พ่ออยากได้อะไรของทางใต้บ้าง ถ้าจะบอกความจริงก็เกรงว่าเธอจะต๊กกะใจ(อยากได้เจ้าตัวคนที่ป่วนใต้นะสิ) ได้พบหน้าเธอเจอตัวสดๆก็เป็นสิ่งที่ดีเพียงพอแล้ว เพราะเราอยู่ขอบฟ้าเขาเขียว กว่าจะมาลดเลี้ยวมาเจอกันแต่ละทีนั้นยากเย็นยิ่งนัก ได้แต่คิดถึงๆๆกันอยู่นั่นแล้ว..

 

(ทีมมหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารครามยินดีต้อนรับ)

พระธาตุนาดูน มีคนเปรียบว่าอยู่ในตำแหน่งสะดืออีสาน ผมไม่ทราบสมมุติฐานและตำนานว่าที่มาเป็นอย่างไร รอบๆบริเวณพระธาตุจัดเป็นนิทรรศการตำนานชีวิตและสังคมของชนเผ่าพื้นเมือง มีบ้านไทอีสานอยู่เป็นกลุ่มๆ มีพิพิธภัณฑ์เกวียน จุดเด่นอยู่ที่พระธาตุนาดูนอันสง่าง่าม ผมเคยไปนอนพักที่บ้านรับรองครั้งหนึ่งเมื่อนานมาแล้ว ตั้งแต่ ดร.อุษา กลิ่นหอม เป็นเจ้าสำนักของที่นี่ เคยแวะเวียนไปเป็นวิทยากร2-3 ครั้ง 

สะดืออีสาน อภินันทนาการจากอาจารย์แพนด้า

แต่คืนพรุ่งนี้เจ้าภาพKMU11 เขาจัดให้นอนที่โรงแรมตักสิลา มีโปรแกรมจะคุยกันนอกรอบในช่วงบ่าย มีนัดกับ ออต สายลม แผ่นดิน ดร.กระปุม อ.ขจิต ดร.ศักดิ์พงศ์ มาเป่าหยิงฉุบกัน ทราบว่าคณะที่มาจากมหาวิทยาลัยต่างๆส่วนใหญ่จะมาพร้อมกันในคืนนี้ ลูกสาวชาวใต้ผม คุณเมตตา มาในคณะมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ด้วย อย่างน้อยก็จะได้จ๊ะจ๋ากัน อาจจะมีฮาเล็กๆในการพบกันครั้งนี้ก็ได้เธอถามทางโทรศัพท์ว่า ..พ่ออยากได้อะไรของทางใต้บ้าง ถ้าจะบอกความจริงก็เกรงว่าเธอจะต๊กกะใจ (อยากได้เจ้าตัวคนที่ป่วนใต้นะสิ จะได้ขอร้องว่าหยุดเถิดเพื่อนเอ๋ย แค่นี้ก็บอบช้ำกันเต็มทีทั้ง2ฝ่ายแล้ว) พรุ่งนี้ได้พบหน้าเธอเจอตัวสดๆก็เป็นสิ่งที่ดีเพียงพอแล้ว เพราะเราอยู่ขอบฟ้าเขาเขียว กว่าจะมาลดเลี้ยวมาเจอกันแต่ละทีนั้นยากเย็นยิ่งนัก ได้แต่คิดถึงๆๆกันอยู่นั่นแล้ว.. 

เช้าวันที่23ผมจะเผ่นไปหาหมอที่โรงพยาบาลศรีนัครินทร์ บ่ายๆถึงจะย้อนมาคลานขึ้นเวที มาเล่าให้ผู้เข้าร่วมสัมมนาฟังว่ เส้นทางที่จะมาเช็คแฮนด์กันระหว่างชุมชนกับสถาบันการศึกษานั้น ควรจะมีการออกแบบกระบวนการร่วมกัน ควรมีการเตรียมความพร้อมทั้ง2ฝ่าย หมายถึงต้องเดินออกมาคนละก้าว พบกันแล้วจูงมือไปนั่งล้อมวงใต้ร่มไม้ เพื่อจะได้พูดคุยในเรื่องเดียวกัน ค้นหาเข้าใจ ความต้องการ ของแต่ละฝ่าย แสวงหาจุดพอดีระหว่างกันให้พบ  

เพื่อให้เข้าใจง่ายขึ้น  ดร.ศักดิ์พงศ์ หอมหวน ศิษย์รุ่นใหญ่จากสำนักเฮฮาศาสตร์ จะยกนิทรรศการชุมชนวิจัยที่ทำกับมหาชีวาลัยอีสานและหน่วยงานต่างๆ ไปแสดงให้เห็นจุดเริ่มที่ถูกทิศถูกทาง..ทำยังไงถึงเป็นไปได้ถึงเพียงนี้ เด็กๆจากโรงเรียนเม็กดำจะไปเล่าเรื่อง

ðการจัดการความรู้ระดับโรงเรียน

ðโยงไปถึงชุมชน

ðโยงไปหาองค์กรปกครองท้องถิ่น

ðโยงต่อไปถึงภาคเอกชน

ðโยงไปถึงหน่วยงานวิจัยวิชาการในกรมกองต่างๆ

ðโยงไปถึงภาคีเรียนรู้ในท้องถิ่น

มีหลายเรื่องที่เป็นพัฒนากระบวนการของเด็กๆ เช่น การเลี้ยงไก่ไข่ ปลูกสมุนไพร โครงการนายฮ้อยรุ่นกระเต๊าะที่เลี้ยงโคในโรงเรียนให้อ้วน แล้วขายได้เงินภายใน2-3 เดือน  

ตรงจุดนี้ผมถือว่ามีกรณีตัวอย่างให้สถาบันการศึกษา ได้มองเห็นช่องทางที่จะนำวิชาการเข้าไปสู่วิชาชีพในชุมชน เพื่อให้เกิดกระบวนการพัฒนาอาชีพที่อาศัยวิชาการ แบบประเมินผลได้ว่า ถ้ารู้แล้วมันเป็นรายได้เป็นเงินเป็นต้องจริงๆนะ ดังนั้น ถ้าความรู้ที่นักวิชาการนำไปสร้างรายได้ให้แก่ชุมชนได้อย่างแท้จริง มีรึที่ชาวบ้านจะไม่รักนักวิชาการและสถาบันการศึกษา 

..แต่ถ้านักวิชาการหรือสถาบันการศึกษาทิ้งชุมชน  ชุมชนก็จะทิ้งสถาบันการศึกษา ต่างคนต่างอยู่ แบบบ้านเรือนเคียงกันแต่นั่งมองตากันปริบๆนั่นแหละ ไม่รู้ร้อนรู้หนาวต่างคนต่างอยู่ คิดดูสิว่าสังคมไทยจะแห้งแล้งแห้งเหี่ยวสักปานไหน อนาคตชาวบ้านก็จะค่อยๆฝ่อหัวโต สถาบันการศึกษาก็จะค่อยๆผอมโซพุงโรก้นปอด ชนิดที่กินยากุมารอ้วนพีหมดเป็นลังๆก็ไม่หายครับผม 

ที่สำคัญจะได้สังคายนากันเสียที งานวิจัยที่ถูกกล่าวหาว่าขึ้นหิ้งทั้งหลายนั้น ลองเอามาใส่ตะกร้าล้างน้ำ แล้วนำมาทดลองใช้ในสภาพจริงในชุมชนดูสิ จะได้รู้ว่าวิทยานิพนธ์ที่ทำกันกองพะเนินเทินทึกนั้น มันเป็นของโหลหมดสภาพแล้ว หรือยังมีประโยชน์เอามาปัดฝุ่นใช้ได้ดี งานนี้หันหน้าคุยกันจริงๆจังๆสักตั้งดีไหมครับ อย่าเอาแต่วิชาการอี๋อ๋อมาล่อชุมชนให้เคลิ้มอีกเลย ลูกหลานผู้ใหญ่ลีเข็ดเขี้ยวเพียงพอแล้วนะจ๊ะ จะบอกให้..