆ แล้วก็จุใจจากการอ่านบันทึกนี้ เป็นเรื่องจริง ผ่านจอที่ใครไม่ฉุกคิด ก็เตรียมตัวพบความยากลำบากได้เลย 
    ส่วน น้าอึ่ง ของท่านครูบาฯนั้น เธอเป็น น้องสาว ที่ผมรักและศรัทธายิ่งนัก คุณภาพเต็มเปี่ยม  น้ำใจอุดม และที่น่าชื่นชมคือความคิด+จิตสำนึก 
    สองคนกับน้องเอก ช่วยกันรับช่วงต่อจากอ.พิชัย เอาใจใส่ ดูแลผมที่เชียงใหม่ ด้วยหัวใจเปี่ยมรัก และแสนอบอุ่นครับ   เห็นด้วยกับที่เธอว่ามาทั้งหมดครับ