บางคนอาจเป็นคนดีในสายตาเพื่อนของเขา แต่อาจเป็นคนโหดร้ายในสายตาของคนอื่น กระนั้น คนคนนั้นไม่มีอะไรแตกต่าง เขาก็คือเขา วัตถุก็เป็นเพียงวัตถุ โลกก็เป็นเพียงโลก เราต่างหากที่รับรู้และมีปฏิกิริยาต่อสิ่งเหล่านื้ไปตามระดับความเข้าใจของตัวเอง

สู่ความตายอย่างสงบ

          หลายท่านอาจเคยตั้งคำถามกับตัวเองหรือคนรอบข้าง  ว่าเมื่อตายแล้วเราจะไปไหน  ชีวิตหลังความตายจะเป็นเช่นไร  ซึ่งอาจได้คำตอบหลากหลาย  บ้างก็ว่าตายแล้วก็จบกัน  บ้างก็ว่าจะไปเกิดเป็นคนใหม่เพียงแต่เปลี่ยนร่างเท่านั้นเอง  บ้างก็ว่าแล้วแต่กรรมที่ทำ  อาจได้ขึ้นสวรรค์  หรือตกนรก และอีกต่างๆ นานา

          แต่ทางพุทธศาสนาเรา  ท่านไม่ให้คิดเช่นนั้น  ท่านว่าทุกอย่างนั้นย่อมเกิดแก่เหตุและปัจจัย  เมื่อมีเหตุปัจจัยให้เกิดมันก็ต้องเกิด  เหมือนกับตะเกียงที่ถูกจุดเพราะมีเชื้อไฟ  เมื่อหมดเชื้อไฟก็มิอาจจุดติดได้  และเมื่อมีเหตุให้เกิดใหม่ก็อย่าพึงยึดว่านั่นคือตัวเราในชาติก่อนๆ ที่ย้ายดวงจิตมาเกิดในร่างใหม่  ท่านเปรียบเทียบเหมือนกับเทียนที่ถูกจุดจากเล่มหนึ่งไปยังอีกเล่มหนึ่ง  จะว่าเทียนเล่มใหม่คือเทียนเล่มเก่าก็ไม่ได้  แม้แต่ดวงไฟก็ไม่ใช่ดวงเดียวกัน  มันเป็นแต่กระแสคลื่นแห่งเหตุปัจจัยเท่านั้น

          สิ่งเหล่านี้หากท่านใดอยากเข้าใจให้ลึกซึ้งก็ต้องลองศึกษาเรื่อง อิทัปปัจจยตา หรือ ปฏิจจสมุปบาท ดูครับ

          แต่ไม่ว่าโลกหลังความตายจะเป็นเช่นไร  สิ่งสำคัญอยู่ที่ชาตินี้  อยู่ที่เดี๋ยวนี้  อยู่ที่ปัจจุบันขณะ  เพราะหากปัจจุบันสร้างเหตุปัจจัยที่ดีพร้อม  ชาติหน้าจะเป็นเช่นไรก็ขึ้นกับปัจจุบันนี้เอง  หรือถ้าเป็นระดับพระอริยเจ้าท่านเน้นที่ไม่สร้างเหตุและปัจจัย  จนสุดท้ายคือหมดเหตุหมดปัจจัย  หมดเชื้อให้เกิดใหม่ทีเดียว  ซึ่งคำว่าเกิดใหม่ นี้ สามารถตีความได้สองความหมาย  ความหมายแรกคือเกิดชาติใหม่ที่เราๆ รู้กัน  และอีกความหมายหนึ่งที่สำคัญกว่าคือ การเกิดครบกระบวนการแห่งห่วงโซ่ปฏิจจสมุปบาท  ซึ่งการเกิดอย่างหลังนี้เป็นไปได้แค่ไม่ถึงเสี้ยววินาทีเท่านั้น

          หลายวันก่อนผู้เขียนได้อ่านหนังสือเล่มหนึ่งชื่อ  สู่ความตายอย่างสงบ  ผู้เขียนเห็นว่าเป็นหนังสือที่น่าสนใจอย่างยิ่ง  ช่วยให้เราไม่ตั้งตนอยู่บนความประมาท  ความตายนั้นอาจมาเยือนเราได้ทุกเมื่อ  เราไม่มีวันทราบได้แน่ชัดล่วงหน้าว่าเราจะตายเมื่อไร  เวลาใด  ฉะนั้นมันน่าหวาดเสียวเป็นอย่างยิ่งหากเราไม่เตรียมตัวให้พร้อม

          หนังสือเล่มนี้มีขนาดบาง  มีไม่กี่บท  เนื้อหาแต่ละบทก็กระชับสั้น  ผู้เขียนตั้งใจว่าจะคัดลอกให้ครบทุกบทให้ต่อเนื่องกัน  เนื้อหาอาจจะยาวบ้างสำหรับผู้ที่มีเวลาอ่านน้อย  เพราะมีกิจอื่นต้องทำ  หรือมีหลายๆ บันทึกที่น่าสนใจและรอให้อ่าน  แต่ผู้เขียนก็หวังลึกๆ ว่าขอให้ท่านได้อ่านให้จบสักรอบหนึ่ง  อ่านอย่างตั้งใจ  เชื่อว่าคงมีประโยชน์ต่อชีวิตอันวุ่นวายในโลกกลมๆ ใบนี้พอสมควร

          เขียนเสียจนจะยืดยาวกว่าเนื้อหาของหนังสือที่จะนำเสนอแล้วครับ  เอาเป็นว่าเชิญทัศนาเลยแล้วกันครับ

ธรรมะสวัสดีครับ

 

  <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="Publishwithline">ความจริงสองด้าน  สมมติสัจจ์และปรมัตถสัจจ์</p><div style="border-right: medium none; padding-right: 0cm; border-top: medium none; padding-left: 0cm; padding-bottom: 2pt; border-left: medium none; padding-top: 0cm; border-bottom: #4f81bd 1pt solid"></div><p style="margin: 0cm 0cm 6pt" class="PadderBetweenControlandBody"></p><p style="margin: 0cm 0cm 6pt" class="PadderBetweenControlandBody">          ภาพการรับรู้เกี่ยวกับตัวตนของเราและสิ่งอื่นๆ  ตลอดจนความรู้สึกที่สลับสับเปลี่ยนอยู่ระหว่างการยึดมั่นถือมั่นหรือผลักไส  คือกระบวนการคิดแบบทวิลักษณ์ที่เกิดขึ้นในจิตใจเรา  สิ่งเหล่านี้เป็นผลมาจากภาพการรับรู้ที่ถูกสร้างขึ้นมาในเบื้องแรก  และเมื่อกระบวนการคิดแบบทวิลักษณ์เริ่มทำงาน  เราก็ถลาจากความสับสนหนึ่งไปสู่อีกความสับสนหนึ่งอย่างไม่มีที่สิ้นสุด  ดังนั้นเราจึงทุกข์ทรมานอย่างไม่มีสิ้นสุดเช่นกัน</p><p style="margin: 0cm 0cm 6pt" class="PadderBetweenControlandBody">          ความทุกข์ทั้งมวลล้วนเป็นผลมาจากการไม่รู้จักธรรมชาติเดิมแท้แห่งจิตของตัวเรา  รวมถึงการยึดมั่นถือมั่นหรือผลักไส  ซึ่งทั้งหมดนี้ล้วนเป็นผลมาจากอวิชชา  พิษร้ายเหล่านี้ทำให้เราดิ่งลงไปในกองทุกข์ด้วยการประกอบอกุศลกรรมทั้งทางกาย วาจา และใจ  วิธีคิดแบบทวิลักษณ์นี้เองทำให้เกิดสมมติสัจจ์ขึ้น  เพื่อที่เราจะสามารถเข้าใจความหมายของคำคำนี้  ให้นึกถึงการเข้านอนยามค่ำเป็นตัวอย่าง  เราล้มตัวลงบนที่นอนอันอบอุ่น  ทุกอย่างปลอดภัย  สบายและไร้กังวล  จิตของเราละทิ้งประสบการณ์ยามตื่น  แลเริ่มเข้าสู่ห้วงฝัน</p><p style="margin: 0cm 0cm 6pt" class="PadderBetweenControlandBody">          ภาพฝันไม่ได้ดูจริงน้อยไปกว่าความจริงในยามตื่น  ทุกอย่างดูจับต้องสัมผัสได้  ผู้คนเหล่านั้นก็คือคนจริงๆ  พวกเขายิ้มให้  หรือทำหน้าบึ้งตึงใส่เรา  ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น  เราจะรู้สึกว่าทุกอย่างเป็นความจริงอย่างยิ่ง  เราจะลิงโลดยินดีหากถูกลอตเตอรี่  แล้วเริ่มกังวลว่าจะเอาเงินไปซ่อนที่ไหน  ถ้าใครสักคนทำร้ายทุบตีเรา  เราก็จะเจ็บปวด  ถ้ากินน้ำตาล  เราก็จะลิ้มรสได้ถึงความหวาน  แต่ถึงฝันจะดูเหมือนจริง  หากแต่มันก็ไม่ใช่ความจริงของโลกหลังตื่นนอน  เหมือนกับที่ว่าภาวะหลังตื่นนอนของเราก็ไม่ใช่ความจริง  เมื่อเราหลุดออกจากความจริงที่ตัวเองสร้างขึ้น</p><p style="margin: 0cm 0cm 6pt" class="PadderBetweenControlandBody">          นับจากวันที่เราลืมตาถือกำเนิดขึ้นมาบนโลกจนกระทั่งวันที่เราตายจากไป  เราได้แต่ยึดถือเอาสิ่งต่างๆ ในชีวิตซึ่งล้วนเป็นสมมติสัจจ์อันเปลี่ยนแปรไปไม่รู้จบว่าเป็นความจริงแท้อย่างที่สุด  อย่างไรก็ดี  มันหาใช่ไม่  มันไม่จริงและไม่เที่ยง  นี่เป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งที่เราจะต้องทำความเข้าใจ  เมื่อตื่นจากความฝันแห่งชีวิต  เราไม่มีทรัพย์สมบัติ  ไม่มีญาติมิตรพี่น้อง  ไม่มีอารมณ์ความรู้สึกอันอ่อนไหว  ประสบการณ์ต่างๆ ในชีวิตที่ดูเหมือนจริง  ล้วนไม่ใช่ความจริงในนัยแห่งปรมัตถ์</p><p style="margin: 0cm 0cm 6pt" class="PadderBetweenControlandBody">          เกณฑ์ที่เรานำสามารถนำมาใช้ทำความเข้าใจกับปรมัตสัจจ์ได้คือความเที่ยง  หากสิ่งใดเที่ยงแท้  สิ่งนั้นคือความจริง  ถ้าสิ่งใดไม่เที่ยง  สิ่งนั้นย่อมไม่ใช่  เพราะที่สุดมันจะสูญสลายไป  เหลือเพียงความทรงจำ  ทุกสิ่งทุกอย่างในโลกแห่งความจริงของเราเป็นเพียงภาพฝันที่วาดขึ้นมา  แล้วยึดถือว่ามันเป็นความจริงและมีความหมายเพียงเพราะมันเกี่ยวข้องกับตัวเรา  ประสบการณ์ของเรางอกเงยมาจากภาพลวงตาอันมีรากเหง้ามาแต่ตัวเราเอง  หากไม่มีพิษร้ายซุกซ่อนในใจ  การรับรู้เกี่ยวกับความจริงของเราอาจเปลี่ยนไปจากเดิม</p><p style="margin: 0cm 0cm 6pt" class="PadderBetweenControlandBody">          เป้าหมายแห่งพุทธธรรมคือการปลุกพวกเราให้ตื่นขึ้นจากภาพลวงแห่งสมมติสัจจ์  และเข้าใจธรรมชาติแห่งจิตเดิมแท้ในตัวเราเอง  มิเช่นนั้น  เราก็ได้แต่ฝันต่อไป  อาจฝันดีหรือฝันร้าย  ทว่าไม่มีอะไรคงอยู่เช่นเดิมตลอดไป  เราเกิด เจ็บ แก่ ตาย และหลับใหลอยู่กับฝันลวงตาไม่รู้ตื่น</p><p style="margin: 0cm 0cm 6pt" class="PadderBetweenControlandBody">          ภาวะของการตื่นรู้อย่างสิ้นเชิงคือการบรรลุโพธิญาณ  อันเป็นการระลึกรู้ต่อสภาวะอันเป็นธรรมชาติเดิมแท้ของตนอย่างไม่มีวันผันแปรเป็นอื่น  ธรรมชาติเดิมแท้ดำรงอยู่ในทุกสิ่ง  โดยมิได้แยกขาดจากสิ่งใด  เราเพียงแต่หลงอยู่ในวังวน  มัวเมากับภาพลวงของทวิลักษณ์  จนทำให้ดวงตามืดต่อความจริงอันเป็นปรมัตถ์  เราเฝ้าแต่วนเวียนอยู่กับสมมติสัจจ์  และคิดว่าปรมัตถสัจจ์นั้นอยู่คนละแห่งหน  คนละห้วงเวลา  แยกขาดออกจากกัน  ทั้งๆ ที่จริงๆ แล้วไม่ใช่  เราจึงต้องทนทุกข์อยู่กับชีวิตในสมมติสัจจ์  และได้แต่โหยหาความจริงที่ไม่มีวันเปลี่ยนแปรอันเป็นปรมัตถ์</p><p style="margin: 0cm 0cm 6pt" class="PadderBetweenControlandBody">          หากพิจารณาจากแง่มุมทางธรรม  การพยายามเปลี่ยนโลกภายนอกเพื่อปกป้องตัวเองจากความทุกข์ไม่ใช่วิธีที่ถูกต้อง  อย่างเช่น  ถ้าเราส่องกระจกและเห็นว่าตัวเองหน้าตามอมแมมแล้วคิดว่า “ว้า มอมแมมจัง”  แล้วรีบหยิบผ้ามาเช็ดกระจก  นี่ไม่ใช่วิธีทำความสะอาดใบหน้าสกปรก  หากแต่เมื่อเราตระหนักว่าภาพสะท้อนนั้นคือใบหน้าของเราเอง  เราก็จะสามารถเปลี่ยนภาพที่ปรากฏในกระจกได้ง่ายๆ ด้วยการล้างหน้า  การขจัดทุกข์ด้วยการเปลี่ยนสภาพแวดล้อมไม่ใช่วิธีที่ถูกต้อง  แต่การตระหนักว่าเหตุที่แท้ของความทุกข์คือใจของตัวเองต่างหากที่จะทำให้เราสามารถเปลี่ยนแปลงตัวเอง</p><p style="margin: 0cm 0cm 6pt" class="PadderBetweenControlandBody">          คนเรามีทัศนะต่างกัน  เช่นคนหนึ่งกินพริกแล้วชอบมาก  คิดว่าไม่มีอะไรอร่อยไปกว่านี้อีกแล้ว  ขณะที่อีกคนกินพริกแล้วสำลักน้ำหูน้ำตาไหล  พริกก็คือพริก  ไม่ได้มีอะไรแตกต่างกัน  สิ่งที่ต่างกันคือความรับรู้ที่เอนเอียงไปตามนิสัยเดิม  ตามประสบการณ์  และปฏิกิริยาตอบสนองของแต่ละคน</p><p style="margin: 0cm 0cm 6pt" class="PadderBetweenControlandBody">          เช่นเดียวกับชีวิต  คนหนึ่งมองสิ่งหนึ่งในมุมหนึ่ง  และอีกคนมองสิ่งเดียวกันในอีกมุมที่ต่างกันอย่างสิ้นเชิง  บางคนอาจเป็นคนดีในสายตาเพื่อนของเขา  แต่อาจเป็นคนโหดร้ายในสายตาของคนอื่น  กระนั้น  คนคนนั้นไม่มีอะไรแตกต่าง  เขาก็คือเขา  วัตถุก็เป็นเพียงวัตถุ  โลกก็เป็นเพียงโลก  เราต่างหากที่รับรู้และมีปฏิกิริยาต่อสิ่งเหล่านื้ไปตามระดับความเข้าใจของตัวเอง</p>  <hr><div align="right"><address class="PadderBetweenControlandBody" style="margin: 0cm 0cm 6pt">คัดลอกจากหนังสือ  สู่ความตายอย่างสงบ (Life in Relation to Death)</address></div><div align="right"><address class="PadderBetweenControlandBody" style="margin: 0cm 0cm 6pt">แต่งโดย ชักดุด ตุลกู รินโปเช</address></div><div align="right"><address class="PadderBetweenControlandBody" style="margin: 0cm 0cm 6pt">แปลโดย บุลยา</address></div>